เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 1830

………………..

ฉู่หลิวเยว่เหลือบสายตามองทางน้องแปดอย่างครุ่นคิด

“ทะเลาะกับเยี่ยนชิงอีกแล้วหรือ?”

“เปล่าเสียหน่อย!”

น้องแปดรีบโต้เถียงในทันที น้ำเสียงสูงขึ้นหลายส่วน

ฉู่หลิวเยว่เข้าใจแล้ว

ทะเลาะกันจริงๆ ด้วย

ไม่รู้ว่าเหตุใด เมื่อทั้งสองคนนี้อยู่ด้วยกันจะต้องทะเลาะกันอยู่เรื่อยไป

ปกติแล้วน้องแปดเป็นคนที่มีเสน่ห์ยั่วยวน นอกจากผู้พิทักษ์สิบสามเยว่แล้ว เมื่อพูดคุยกับคนอื่นนางจะใช้น้ำเสียงนุ่มนวล

แต่ตอนนี้เมื่อพูดคุยกับเยี่ยนชิงก็ไม่รู้ว่ากินอันใดผิดสำแดงหรือไม่ นางมักจะหงุดหงิดง่ายมาก

ตามหลักการแล้ว เยี่ยนชิงที่เป็นแค่ก้อนน้ำแข็ง เย็นชาจนสามารถแช่แข็งคนได้ แต่เมื่ออยู่กับน้องแปดเขามักจะเป็นฝ่ายยอมเสมอ…

ไม่รู้จริงๆ ว่าเยี่ยนชิงไปล่วงเกินอันใดนางไว้กันแน่

ฉู่หลิวเยว่ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ

“น้องแปด แม่นางที่โกรธบ่อยๆ มักจะแก่เร็วนะ”

น้องแปดเบิกตากว้างอ้าปากค้าง แล้วรีบจับใบหน้าของตนเอง

แย่แล้ว!

ช่วงนี้นางโกรธอยู่เป็นประจำเลย คงไม่มีริ้วรอยขึ้นจริงๆ ใช่หรือไม่?

“ข้าจะกลับไปพักผ่อนก่อน!”

นางทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้ แล้วรีบหมุนตัวเดินออกไป

ผู้ชายจะนับเป็นอันใดได้ ความงามสิสำคัญที่สุด!

แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป แต่คนบางคนก็ยังคงถูกโจมตีเพียงแค่ครั้งเดียวก็จอดได้

“เจ้ารู้จักสำนักกระบี่ทมิฬนี้มากน้อยเท่าใด?”

หรงซิวหันไปมองทางซานซาน

“นายท่านที่พวกเขาพูดถึง เจ้าเคยเจอหรือไม่?”

ซานซานมีสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาก จากนั้นเขาก็ส่ายหน้า

“จวนสำนักกระบี่ทมิฬนั้นคุ้มกันเข้มงวดเป็นอย่างมาก ทุกครั้งที่ข้าไป จะต้องผ่านการตรวจสอบหลายด่าน อีกทั้งนายท่านของพวกเขาก็ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง เวลาผ่านมานานขนาดนี้แล้ว แต่ข้าก็ไม่เคยเจอเลยสักครั้ง ทุกครั้งคนที่มารับคือ มั่วอวิ๋น…เป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเขามีตำแหน่งเป็นรองประมุขสำนักกระบี่ทมิฬ ฐานะของเขาสูงส่งมาก โดยทั่วไปแล้วจะรับผิดชอบเรื่องน้อยใหญ่ที่อยู่ภายในสำนักกระบี่ทมิฬแห่งนี้”

มั่วอวิ๋น…

หรงซิวหรี่ตาลงเล็กน้อย ในแววตามีประกายดำมืดพาดผ่าน

“เจ้าคิดอันใดขึ้นมาได้งั้นหรือ?”

ฉู่หลิวเยว่ถามขึ้น

หรงซิวชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้า

“ข้าเพียงแค่คาดเดาอันใดบางอย่างได้เท่านั้น แต่ว่ายังไม่แน่ใจ รอให้เข้าใจมากกว่านี้ก่อน ค่อยบอกให้เจ้ารู้ก็ยังไม่สาย”

ฉู่หลิวเยว่รู้ว่าเขาจะไม่ต่อสู้ถ้ายังไม่รู้สึกมั่นใจ สำหรับเรื่องที่ยังมีข้อสงสัยอยู่เช่นนี้ นางก็ยังจะไม่ตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น และไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ

สิ่งที่นางอยากรู้ในตอนนี้ก็คือ สำนักกระบี่ทมิฬทุ่มเทแรงกายใจต่อเกาะดอกท้อเช่นนี้ เขาคิดจะทำอันใดกันแน่?

เขาต้องการจะยึดสถานที่แห่งนี้เป็นของตนเองใช่หรือไม่?

ต่อให้ที่แห่งนี้จะมีผาธารใส แต่มันก็ไม่ใช่ของของเขา ถ้าเขาอยู่ที่นี่แล้วจะมีประโยชน์อันใด?

เพียงเพราะสมุนไพรและโอสถเหล่านี้หรือ?

ไม่น่าใช่

เพียงเพื่อพลังแห่งสวรรค์และโลกที่เต็มเปี่ยมในที่แห่งนี้หรือ?

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉู่หลิวเยว่ก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“หลังจากคนสำนักกระบี่ทมิฬมาที่นี่แล้ว จำนวนของสมาชิกสำนักเพิ่มขึ้นเยอะหรือไม่?”

ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดแล้วพูดขึ้นว่า

“หากพูดตามตรงแล้ว ไม่นับว่าเยอะ ไม่ว่าใครที่ต้องการเข้าร่วมสำนักกระบี่ทมิฬ พวกเขาต้องใช้เวลาทดสอบหนึ่งเดือน คนที่ผ่านการประเมินนี้เท่านั้นถึงจะสามารถอยู่ต่อได้ คนที่ไม่ผ่านการทดสอบ ก็ถือว่าถูกคัดออก จากที่ข้ารู้มานั้น คนที่ตกรอบมีเป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ”

“แต่ว่าต่อให้เป็นเช่นนั้น คนที่ต้องการจะเข้ามาสมัครก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”

นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาคาดเดาอยู่เช่นกัน

ท้ายที่สุดแล้วสำนักกระบี่ทมิฬก็นับว่ามีอำนาจสูงที่สุดในท่าเรือดอกท้อ

หรงซิวอ่านอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็อ่านจบ

เขาเงยหน้าขึ้นมองฉู่หลิวเยว่ พร้อมพูดด้วยรอยยิ้มเล็กน้อยว่า

“เจ้าชอบที่ไหน?”

ใบหน้าของฉู่หลิวเยว่มีประกายความลังเลฉายชัด

รอยยิ้มของหรงซิวกดลึกขึ้น จากนั้นเขาก็ส่งกระดาษเหล่านั้นคืนให้แก่ซานซาน

ซานซานรีบรับมา จากนั้นก็กวาดสายตาสำรวจนายท่านทั้งสอง

“นายท่าน ฝ่าบาท พวกท่านชอบที่ไหนที่สุดหรือ?”

ซานซานตกใจไป

“ไม่ชอบเลยหรือ?”

สถานที่เหล่านี้เขาคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เหตุใดนายท่านถึงไม่ชอบเลยสักแห่งล่ะ?

ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดคำพูดของตนเอง

“ซานซาน ไม่ใช่ที่เหล่านี้ไม่ดี เพียงแต่ว่า…สถานที่เหล่านี้ล้วนไม่เหมาะสม หากใช้เป็นที่พักอาศัยเพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่เป็นไร หากต้องการนำมาทำอย่างอื่นด้วยแล้ว เงื่อนไขเท่านี้มันยังไม่เพียงพอ”

นางมีแผนของตนเอง เห็นได้ชัดว่าสถานที่เหล่านี้ยังไม่ตรงตามเงื่อนไขของนางเลย

“แต่ว่า…ด้วยกำลังทรัพย์ของข้าในปัจจุบันนี้ ก็ทำได้เพียงเลือกสถานที่เหล่านี้เท่านั้น…” ซานซานรู้สึกอึดอัดใจอย่างหาได้ยาก

เขารู้แน่นอนว่า สถานที่เหล่านี้ล้วนไม่ใช่ที่ที่ดีที่สุด

แต่เขาก็ไม่มีหนทางอื่นจริงๆ

ฉู่หลิวเยว่ยิ้มออกมาแล้วกล่าวปลอบใจว่า

“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้โทษเจ้า ท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นจะต้องคิดพิจารณาอย่างละเอียด จะรีบร้อนไปไม่ได้เด็ดขาด ค่อยๆ ดูกันไปน่าจะดีกว่า”

ซานซานทำได้เพียงพยักหน้า

“จริงสิ สามวันหลังจากนี้เจ้าจะต้องนำหญ้าผสานวิญญาณไปให้อีกฝ่ายใช่หรือไม่ เจ้าตั้งใจจะทำอย่างใดหรือ?”

สีหน้าของซานซานลำบากใจยิ่งกว่าเดิม

“ผสานวิญญาณมีจำนวนน้อยมาก เกรงว่าสามวันหลังจากนี้ข้าคงหาหญ้าผสานวิญญาณไปให้พวกเขาได้เพียงครึ่งเดียวจากที่พวกเขาต้องการ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์