เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 2007

………………..

ภายในนัยน์ตาคู่นั้นแฝงแววระแวดระวังเต็มเปี่ยม!

ทั่วทั้งร่างเขาแข็งเกร็งราวกับพร้อมลงมือได้ทุกเวลา!

ทว่าสำหรับมั่วสือเชียน ท่าทางเคลื่อนไหวและท่าทีข่มขู่เช่นนี้ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย

กะอีแค่จอมยุทธ์ระดับเก้า เขาไม่อยู่ในสายตาอยู่แล้ว

แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าหนุ่มนี่จะต้านทานการโจมตีครั้งนั้นของโต้วหมิ่นได้ แต่ภายในสายตาของมั่วสือเชียนก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น

ข้อมือของเขาเงื้อขึ้นเล็กน้อย

แรงเปี่ยมพลังสายหนึ่งปราดโจมตีเข้ามา ทำเอาเชียงหว่านโจวเหน็บชาไปทั้งศอก จำต้องปล่อยมืออย่างช่วยไม่ได้

กระบี่เทพเมฆาสำริดพลันแล่นทะยานไปยังทิศทางเบื้องหน้า

เชียงหว่านโจวมีสีหน้าถมึงทึงขึ้นมาทันใด

“เจ้า…“

เขาเพิ่งได้เอ่ยปาก ก็พลันรู้สึกว่าราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเข้าบีบรัดคอของเขาอย่างรุนแรง!

สุ้มเสียงของเขาพลันติดขัด สีหน้าที่เดิมทีซีดเผือดหาสิ่งใดเปรียบก็แดงเถือกขึ้นมาทันตา!

ช่องว่างของพลังทั้งสองคนนั้นใหญ่เกินไป อีกทั้งเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ จึงไร้หนทางขัดขืนอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่มองกระบี่เทพเมฆาสำริดตกอยู่ในมือมั่วสือเชียนตาปริบๆ เช่นนี้

คนทุกผู้ต่างเงียบลงเช่นกัน

จากฟ้าจรดดิน ความเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งไปโดยสมบูรณ์

สายตานับไม่ถ้วนต่างจดจ้องไปทางมั่วสือเชียน

มีทั้งตกใจ เคารพนับถือ และหวาดกลัว…

“ลมปราณสายนี้… ชวนให้คุ้นเคยยิ่งนัก”

หลังจากที่มั่วสือเชียนลองกะน้ำหนักของกระบี่เทพเมฆาสำริดและตรวจสอบใกล้ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มีข้อสันนิษฐานปรากฏขึ้นมาในใจ

เขาเหลือบสายตาขึ้นมามองเชียงหว่านโจวอีกรอบหนึ่ง

“เจ้าเป็นคนของนาง”

คำพูดนี้มิใช่คำถาม หากแต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราว

เขาไม่ได้พูดออกมาว่า “นาง” ที่ว่าคือใคร

ทว่าเจตนาที่แฝงอยู่ในคำพูดกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าอันใดดี!

เชียงหว่านโจวเม้มริมฝีปากแน่น มิได้เอ่ยอันใดออกไป

แต่เห็นได้ชัดว่ามั่วสือเชียนเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบของเขา

ลมปราณของคนผู้นี้ เขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน

“น่าสนใจ… อย่างที่คิดไว้จริงๆ ว่าเจ้านายเป็นอย่างใด ข้ารับใช้ก็เป็นอย่างนั้น”

มั่วสือเชียนหัวเราะออกมาคำรบหนึ่ง หากแต่ในน้ำเสียงกลับมิได้มีแววขบขันตามเลยแม้แต่น้อย

ฉู่หลิวเยว่เป็นคนไม่กลัวตายเช่นไร เจ้าหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน!

แล้วยังบุกตรงเข้ามาถึงข้างในนี้…

“ใครปล่อยให้เขาเข้ามา?”

มั่วสือเชียนพลันเอ่ยถามขึ้นมา

หงอันสองขาอ่อนแรง รีบตวัดสายตาเป็นเชิงขอความช่วยเหลือไปทางโต้วหมิ่น

มาถึงยามนี้แล้ว เกรงว่าจะมีแต่ให้โต้วหมิ่นช่วยออกปากพูดแทนเขา เขาถึงจะพอมีความหวังเอาชีวิตรอดได้อย่างริบหรี่…

ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ โต้วหมิ่นกลับหันศีรษะขวับมามองเขาพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนเป็นปม

“มัวแต่ยืนอ้ำอึ้งอันใด? ไม่ได้ยินที่ท่านเจ้าสำนักถามรึ!”

หงอันรีบหมุนกายกลับ ก่อนจะโค้งตัวแล้วตอบว่า

“เรียนท่านเจ้าสำนัก การตีหลอมครานี้เป็นความรับผิดชอบของหงอันทั้งหมด”

ในหัวของหงอันพลันขาวโพลน

โต้วหมิ่นยังคงเอ่ยสำทับด้วยสีหน้าขมขื่นแลเศร้าโศกสุดกำลัง

“… ตอนนั้นเป็นข้าน้อยที่ตาไม่ดีถึงได้เลือกเขามา คาดไม่ถึงว่าเขาจะกระทำเรื่องเช่นนี้! สมควรได้รับโทษ! คนของข้าน้อยไม่ตรวจสอบให้ดี ทั้งยังบกพร่องต่อหน้าที่ ขอท่านเจ้าสำนักโปรดลงทัณฑ์ด้วย!”

คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังร้องขอความเมตตา ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับเป็นการผลักปัญหาทั้งหมดโยนไปให้ตัวหงอัน

โต้วหมิ่นรู้แจ้งแก่ใจว่าเรื่องครานี้ลุกลามใหญ่โตถึงขนาดนี้ เขาย่อมไม่มีหนทางให้หลบหลีกออกไปได้อย่างปลอดภัย

แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังคงปกป้องชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้!

ส่วนหงอันน่ะหรือ…

ป่านนี้แล้ว ตัวเขาเองยังแทบปกป้องไว้ไม่รอด ไหนเลยจะไปสนใจเขาได้?

หงอันคิดไม่ถึงว่าโต้วหมิ่นที่โปรดปรานตนเองมาโดยตลอด พอถึงยามหน้าสิ่วหน้าขวานกลับไม่หลงเหลือทางรอดแก่เขาแม้สักเสี้ยว ถึงกระทั่งเอามีดแทงเขาจากด้านหลังด้วยซ้ำ!

นี่คือกลัวเขาจะตายไม่เร็วพออย่างนั้นหรือ!?

ฉู่หลิวเยว่ยอมมอบกระบี่เล่มนี้ให้ เห็นได้ชัดเลยว่าเด็กหนุ่มผมทองผู้นี้หาได้มีความสัมพันธ์กับนางเพียงผิวเผิน

“ตอนนี้นางแทบเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน”

มั่วสือเชียนพึมพำราวกับจมสู่ห้วงความคิด ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ออกมาคำรบหนึ่ง

“ถ้านางรู้ว่าเจ้ากำลังตกอยู่ในเงื้อมือของข้า ไม่รู้ว่าจะมีปฏิกิริยาเช่นไรบ้าง”

แน่นอนว่าไม่มีทางอารมณ์ดีอยู่ได้แน่

เชียงหว่านโจวจ้องเขม็งไปยังเงาร่างที่อยู่เบื้องหน้า

เพราะมีหมอกดำปกคลุม เขาจึงมองเห็นรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายได้ไม่ชัดเจน กระทั่งลักษณะของร่างก็เห็นได้เพียงแค่รูปร่างคร่าวๆ โดยประมาณเท่านั้น

เขารู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายพละกำลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง!

เขาไม่ได้ประสบกับลมปราณที่ให้ความรู้สึกอันตรายเช่นนี้มานานมากแล้ว

มั่วสือเชียนถามขึ้นว่า

“เจ้าชื่ออันใด?”

เชียงหว่านโจวไม่ตอบ

มั่วสือเชียนจึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ

“เจ้าคิดว่าแบบนี้แล้ว ข้าจะไม่มีวิธีจัดการกับเจ้างั้นหรือ?”

รูปร่างหน้าตาของเด็กหนุ่มผมทองผู้นี้สะดุดตาอย่างมาก แค่ไปสืบหาข่าวนิดหน่อย ก็รู้ตัวตนของเขาได้ไม่ยากแล้ว

สายตาของมั่วสือเชียนหยุดอยู่ที่บรรดาฝูงชนเบื้องล่าง

สายตาคมกริบแลเย็นยะเยือกดุจคมมีดแหลมที่เข้าทิ่มแทงร่างของพวกเขาก็มิปาน!

คนบางส่วนถึงกับเข่าอ่อน แทบจะยืนไม่ไหวอยู่รอมร่อ

“ใครสามารถบอกชื่อและที่มาของคนผู้นี้ได้ ข้าจะตบรางวัลให้อย่างงาม!”

มั่วสือเชียนกล่าว

บรรดาฝูงชนต่างเงียบกริบ มิมีผู้ใดตอบออกไป

ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาไม่รู้เลย ต่อให้รู้ก็พูดไม่ออกอยู่ดี

เชียงหว่านโจวเพิ่งจะช่วยชีวิตพวกเขามาหมาดๆ เลยหนา!

สุ้มเสียงของมั่วสือเชียนราบเรียบลงหลายส่วน ก่อนจะกล่าวด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม

“โอ้? ไม่กล้าพูดอย่างนั้นหรือ?”

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์