………………..
ฉู่หลิวเยว่ตกใจอย่างมาก
“เผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงก็เคยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นด้วยหรือ? เหตุใดข้าถึงไม่เคยได้ยินมาก่อนล่ะ?”
ก่อนหน้านี้ตอนที่นางสืบเรื่องราวของเผ่าหงส์มังกร นางก็ได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับไท่ซวีเฟิ่งหลงมาไม่น้อย ดังนั้นนางจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขาอยู่หลายส่วน
แต่เรื่องนี้นางกลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
หรงซิวมองนางด้วยรอยยิ้ม
“เรื่องนี้เป็นข่าวฉาว พวกเขาจะให้คนภายนอกได้ยินเรื่องนี้ได้อย่างใด?”
หลังจากเรื่องที่เกิดขึ้นในปีนั้น ไม่รู้ว่าเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงใช้ความพยายามมากเท่าใดในการปิดบังเรื่องนี้
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ก็จริง”
ในค่ำคืนเดียวสังหารคนในเผ่าไปเจ็ดคน…
เรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับสำนักไหนก็ล้วนเป็นเรื่องใหญ่ทั้งนั้น ยิ่งไปกว่านั้นเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงเป็นเผ่าที่สูงส่งและห่างเหินอยู่โดยตลอด?
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย แต่นางไม่ได้ถามว่าหรงซิวรู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างใด
…แม้กระทั่งสงครามสะท้านฟ้าภายในสุสานสังหารเทพ เขาก็ยังรู้ นับประสาอันใดกับเรื่องเหล่านี้ล่ะ?
หรงซิวหูตากว้างไกล เรื่องเหล่านี้นางรู้ตั้งนานแล้ว นางเห็นเป็นเรื่องแปลกจนเคยชิน
จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง จากนั้นมองดูร่องรอยบนผนังถ้ำอย่างละเอียด
หินบนเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์นั้นแตกต่างจากหินที่อยู่ภายนอก มันมีความแข็งกว่ามาก
สามารถทิ้งร่องรอยเอาไว้บนก้อนหินเหล่านี้ได้ เห็นได้ชัดว่าพลังนี้จะต้องเป็นพลังที่รุนแรงมาก
ร่องรอยเหล่านี้พันกันยุ่งเหยิง ทว่าแต่ละเส้นสายนั้นกลับสามารถมองออกได้อย่างง่ายดายว่าคนที่ถูกขังอยู่ภายในนั้นบ้าคลั่งมากเพียงใด
เมื่อมองดูคราบเลือดสีแดงเข้มเหล่านั้น ฉู่หลิวเยว่ก็ตกใจขึ้นมาเล็กน้อย
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า
“ข้าแค่รู้สึกว่า…ข้ารู้สึกไม่เข้าใจเล็กน้อย สถานที่แห่งนี้ควรจะเป็นดินแดนต้องห้ามของเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลง แต่พวกเขากลับปล่อยพวกเราเข้ามาที่นี่โดยตรงเลยหรือ?”
ต้องการจะกักขังพวกเขาไว้ ทั่วทั้งเกาะมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ไม่มีที่ใดที่เหมาะสมไปกว่าที่นี่อีกแล้วหรือ?
มิน่าล่ะตอนที่เดินก้าวเข้ามาก้าวแรกจึงรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้เปลี่ยวร้างเป็นอย่างมาก
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์พิเศษ คนของเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงคงไม่อยากจะสาวเท้าก้าวเข้ามาที่นี่ด้วยซ้ำละมั้ง
หรงซิวหันมองร่องรอยที่อยู่บนผนังถ้ำ หางตามีประกายสว่างวาบขึ้น จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาหัวเราะเสียงเบา
“แน่นอนว่าพวกเขามีเหตุผล”
เมื่อพูดจบเขาก็หยิบไข่มุกประทีปขึ้นมา
แสงสว่างส่องสะท้อนระหว่างคนทั้งสองในทันที
ฉู่หลิวเยว่มองเข้าไปด้านใน
เส้นทางภายในถ้ำคดเคี้ยว มีเส้นทางเพียงเส้นเดียวตรงเข้าไปถึงด้านใน ดังนั้นต่อให้ยืนมองจากตรงนี้ นางก็เห็นเพียงความดำมืดและมองไม่เห็นสิ่งอื่นใดเลย
เมื่อมีไข่มุกประทีปส่องสว่าง ดังนั้นการมองเห็นจึงดีกว่าเดิมมาก
หรงซิวมองหน้านางแล้วถามพร้อมรอยยิ้มว่า
“เจ้าอยากจะเข้าไปดูด้านในหรือไม่?”
ฉู่หลิวเยว่สามารถเข้าใจได้ในทันที สถานที่แห่งนี้ ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะยิ่งอันตราย
แต่นางกลับพยักหน้าอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ดู!”
โหมวหยางนำตัวพวกเขาสองคนมาไว้ที่นี่ เห็นได้ชัดว่ามีแผนการอื่นซ่อนเร้นอยู่
จากนั้นทั้งสองคนก็เดินทางเข้าไปด้านใน
…ด้านหน้าวิหารไท่ซวี
ในที่สุดคนสุดท้ายก็ทำการทดสอบเสร็จสิ้น
โหมวหยางถอนหายใจออกมา
หลังจากนั้นเสียงมังกรคำราม เหมือนดังขึ้นจากระยะไกล อีกทั้งยังดังไปทั่วฟ้าดิน!
ครืน…
ในที่สุดประตูบานใหญ่ของวิหารไท่ซวีก็เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า!
“ไป!”
ผู้เยาว์เหล่านั้นแทบจะไม่สามารถรั้งตนเองได้ พวกเขาทยอยเดินเข้าไปในวิหารไท่ซวี!
เงาร่างของพวกเขาหายไปที่ด้านหลังประตูบานใหญ่อย่างรวดเร็ว!
…
ในขณะเดียวกัน หรงซิวและฉู่หลิวเยว่กำลังมุ่งหน้าไปในถ้ำของยอดเขาสัตตบงกช พวกเขาก็สามารถได้ยินเสียงคำรามของมังกรที่น่าตกใจนั้นได้
ทั้งสองคนแทบจะชะงักฝีเท้าในเวลาเดียวกัน
ฉู่หลิวเยว่หันไปมองทางนั้นอย่างอดไม่ได้
ในตอนนี้พวกเขาเดินทางมาในถ้ำลึกแล้ว ต่อให้หันกลับไปมอง ก็มองไม่เห็นอันใด
แต่เสียงคำรามของมังกรนั้น มันน่าตกใจมากจริงๆ จนทำให้เลือดลมของผู้คนพลุ่งพล่าน
เห็นได้ชัดว่า…อีกฝ่ายนั้นอยู่ห่างจากพวกเขาระยะหนึ่ง…
ฉู่หลิวเยว่หวาดกลัวเล็กน้อย
เจ้าของของเสียงคำรามนั้นจะต้องมีพลังฝีมือเหนือกว่าโหมวหยางแน่นอน!
ท้ายที่สุดแล้วเผ่าไท่ซวีเฟิ่งหลงก็เป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับบรรพกาลที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาวุ่นวาย ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับเผ่าหงส์ทองคำ
ไม่ว่าอย่างใดก็ตามก็ไม่สามารถดูเบาได้เลย
เสียงคำรามของมังกรนั้นค่อยๆ จางหายไป แต่ฉู่หลิวเยว่กลับรู้สึกว่าเสียงนั้นยังคงต้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของนาง ไม่จางหายไปไหน
ทันใดนั้นก็มีระลอกคลื่นแผ่กระจายออกมาจากภายในร่างกายของนาง
ฉู่หลิวเยว่ชะงักไปเล็กน้อย
“จื่อเฉิน?”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...