เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1108

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงรีบตอบไป

“นะ นั่นมัน…ข้ารีบไปหาที่ซ่อนก่อนดีกว่า ส่วนที่นี่ก็ให้เจ้าจัดการแล้วกัน!”

หลังจากพูดจบ เขาก็หันกลับไปแล้วกำลังจะวิ่งหนี

“เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!”

ผู้อาวุโสเหวินซีลากเขากลับมาแล้วกัดฟันกรอด

“ถ้าเจ้าไปแล้วข้าจะทำอย่างใดเล่า!?”

“แล้วใครบอกให้เจ้าเปลี่ยนกะวันนี้!”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงตอบกลับห้วนๆ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า

“ดูสิ ตอนนี้ยังมีเวลาอีกครึ่งชั่วยามกว่าจะเปลี่ยนกะ! เป็นเจ้าที่ต้องอยู่ดูแลความเรียบร้อย! ไม่พูดแล้ว ข้าไปล่ะ!!”

สิ้นประโยค ผู้อาวุโสฮวาเฟิงก็รีบผละออกจากการจับกุมของผู้อาวุโสเหวินซี พลันหาทิศทางหลบหนี

ผู้อาวุโสเหวินซีขบฟันด้วยความโกรธ ก่อนจะขยับเท้าแล้วไล่ตามเขาไปทันที และตะโกนเสียงดังลั่น

“เจ้ามันไอ้แก่ขี้ขลาด! เจ้ากลัวนางทำอันใดหรือ!?”

“บัดซบ! ถ้าไม่กลัวแล้วเจ้าจะไล่ตามข้ามาเหตุใด!?”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงโต้กลับ

ผู้อาวุโสเหวินซีพูดไม่ออกไปชั่วขณะ พลางรู้สึกเจ็บแน่นหน้าอกไปหมด

ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“ไม่ใช่สิ เจ้าคนร้ายกาจนั่นหายหน้าหายตาไปตั้งหลายปี ไฉนจู่ๆ ถึงโผล่มาในเวลานี้กัน?”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วมองไปรอบๆ

“เหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติจริงๆ นั่นแหละ นี่ก็นานมากแล้ว แต่เหตุใดนางถึงยังหาไม่เจออีก?”

หากอิงตาม “กฎ” ที่บัญญัติไว้ในอดีต ตอนนี้นางควรจะปรากฏตัวได้แล้ว…

ทั้งสองคนมองหน้ากันและแลกเปลี่ยนความคิดกันผ่านทางสายตา

“หรือข้าจะคิดผิด? หรือว่าลมปราณนั่น…มิใช่ของนาง? ผู้อาวุโสเหวินซีกล่าวพลางขมวดคิ้ว

“เป็นไปไม่ได้!”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงปฏิเสธทันที

“ต้องเป็นนาง! จะต้องเป็นนางแน่นอน!”

ในโลกนี้มีแค่การมาเยือนของคนคนเดียวเท่านั้น ที่สามารถปลุกเขาให้ตื่นจากการหลับใหลได้!

อย่างใดก็ไม่ผิดแน่ หลังจากฝึกฝนมาหลายปี ความรู้สึกนี้มันกลายเป็นสัญชาตญาณของเขาไปแล้ว

ผู้ฝึกตนจำนวนมากที่ยังเข้าแถวรอการทดสอบ มองดูคนทั้งสองที่กำลังคุยกันจากระยะไกล ด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวจับต้นชนปลายไม่ถูก

นี่มัน…เกิดอันใดขึ้น?

ผู้อาวุโสสองท่านนี้พูดว่าใครกำลังมานะ?

พวกเขาทั้งสองเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักหลิงเซียว ยังมีใครในฝางโจวที่ทำให้พวกเขามีปฏิกิริยาเช่นนี้อีกหรือ?

ทว่าเหล่าเด็กหนุ่มสาวมิกล้าเอ่ยถามอันใดไปมากกว่านี้ และเลือกที่จะรออย่างเงียบๆ

ครั้นถูกเด็กรุ่นเยาว์จ้องมองด้วยสายตาแปลกๆ ในที่สุดผู้อาวุโสเหวินซีก็ตระหนักถึงการวางตัวของพวกเขาในตอนนี้

“อะแฮ่ม!”

ผู้อาวุโสเหวินซีกระแอมเสียงดัง พลางขยิบตาให้ผู้อาวุโสฮวาเฟิงแล้วกระซิบเบาๆ

“เสียงดังหาพระแสงอันใด?! อยู่ต่อหน้าเยาวชนมากมาย ช่างขายหน้าจริงๆ!”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงหน้าบึ้งหน้าบูด

“เสียหน้าแล้วอย่างใด เสียชีวิตสิ น่ากลัวกว่าเยอะ!”

ผู้อาวุโสเหวินซี “…”

เขาถอนหายใจยาวพรืด และในที่สุดก็ดึงสติกลับมาได้

“ถ้านางกลับมาจริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะซ่อนตัว! พวกเรามีกันตั้งสองคน แล้วนางจักทำอันใดเราได้!?”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงมองเขาอย่างสงสัยระคนคับแค้นใจ

ผู้อาวุโสเหวินซีบีบสันจมูกตัวเองด้วยความหงุดหงิด

“หน้าไม่อายจริงๆ! ถึงเจ้าจะหนีไปเสียตอนนี้ แต่อีกครึ่งชั่วยามก็ต้องกลับมาเปลี่ยนผลัดกับข้ามิใช่หรือ?! ถึงซ่อนตัวไปก็ไม่มีประโยชน์ เจ้าคนร้ายนั่นคุ้นเคยกับฝางโจวมากกว่าพวกเราเสียอีก แล้วเจ้าจะหนีไปไหนได้!? เช่นนั้นก็รออยู่ที่นี่แหละ อันใดที่ทำได้ก็ทำไปก่อน!”

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงหวั่นใจ แต่หลังจากถูกเกลี้ยมกล่อมอย่างเดือดดาล ในที่สุดเขาก็คล้อยตาม

“เช่นนั้น ถ้านางมาเจ้าก็ห้ามหนี!”

“รู้แล้วๆ!”

เพื่อความปลอดภัย ทั้งสองคนจึงหารือกันและร่วมมือกันเกาะกลุ่มไว้ ไม่ให้อีกคนอยู่กันตามลำพัง

พลางตัดสินใจไปนั่งอยู่หลังโต๊ะด้วยกัน

“แค่กๆ ต่อเลย!”

ทว่าฉู่หลิวเยว่มิได้รีบร้อนเข้าไปต่อแถว หลังจากยืนยันตำแหน่งของสิ่งที่ต้องการได้ นางก็เดินเตร็ดเตร่ไปรอบๆ เมืองอย่างสบายใจ

ถนนทุกสายในเมืองนี้กว้างขวางและราบเรียบมาก อีกทั้งยังมีผู้คนสัญจรมากมาย

ครั้นเดินไปบนถนน ก็จักรู้สึกได้ทันทีว่าลมปราณของคนเหล่านี้แข็งแกร่งมากเพียงใด

ถึงไม่บอกว่าอยู่ระดับไหน แต่หากอิงจากเกณฑ์การรับสมัครของสำนักหลิงเซียวที่นางได้รู้มาเมื่อครู่ นางก็พอจะเดาได้

จอมยุทธ์ระดับเก้าก่อนอายุยี่สิบห้า…จัดว่าเป็นยอดฝีมือชั้นนำขนานแท้

แต่สำหรับที่นี่ มันเป็นทักษะขั้นพื้นฐานเท่านั้น

ฉู่หลิวเยว่เริ่มเข้าใจในสิ่งที่ตู๋กูโม่เป่าเคยพูดไว้แล้ว

…สำหรับคนที่นี่ ตัวนางในตอนนี้ยังอ่อนหัดนัก!

ความจริงแล้ว ความเร็วในการทะลวงของฉู่หลิวเยว่นั้นเร็วมาก แต่อย่างใดเสีย ตัวนางนั้นเกิดใหม่ในร่างของเด็กสาววัยสิบเก้าที่มีชีพจรดั้งเดิมไม่สมบูรณ์ และมีเวลาในการฝึกฝนเพียงสองปี

ถ้าไม่ใช่เพราะโอกาสและขุมทรัพย์เหล่านั้น คงยากที่นางจะมาถึงจุดจุดนี้ได้

ทว่าในโลกที่เชิดชูเพียงผู้แข็งแกร่งนั้น ผู้คนจะสนใจเพียงผลลัพธ์ และไม่มีใครสนใจเรื่องกระบวนการ

ฉู่หลิวเยว่เดินทอดน่องบนถนนไปเรื่อยๆ อย่างสบายใจ

เมืองฝางโจวใหญ่โตและเจริญรุ่งเรืองมาก

เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากสำนักหลิงเซียว ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่เคารพกฎกติกาของบ้านเมืองมาก

นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าแม่ค้าขายเปิดซุ้มรับซื้อขายสินค้ามากมายหลายชนิด

ทั้งเม็ดยา อาวุธโบราณ สมุนไพร ค่ายกล…

ในเมืองแห่งนี้มีตลาดขนาดใหญ่และได้มาตรฐาน เปิดขายสิ้นค้าทุกอย่างที่เกี่ยวกับการฝึกตนไว้มากมาย

ฉู่หลิวเยว่ต้องการซื้อของบางอย่าง แต่ยังไม่พบสิ่งใดที่สะดุดตาเป็นพิเศษ

ดังนั้นหลังจากเดินวนไปมาสักพัก ฉู่หลิวเยว่ก็หันหลังกลับแล้วเดินไปยังลานที่หลัวซือซือและคนอื่นๆ เข้าคิวอยู่

เมื่อครู่ก่อนแถวยาวๆ ตอนนี้สั้นลงมากแล้ว

และก็ถึงตาของหลัวซือซือแล้ว

ฉู่หลิวเยว่ยกเท้าขึ้นและเดินไปยืนอยู่ที่ปลายแถว โดยเว้นระยะห่างจากพวกเขาสามคนเล็กน้อย

ผู้อาวุโสฮวาเฟิงพลันสั่นสะท้านไปทั้งตัว แล้วเงยหน้ามองไปทางฉู่หลิวเยว่ด้วยความตื่นตระหนก!

——————————————-

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์