เย่ชิวจ้องกำไลคริสตัลสีม่วงบนข้อมือเด็กหญิงเขม็ง ความรู้สึกประหลาดอย่างไม่มีสาเหตุก็พลุ่งขึ้นมาในใจ
กำไลเส้นนี้ดูท่าทางจะไม่ธรรมดา ภายในคริสตัลสีม่วงแผ่ออกมาพลังประหลาดเลือนราง แม้จะอ่อนมาก แต่เย่ชิวก็ยังสัมผัสได้อย่างเฉียบคม
เขาอดเหลือบมองอยู่หลายครั้งไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากเสื้อผ้าและสภาพของเด็กหญิงแล้ว แทบไม่น่าจะมีปัญญาซื้อกำไลคริสตัลแบบนี้ได้เลย
“กำไลเส้นนี้…เจ้าได้มาจากไหนหรือ” เย่ชิวเอ่ยถามเสียงเบา ตั้งใจจะลองขอเบาะแสจากปากเด็กหญิงดูสักหน่อย
เด็กหญิงได้ยินเช่นนั้นก็สะดุ้งเฮือก เงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยแววตาตกใจ ก่อนจะรีบก้มหน้าลง ทึ้งแขนเสื้อคลุมข้อมือเอาไว้ ซุกกำไลหายไปในแขนเสื้ออย่างกับกลัวคนเห็นเข้า
“ไม่ต้องกลัว ข้าแค่สงสัยเฉย ๆ เท่านั้นเอง” น้ำเสียงเย่ชิวนุ่มนวลอย่างยิ่ง พยายามให้เด็กหญิงลดการ์ดลง
ทว่าตัวเด็กหญิงกลับยังเงียบไม่ปริปาก เอาแต่ขดตัวเหมือนลูกแมวตัวน้อยที่บาดเจ็บ
จางเหมยเจินเหรินเห็นเข้าก็ขมวดคิ้ว “ยัยเด็กนี่ ทำไมดื้ออย่างนี้ พวกเราช่วยชีวิตไว้นะ แต่เจ้าดูสิ สักคำยังไม่ยอมพูด”
ม่อเทียนจีว่า “ศิษย์พี่ นางคงถูกขู่จนสติแตกไปแล้ว พวกเราค่อย ๆ คุยกับนางเถอะ”
หลินต้าหนiao ก็พยักหน้าสมทบ “ใช่ รอให้นางตั้งสติได้ก่อน บางทีคงยอมเล่าเองแหละ”
เย่ชิวพยักหน้า ไม่เซ้าซี้ซักถามต่อ
เขารู้ดีว่า เด็กหญิงผู้นี้ต้องเจอเรื่องน่ากลัวอะไรมาสักอย่าง ถึงได้หวาดผวาเสียขนาดนี้
ทั้งสี่พาเด็กหญิงขี่ดาบเหินลม พุ่งไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดก็กลับมาถึงเมืองหลวง
มองจากไกล ๆ เห็นเมืองหลวงยังคงรุ่งเรืองเหมือนเดิม ผู้คน往มาไม่ขาดสาย คึกคักครึกโครม
“ยังดี เมืองหลวงไม่เป็นอะไร”
เย่ชิวถอนหายใจอย่างโล่งอก
เพียงแต่เวลานี้พวกเขาไม่มีอารมณ์จะชมความรุ่งเรืองเบื้องหน้า ใจแต่ละคนล้วนถูกเงามืดครอบทับ เรื่องที่เกิดขึ้นในสี่นครเมื่อครู่นั้น ทำให้พวกเขาวางใจไม่ได้เลยจริง ๆ
ทั้งคณะตรงดิ่งสู่พระราชวัง
ยังไม่ทันเข้าใกล้ เย่ชิวก็เห็นจูเชียนสวมชุดเกราะ นั่งอยู่ใต้ประตูพระราชวัง ข้างหน้าตั้งโต๊ะตัวหนึ่ง กำลังจิบเหล้าอย่างสบายอารมณ์
เดิมทีจูเชียนก็เป็นขุนนางคนสำคัญของแคว้นโจว อีกทั้งยังสนิทสนมกับหนิงอันมาก ภายหลังเมื่อจงโจวรวมแผ่นดินสำเร็จ ลุงจูจึงได้คุมองครักษ์ประจำวังในเมืองหลวง เป็นขุนนางใกล้ชิดองค์จักรพรรดิ ฐานะจึงสูงส่งอย่างยิ่ง
“ลุงจู ชีวิตสบายไม่เบาเลยนะนี่”
จูเชียนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียง หันขวับไปมอง “ท่านเจ้าบ่าวหลวง?”
เขาดีใจจนหน้าบาน รีบลุกขึ้นโค้งคำนับเย่ชิว “กระหม่อมถวายบังคมท่านเจ้าบ่าวหลวง”
เย่ชิวหัวเราะ “ลุงจู ระหว่างเราน่ะ ไม่ต้องพิธีรีตรองขนาดนั้นก็ได้”
จางเหมยเจินเหรินแหย่ลุงจูเข้าให้ “เป็นถึงหัวหน้าองครักษ์ประจำวัง ไหงมานั่งเฝ้าประตูเสียเองล่ะ หรือไปทำเรื่องผิดไว้ ให้ข้าช่วยพูดดี ๆ ต่อหน้าหนิงอันให้ไหม”
ลุงจูยิ้มแล้วอธิบาย “ท่านจางเหมยเจินเหรินคงยังไม่ทราบ ตั้งแต่พวกท่านออกเดินทางไป กระหม่อมก็ได้รับพระบัญชาให้อยู่เฝ้าที่นี่ทุกวัน เพื่อรอพวกท่านกลับมา ท่านเจ้าบ่าวหลวง การเดินทางครานี้ราบรื่นดีหรือไม่ขอรับ”
“ถือว่าราบรื่น” เย่ชิวถามต่อ “ช่วงนี้มีเรื่องใหญ่โตอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า”
ลุงจูส่ายหัว “ทุกอย่างสงบเรียบร้อยดีขอรับ”
ได้ยินดังนั้น เย่ชิวกับจางเหมยเจินเหรินก็แอบสบตากันแวบหนึ่งอย่างยากจะสังเกต
“หนิงอันอยู่ที่ไหน” เย่ชิวถามอีกครั้ง
ลุงจูตอบ “ฝ่าบาทประทับอยู่ที่ห้องพระอักษร ท่านเจ้าบ่าวหลวง กระหม่อมจะนำทางให้ขอรับ”
เย่ชิวพยักหน้า “รบกวนด้วย”
ว่าแล้วลุงจูก็นำเย่ชิวกับคนอื่น ๆ มุ่งหน้าไปยังห้องพระอักษร
ระหว่างเดิน ลุงจูกล่าวว่า “ท่านเจ้าบ่าวหลวง ท่านไม่รู้ดอก ตั้งแต่ท่านเสด็จออกไป ฝ่าบาททรงขยันว่าราชการยิ่งขึ้นทุกวัน แต่พอตกค่ำก็มักทอดพระเนตรจันทร์เหม่อลอย เหมือนพระทัยล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ กระหม่อมเดาได้เลยว่า ฝ่าบาทต้องทรงคิดถึงท่านแน่ ๆ
ดีที่ท่านกลับมาทันเวลา ไม่อย่างนั้นกระหม่อมเกรงว่าฝ่าบาทจะทรงผอมไปอีกสักรอบ พอได้ทอดพระเนตรเห็นท่าน เดี๋ยวคงทรงดีพระทัยจนหุบพระโอษฐ์ไม่ลงแน่”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: วิสารทแพทย์เทวัญ
ตอนที่ 261-281 ทำไมมีตอนละไม่กี่บรรทัด...
เรื่องนี้มีเติมเงินอ่านไหมครับ แนะนำหน่อย...
ทำไมลงวันละตอนแล้วครับ ช่วยชี้แจงหน่อยครับ...
ทำไมช่วงนี้ลงวันละตอนล่ะครับอีกอย่างช่วงแรกได้อ่านตั้งแต่7โมงเช้าแต่พอลงตอนเดียวต้องอ่านตอน3โมงเย็น...
ไอ้ชิบหาย มีแต่หน้าเปล่าๆมา3วันแล้ว พอๆเลิกอ่านบล็อคแม่งออกเลย หนังสือที่อื่นมีอ่านเยอะแยะ...
หลังๆทำไมลงแต่หน้าเปล่า ไม่มีตัวหนังสือสักตัว...
จะอ่านบท1611-1616ยังใงคับ...
ตอนที่ 267 - 301 มีแค่ 2-3 บรรทัดเองรบกวนแก้ไขให้ด้วยครับ ขอบคุณครับ...
อยากอ่านจนจบเรื่องทำไงบ้างครับ...
ฮาเร็มไหมครับ...