เมื่อราตรีล่วงไป พระจันทร์สุกสกาว แสงจันทราสาดส่องลงมาดั่งสายน้ำ กิ่งก้านใบของต้นไม้พลิ้วไหวไปตามสายลม เงาที่ลอยเคว้งไหวราวกับสาหร่ายในน้ำ ซึ่งเงียบสงัดและสงบนิ่ง
ฉู่หลิวเยว่อิงแอบต้นไม้และชายหนุ่มร่างหนา และข้างกายของนางก็มีหรงซิวนั่งอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้เขากำลังทำแผลให้แก่นาง
อาการบาดเจ็บสาหัสที่สุดบนร่างกายของนางคือกระดูกสะบักหลังแตกหัก ถ้าหากไม่รักษาให้ทันท่วงที ต่อไปอาจจะเลวร้ายมากกว่าเดิม
โชคดีที่ว่าต่อให้นางไม่ได้สอน หรงซิวก็ดูเหมือนจะคล่องแคล่วเรื่องการทำแผลอยู่บ้าง ทั้งยังมือเบาและรวดเร็วมากอีกด้วย
“ข้าช่วยยืดกระดูกให้ตรง เจ้าอดทนหน่อยนะ”
หรงซิวเอ่ยเสียงแผ่วเบา จากนั้นมือหนาของเขาก็กดหัวไหล่ของนางเบาๆ
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าให้กับเขา
เรื่องบาดเจ็บพวกนี้ ชาติก่อนนางเจ็บมาตั้งกี่รอบก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
มือของหรงซิววางบนไหล่ของนางเบาๆ จากนั้นเขาก็ใช้ฝ่ามือผลักออกไป
ฉู่หลิวเยว่ตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด
หรงซิวเหลือบมองนางครู่หนึ่ง เขาก็เห็นว่าหญิงสาวมีสีหน้าซีดเผือดเพราะความเจ็บ ทั้งยังมีหยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ซึมไปตามหน้าผากของนางอีกด้วย
ตั้งแต่เริ่มทำแผลให้ นางก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา และนางกำลังพยายามกลืนความเจ็บปวดนั้นลงไป
สายตาของหรงซิวเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก้เกิดความรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถทารุณสัตว์เดรัจฉานตัวนั้นให้สาหัสสากรรจ์ก่อนจะปลิดชีวิตมันทิ้ง
เขาเบามือมากกว่าเดิม จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อคลุมสีขาวออกจากเรือนร่าง ก่อนจะฉีกมันจนขาดเสียงดัง แคว่ก ให้กลายเป็นผ้าผืนยาวแล้วใช้มันพันแผลให้กับฉู่หลิวเยว่
เมื่อฉู่หลิวเยว่ได้ยินเสียงฉีกผ้านี้ นางจึงเอียงศีรษะและเหลือบมองเขา นางเม้มริมฝีปากและอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
“ฝ่าบาท อาภรณ์ของพระองค์มีราคาแพงยิ่งนัก ทำเช่นนี้จะเป็นการสิ้นเปลืองเสียเปล่าๆ”
หรงซิวรู้ดีว่านางเพียงแค่หยอกเล่นเท่านั้น เขาก็เลยคลี่ยิ้มออกมา
“ไม่เป็นไร มันก็เป็นแค่เสื้อผ้า เอาไว้กลับไปเจ้าค่อยชดใช้ให้ข้าสักผืนก็พอแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้น
“พระองค์นี่เสียเปรียบเล็กน้อยไม่ได้จริงๆ ขี้เหนียวเสียจริง”
หรงซิวหยถดชงัก ก่อนที่จะยกยิ้มมุมปากกว้างขึ้นกว่าเดิม
“ข้าใจกว้างมาตลอด ทว่าข้าขี้เหนียวแค่กับเจ้าผู้เดียวเท่านั้น”
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกคันยุบยิบในใจราวกับว่ามีอะไรมาลูบสะกิด
เมื่อผ่านเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจะสามารถทำลายความห่างเหินที่มองไม่เห็นระหว่างนางและหรงซิวมาได้
แม้ว่าจะไม่มีใครพูดออกไป ทว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ดูใกล้ชิดกันมากกว่าเมื่อก่อน
“ข้าเคยชินกับความขี้เหนียวของพระองค์มานานแล้วล่ะเพคะ กระนั้นก็มีบางอย่างช่างน่าสงสัยยิ่งนัก…พระองค์มาที่โดยบังเอิญได้อย่างไรเพคะ”
ที่แห่งนี้มีระยะทางห่างจากเมืองหลวงสองวัน หรงซิวไม่มีทางมาที่นี่ได้ทันเวลาแน่นอน เช่นนั้นก็หมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่เขาจะล่วงหน้ามายังบรรพตวั่นหลิงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!
หรงซิวยังคงมีสีหน้าเช่นเดิม
“หรงซูบอกว่าอยากล่าสัตว์อสูรสักตัว ประกอบกับที่นี่มีเทศกาลล่าสัตว์พอดี ข้าก็เลยมาดูด้วยตนเอง และคิดว่าจะเลิกสัตว์อสูรที่เหมาะสมสักตัวกลับไปมอบให้นาง”
หรงซูคือองค์หญิงแปดในปัจจุบัน
ปีนี้นางมีอายุสิบสามปีแล้ว ซึ่งนางก็มีอายุมากพอที่จะหาสัตว์อสูรสักตัวมาเคียงกาย
แต่ทว่า…เรื่องแบบนี้สั่งให้ผู้ใต้บัญชาหรือข้ารับใช้ไปจัดการให้ก็น่าจะพอแล้ว จำเป็นต้องมาจัดการเองด้วยหรือ
ฉู่หลิวเยว่ทำหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“พระองค์ใส่ใจองค์หญิงแปดจังเลยเพคะ”
หรงซิวไม่ได้สนใจที่นางรู้ทัน แต่เขากลับจ้องนางแน่นิ่ง
“ใช่ ข้าใส่ใจ นาง มากจริงๆ นั่นแหละ”
ไม่ต้องพูดก็รู้ว่า นาง คำนี้หมายถึงผู้ใด
หัวใจของฉู่หลิวเยว่เต้นผิดจังหวะ จู่ๆ นางก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดเยี่ยงไรต่อไป
และทันใดนั้น เสวียเสวี่ยก็กลับมาได้จังหวะพอดี
มันเดินไปหาฉู่หลิวเยว่ จากนั้นก็วางสิ่งที่มันคาบมาในปากลงมา
ซึ่งก็คือเจ้าเพียงพอนโลหิตนั่นเอง
ก่อนหน้านี้ตอนที่เสวียเสวี่ยออกไป ฉู่หลิวเยว่ก็คิดได้ว่าในเมื่อมันเป็นสัตว์อสูรระดับสูง ถ้าอย่างนั้นมันก็น่าจะอ่อนไหวมากต่อปราณของสัตว์อสูรตัวอื่น ดังนั้นจึงให้มันช่วยตามหาเจ้าตัวน้อยตัวนี้
หลังจากที่ภูเขาถล่มลงมา อันที่จริง นางเองก็ไร้ซึ่งความหวังใดๆ อยู่ในใจแล้ว แต่ทว่านางยังคงจำไว้เสมอว่าเจ้าตัวน้อยนี่เสียสละชีวิตเพื่อนาง
แต่ทว่านางก็คิดไม่ถึงว่ามันจะตามหาจนเจอจริงๆ
เพียงแต่ว่าตอนนี้เจ้าตัวน้อยกลับนอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้น
ฉู่หลิวเยว่ตรวจดูมันครู่หนึ่ง นางก็พบว่ามันยังมีลมหายใจผะแผ่วอยู่ และจากนั้นนางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์