“คิดบัญชีหรือ”
ผู้อาวุโสโกรธจนหัวเราะเย้ยหยันออกมา
“นางต้องการคิดบัญชีอันใดอีก!”
เด็กรับใช้หดตัวถอยหนีไปข้างหลัง
“นาง…นางบอกว่าก่อนหน้านี้ท่านเคยทำสัญญาแยกตระกูลฉบับนั้นว่าจะยกมรดกส่วนนั้นให้นาง แต่ยังไม่ได้ให้สักชิ้น…แล้วก็ยังมีสินสอดทองหมั้นของมารดานางที่นำติดตัวมาด้วยในตอนนั้น วันนี้นางก็จะเอาไป…”
ประโยคนี้ทำให้ผู้อาวุโสตกใจอย่างยิ่ง
เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท!
เวลานั้นฉู่หลิวเยว่ทำเขาโกรธจนแทบสิ้นสติ เขาจึงลงนามในสัญญาโดยไม่ทันได้ดูอย่างถีถ้วน
ตอนนี้พอคิดดูคราวๆ แล้วไม่ว่าอย่างไรก็นับเป็นเงินก้อนโต!
ลำพังแค่สินสอดทองหมั้นของมารดาฉู่หลิวเยว่ก็มากมายมหาศาลแล้ว!
หากต้องคืนทุกอย่างให้ฉู่หลิวเยว่จริงๆ เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเป็นการขูดเลือดขูดเนื้อตระกูลฉู่น่ะสิ!
ผู้อาวุโสเดินงุ่นง่านด้วยความหงุดหงิด เมื่อมองดูบัญชีที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะจากหางตา อารมณ์ของเขายิ่งแย่ลงไปอีก
ยามนี้รายได้ของตระกูลฉู่ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย หากนำเงินส่วนนี้ออกไป สถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก
…ทำไมฉู่หลิวเยว่ถึงมาขอกันหน้าด้านๆ เยี่ยงนี้!
“ผู้อาวุโส ท่านรีบออกไปดูดีกว่า ฉู่หลิวเยว่ยังบอกอีกว่า ถ้าวันนี้ไม่ได้เงินสักตำลึง นางก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น…ข้าน้อยเห็นพวกเขาเข้ามาขว้างกั้นประตูใหญ่เอาไว้แล้วขอรับ…”
“ไร้ประโยชน์!”
ผู้อาวุโสตะคอกด่าเข้า แล้วรีบก้าวเท้าพรวดพราดออกไปข้างนอก
แค่ฉู่หลิวเยว่กระจอกๆ คนเดียว จะสามารถทำลายตระกูลฉู่ให้ย่อยยับได้จริงหรือ!
…
ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลฉู่รีบเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ เมื่อเห็นฉากที่อยู่ตรงหน้าเขาก็แทบจะลมจับด้วยความโกรธ
เขาเห็นฉู่หลิวเยว่ยืนอยู่ตรงหน้าประตูนั่น ทั้งยังมีชาวบ้านมากมายมามุงดูสถานการณ์ข้างๆ อีกด้วย
นางพูดกับคนที่เข้ามามุงล้อมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“…ก็ใช่น่ะสิ ท่านแม่ของข้าขึ้นสวรรค์ตั้งแต่ข้ายังเยาว์วัย เหลือเพียงข้ากับท่านพ่อที่พึ่งพาอาศัยกัน อย่างที่พวกท่านทราบกันดี ตอนนั้นท่านพ่อข้าบาดเจ็บจากการอารักขาฝ่าบาท จึงทำให้ไม่สามารถฝึกยุทธ์อีกต่อไปได้ คนในตระกูลฉู่ก็พูดว่าพวกข้าสองคนไร้ความสามารถในการดูแลสินสอดของท่านแม่ ทั้งยังให้ข้าเอาของเหล่านี้ให้ลู่เหยาเป็นคนจัดการแทนอีก…หลายปีผ่านไป ในที่สุดข้ากับท่านพ่อก็ได้ลืมตาอ้าปาก ข้าคิดว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสินสอดของท่านแม่ เพราะนั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ท่านแม่ทิ้งไว้ให้ข้าเป็นของดูต่างหน้า หากข้าไม่ได้นำกลับคืน ข้าคงไม่สบายใจแน่ๆ…”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็พยักหน้าติดๆ กัน
ฉู่หนิงและฉู่หลิวเยว่ก็ถือว่าเป็น ‘คนดัง’ ของเมืองหลวง ทุกคนต่างกล่าวขานนินทากันไม่น้อย หลายคนก็รู้ดีว่าสิ่งที่ฉู่หลิวเยว่เล่าเมื่อครู่นี้เป็นเรื่องจริง
ความจริงนั้นไม่ว่าผู้ใดต่างก็รู้ดีว่าที่ตระกูลฉู่ทำเยี่ยงนี้ก็เพราะต้องการฮุบสมบัติที่เป็นสินสอดของมารดาฉู่หลิวเยว่
ดูผิวเผินตระกูลฉู่เหมือนจะมีกิจการใหญ่โต แต่ภายในกลับโลภโมโทสันกันทั้งนั้น
“ใช่ๆ! สินสอดนี่เป็นของเจ้า คนอื่นไม่มีสิทธิ์ได้! เจ้าต้องเอาคืนกลับมาให้ได้เชียวนะ!”
“จริงด้วย! ตระกูลฉู่เป็นถึงหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของเมืองหลวง หากไม่เอาของของเจ้ามาคืนให้ เช่นนั้นก็ทำเกินไปหน่อยแล้วกระมัง”
“เจ้าพูดถูก…หากตระกูลฉู่ทำเช่นนั้นจริงก็หน้าไม่อายแล้ว”
เมื่อผู้อาวุโสมาได้ยินทุกคนบริเวณนั้นกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันก็มีสีหน้ามืดหม่น ก่อนจะตวาดลั่น
“ฉู่หลิวเยว่ เจ้ากำลังทำอะไร!”
ฉู่หลิวเยว่เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสายตายียวน
“โอ้ ผู้อาวุโสตระกูลฉู่ ท่านไม่ทราบหรือว่าข้ามาทำอะไรที่นี่ ก่อนหน้านี้ข้าเคยสัญญาว่าจะเอาสิ่งของที่เป็นของข้าและท่านพ่อส่งคืนกลับไป แต่ข้ารอแล้วรอเล่าก็ไม่มีใครมาถึงหน้าบ้านสักที แม้กระทั่งเงาสิ่งของของข้ายังไม่เห็นเลย ข้าก็คิดว่าท่านเป็นคนใหญ่คนโตมีเรื่องให้ต้องทำมากมาย ก็เลยไม่มีเวลามาจัดการเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ได้ ดังนั้นครั้งนี้ข้าจึงพาคนมาด้วยเป็นการพิเศษไงล่ะ”
ฉู่หลิวเยว่ยกมือชี้นิ้วไปทางพรรคพวกที่อยู่ด้านหลัง
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์