ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดหมดจน ใบหน้ารูปงามราวกับได้รับการแกะสลักอย่างประณีตจากเทพพระเจ้า
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ที่ลุ่มลึกสงบนิ่งราวกับดวงดารายามรัตติกาล ทั้งบริสุทธิ์ใสสะอาด แต่แฝงด้วยความลึกลับอยู่บ้างเล็กน้อย
ริมฝีปากบางสีแดงเข้มยกขึ้นเล็กน้อย ราศีความอ่อนโยนและสง่างามที่มีมาแต่เดิมนั้นมาพร้อมกับกลิ่นอายของทิวทัศน์ยามวสันต์ฤดู
ดวงตาของเขาจ้องไปที่ฉู่หลิวเยว่ ก่อนจะยกยิ้มมุมปากบางๆ
มู่หงอวี๋ตกตะลึงครู่หนึ่ง และในที่สุดก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง ก่อนที่นางจะเบิกตากว้าง
“หลีอ๋องเองหรือเพคะ”
หรงซิวพยักหน้าเบาๆ
“ท่านหญิงหย่งผิง”
นับตั้งแต่ที่มูหงอวี๋มาถึงเมืองหลวงและเข้าเรียนที่สำนักเทียนลู่ นางก็ถ่อมตนมาโดยตลอด และเอ่ยถึงสถานะของตนเองนับครั้งได้
นางไม่ได้ยินผู้ใดเอ่ยเรียกชื่อเต็มยศของนางว่าท่านหญิงหย่งผิงมานานแสนนานแล้ว
ทว่าเวลานี้เมื่อได้ยินหรงซิวเอ่ยขาน นางก็อดตกตะลึงไปครู่หนึ่งไม่ได้
“พระองค์รู้จักหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ”
หรงซิวยิ้มจางๆ
“ข้าเคยได้ยินคุณหนูหลิวเยว่เอ่ยถึง ครั้งนี้เมื่อได้พบหน้า ท่านหญิงมีน้ำใจกว้างเหมือนผิงเจียงอ๋องยิ่งนัก”
คำเยินยอนี้ทำให้มู่หงอวี๋อารมณ์ดีขึ้นมาทันที
นางชื่นชมศรัทธาในตัวท่านพ่อของนางมาก เมื่อได้ยินเขาเอ่ยชม นางดีใจเสียยิ่งกว่าเป็นผู้โดนชมเองเสียอีก
จากนั้นนางจึงเอ่ยถามด้วยความอยากทราบ
“หลีอ๋องเคยเจอท่านพ่อของหม่อมฉันด้วยหรือเพคะ”
“ถึงแม้ว่าไม่มีโอกาสได้เจอกันสักครั้ง แต่ก็ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว”
มู่หงอวี๋ก็คิดเช่นนั้น
หลีอ๋องพระองค์นี้ร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงถูกส่งตัวไปรักษาที่เขาหมิงเยว่เทียน แม้แต่เมืองหลวงยังกลับมาแค่ไม่กี่ครั้ง แล้วเขาจะเคยพบท่านพ่อที่อยู่แดนไหลขนาดนั้นได้อย่างไร
แต่ถึงกระนั้น ดูๆ แล้วหลีอ๋องนี่ก็สายตาไม่เลวทีเดียว!
มู่หงอวี๋ดึงแขนเสื้อของฉู่หลิวเยว่ระริกระรี้ แล้วกระซิบว่า
“หลิวเยว่ สายตาเจ้าไม่มองสูงไปหน่อยหรือ ข้าว่าหลีอ๋องดีมากๆ เลยนะ”
ฉู่หลิวเยว่เหลือบมองนางอย่างหมดคำพูด
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มู่หงอวี๋จะเลิกมีนิสัยคิดตื้นๆ สักที หลงกลเพราะน้ำคำเพียงคำเดียว ต่อไปไม่แน่นางคงเต็มใจให้เขาหลอกด้วยกระมัง!
“นี่ เขาบอกว่าเจ้าเคยเอ่ยถึงข้าต่อหน้าเขา แสดงว่าเจ้าสนิทกับเขาน่ะสิ”
จู่ๆ มู่หงอวี๋ก็นึกถึงอะไรบางอย่าง และสายตาของนางที่มองฉู่หลิวเยว่ก็มีเลศนัยขึ้นมา
“เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่า…”
“ก่อนหน้านี้องค์ชายเคยช่วยข้าสองสามครั้ง ตอนที่ข้าไปเข้าเฝ้าเพื่อขอบพระทัย องค์ชายทรงถามเรื่องในสำนัก ข้าก็เลยเอ่ยถึงเจ้าไปไม่กี่คำเท่านั้น”
ฉู่หลิวเยว่พูดอย่างไร้ความเคอะเขิน
มีผู้ใดโกหกไม่เป็นบ้างเล่า
ในเมื่อเขาจงใจเปิดโปง เช่นนั้นนางก็ไม่เกรงใจแล้ว!
มู่หงอวี๋เข้าใจทันที
“มิน่าล่ะ…เขาคงอยากจะมาที่สำนักในตอนนั้นแน่เลย เขาถึงได้ถามเจ้าถึงเรื่องนั้นใช่หรือไม่”
หางตาของฉู่หลิวกระตุกเล็กน้อย
หรงซิวมองดูกล่องหยกในมือของฉู่หลิวเยว่เงียบๆ
“ดูท่าทางพวกเจ้าคงมีธุระต้องจัดการ ถ้าอย่างนั้นข้าไม่รบกวนแล้วล่ะ”
ฉู่หลิวเยว่ถอนสายบัว
“หลีอ๋องเชิญเสด็จ”
หรงซิวเหลือบมองนางเงียบๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับผู้อาวุโสซุน
มู่หงอวี๋อดลูบแขนตัวเองไปมาไม่ได้
“หลิวเยว่ ทำไมจู่ๆ ข้าถึงได้รู้สึกหนาวขนาดนี้นะ”
ฉู่หลิวเยว่กระแอมไอ
“รีบไปเถอะ นานแล้วเดี๋ยวยาก็เย็นชืดหมด”
…
ในไม่ช้าทั้งสองก็มาถึงที่พักของเลี่ยวจงซู
มู่หงอวี๋ก้าวไปข้างหน้าและกำลังจะเคาะประตู แต่มันกลับถูกเปิดออกมาเสียก่อน
ซึ่งจี้อวี้หรงกำลังยืนอยู่ข้างในพอดี
บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่อ่อนโยนและไม่มีพิษมีภัยเฉกเช่นยามปกติ
“จงซูบอกว่าพวกเจ้าจะมากันวันนี้ ข้าก็เลยมารอพวกเจ้าอยู่ก่อนแล้ว รีบเข้ามาสิ!”
ฉู่หลิวเยว่ลอบมองสำรวจเขา
เมื่อเทียบกับวันก่อน เขาดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ราวกับว่าไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่มันก็พิสูจน์ได้ว่าเขามีความน่าสงสัยจริงๆ
เมื่อวานมู่หงอวี๋แอบตามสืบเขา และไม่ได้มีการปิดบังข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าเขาไปสืบถามดู ก็ต้องรู้อย่างแน่นอน
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์