“เป็นอย่างใดบ้าง”
หรงซิวเอ่ยถามคนที่อยู่ในอ้อมแขนด้วยเสียงทุ้มต่ำ
ฉู่หลิ่วเยว่หันกลับไปสบตาเขา
ทั้งสองคนสบสายตาสื่อความนัยต่อกัน
นางพยักหน้าเบาๆ
ริมฝีปากหนาของหรงซิวยกขึ้นเล็กน้อย
แม้ว่านางจะไม่ได้รับบาดเจ็บ แต่ก่อนหน้าได้ผ่านการโจมตีด้วยระเบิดอย่างบ้าคลั่งอยู่หลายครั้ง คิดว่านางคงใช้พลังไปไม่น้อยทีเดียว
หากต้องผ่านความลำบากเช่นนี้ แต่สุดท้ายไม่ได้อันใดกลับมา คงไม่ทำให้สบายใจลงได้จริงๆ
โชคดีที่ไม่ว่านางทำเรื่องอันใดก็ตาม มักรู้ใจตัวเองมาโดยตลอดและในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
“ยังต้องการทำต่อหรือไม่”
หรงซิวถามขึ้น ดวงตาหลบลงเล็กน้อยและมองโล่ดำที่อยู่ในมือของนางครู่หนึ่ง
สนิมที่อยู่ด้านบนได้หลุดลอกกระจายออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ
มองเห็นแสงรัศมีบางๆ เปล่งประกายรอบๆ
และอักษรลับที่แกะสลักด้านบนนั่น มันกำลังค่อยๆ ปรากฏรูปร่างเดิมออกมา
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่ที่นี่ไม่มีแล้ว ต้องเปลี่ยนที่”
แม้โอกาสช่างยากนัก แต่ต้องดำเนินการต่อไป
แต่นางได้ทดสอบที่นี่ไปทั้งหมดแล้ว
ภายใต้ยอดเขาที่เหลือเหล่านั้นไม่มีของที่นางต้องการแล้ว
ดังนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ยังสู้กันต่อไปแต่ต้องเปลี่ยนสนามรบ
หรงซิวพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยและสงบนิ่ง อย่างไม่น่าแปลกใจ
“เช่นนั้นก็เปลี่ยน”
ท่าเรือดอกท้อเป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่แต่ที่นี่เป็นเพียงมุมหนึ่งเท่านั้น
ฉู่หลิวเยว่เคยพูดก่อนหน้านี้ว่าเมื่อต้องการท่าเรือดอกท้อก็ต้องพลิกทั้งหมด เขาจึงคาดการณ์ว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าและมองดูโล่ดำในมืออีกครั้ง
นางเริ่มโคจรชีพจรเดิมในร่างกายเพื่อบรรเทาความรู้สึกอันหนักหน่วงนี้
แต่การเคลื่อนไหวนี้ทำให้ลดพลังในร่างเดิมไปมากเช่นเดียวกัน
โชคดีที่พลังปราณเดิมในจุดตันเถียนของนางมีเพียงพอเอาไว้อย่างมากมาโดยตลอด คงรับมือได้ชั่วคราว
ไม่มีปัญหาอันใด
เพียงแต่มิรู้ว่าเมื่อรอจนท้ายที่สุดแล้วสถานการณ์จะเป็นเช่นใด…
ฉู่หลิวเยว่รีบหยุดความคิดเหล่านี้
นางเดินออกมาจากอ้อมแขนของหรงซิว
“พวกแราแยกกัน”
หรงซิวรู้ว่านางมีแผนการอื่น จึงไม่ได้ถามอะไรมาก เพียงแค่บีบมือนางไว้เท่านั้น
“ระวังตัวด้วย ข้าจะตามเจ้าไป”
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกอบอุ่นใจ จึงเอื้อมมือมาจับมือของเขาไว้
ฝ่ามือที่แห้งกร้านอบอุ่น ความอบอุ่นที่เข้ามาทำให้รู้สึกสบายใจอย่างมาก
นางไม่ได้พูดอันใด เพียงมองหรงซิวด้วยแววตาลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาสดใสงดงาม
มีหรงซิวอยู่นางถึงรู้สึกวางใจ
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง
จากนั้นฉู่หลิวเยว่จึงหันกลับไป นางเขย่งปลายเท้าเล็กน้อยและพุ่งตรงไปข้างหน้า!
ถวนจื่อตามหลังนางทันที
เงาร่างของทั้งคนและสัตว์อสูร ไม่นานก็ออกไปไกล
ถ้าหากหรงซิวเลือกทิศทางอื่น เพื่อเว้นระยะห่างจากพวกนางและตามไปอย่างไม่เร่งรีบ
…
ทุกคนต่างตื่นตกใจ
ในเมื่อหรงซิวเคยพาคนออกมาแล้ว เช่นนั้นจะปล่อยให้ฉู่หลิวเยว่จากไปคนเดียวได้อย่างใด
ความวุ่นวายที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงไปทั่วทุกทิศทาง หรือว่าเขาไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อย
สำนักกระบี่ทมิฬและคนตระกูลหนานล้วนสับสนงุนงงไปหมด
ไม่ว่าอย่างใดพวกเขาก็คิดไม่ตก ทั้งหรงซิวและฉู่หลิวเยว่ทำเช่นนี้ แท้จริงแล้วมีเป้าหมายอันใด!
ในตอนแรกสิบสามผู้พิทักษ์เยวาต่างประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นานพวกเขาก็เลือกที่จะยอมรับอย่างเข้าใจ
มั่วหลินสีหน้าขาวซีดและรีบอธิบายขึ้นในทันที
“รองเจ้าสำนัก ข้าน้อยเหลืออยู่คนเดียว! ข้าน้อยแค่คิดว่า ว่าการสังเวยเลือดเช่นนี้…แทบไม่มีผลมากนักต่อชั่งกวนเยว่นั่นเลย…”
ในสำนักกระบี่ทมิฬทั้งเก้าสิบคนที่ตามมาที่นี่ บัดนี้ล้วนลงมือไปทั้งหมดแล้ว
ทัณฑ์สวรรค์ที่เรียกมานั้น เรียกได้ว่าไม่น่ากลัวอันใด
มิเช่นนั้นไม่อาจเป็นไปได้ที่จะทำลายยอดเขาให้กลายเป็นสภาพเช่นนี้ในเวลาอันสั้นได้
ฉู่หลิวเยว่ล่ะ?
ปลอดภัยทุกประการ!
เห็นชัดๆ ว่างนาง มีไพ่ตายที่แข็งแกร่งอย่างมาก จึงทำให้นางสามารถอยู่ภายใต้การจู่โจมที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้ และนางยังคงรับมือได้อย่างง่ายดาย!
หากเริ่มพิธีสังเวยเลือดเป็นครั้งที่สอง จำเป็นต้องใช้พลังหนุนอย่างมาก!
วิธีเช่นนี้ ไม่อาจทำอันใดฉู่หลิวเยว่ได้ แต่คนเหล่านี้ของสำนักกระบี่ทมิฬ เกรงกลัวแค่ว่าท่าจะไม่ดีนัก!
ทว่าคนข้างๆ อาจไม่รู้แน่ชัดนัก แต่มั่วหลินอยู่ที่สำนักกระบี่ทมิฬกลับรู้เรื่องเหล่านี้ทั้งหมด!
ดังนั้นการสังเวยเลือดที่ทรงพลังเช่นนี้ สามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งกว่าพลังของหลายคนรวมกันได้ จึงเป็นเพราะการเริ่มเปิดค่ายกลเมื่อครู่นี้ จึงทำให้มันเริ่มปล้นพลังอย่างบ้าคลั่งและกลืนกินพลังวิญญาณและเลือดลมปราณของคนในค่ายกลนั่น!
หากบาดเจ็บอาจทำลายอนาคตและอายุขัย หนักที่สุดก็ถึงแก่ชีวิตได้!
รอยยิ้มที่เยียบเย็นบนหน้าของมั่วอวิ๋นค่อยๆ จางหายไป
กลับเผยให้เห็นความโมโหและเจตนาฆ่าแทน!
“เช่นนั้น…เจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้อีกหรือ”
เขาถามขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น
เมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณบนตัวเขาที่ผิดแปลกไป เลือดบนตัวของมั่วหลินเหมือนกับหยุดไหลทั้งหมด
“ไม่…ข้าน้อย…มิบังอาจ….”
เสียงหัวเราะดังขึ้น!
ยังไม่ทันสิ้นเสียง มั่วอวิ๋นจึงเงยหน้าขึ้น!
พลังผสานทั้งสีแดงดำพุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขา! มันกลายเป็นแส้ยาวและพุ่งไปรัดคอของมั่วหลินไว้แน่น!
หลังจากนั้นเขาสะบัดข้อมือและร่างของมั่วหลินก็พุ่งออกไปยังพิธีสังเวยเลือดอันยิ่งใหญ่นั่นอย่างมิอาจควบคุมได้!
เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างนั้นก็ถูกลมปราณเลือดที่พลุ่งพล่านกลืนกินหายไป!
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...