“องค์หญิงสี่ ที่ท่านมาวันนี้มิใช่เพียงเพราะหยวนตันแตกซ่านหรอกหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มือหรงเจินค้างกลางอากาศโดยพลันพลางมองฉู่หลิวเยว่ด้วยความประหลาดใจ
“มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจริงๆ ด้วย!”
นางรู้ดีว่าชีพจรของฉู่หลิวเยว่บกพร่องแต่กำเนิด หลังจากทิ้งร้างมาสิบกว่าปีกลับกลายเป็นอัจฉริยะภายในชั่วข้ามคืน นางไม่มีทางทำเรื่องพวกนี้ได้ตามลำพัง!
“บอกมา เป็นผู้ใด!”
คราวนั้นหมอเทวดาทั่วทั้งแคว้นเย่าเฉินล้วนจนปัญญากับชีพจรที่ไม่สมบูรณ์ของฉู่หลิวเยว่ แต่นางในยามนี้ยังดีดีอยู่เลยมิใช่หรือ?
เช่นนั้น ตราบใดตามหาคนผู้นั้นพบ หยวนตันของนางที่แตกซ่านไปจะต้องฟื้นคืนมาดังเดิม!
ฉู่หลิวเยว่มองสีหน้ารุ่มร้อนของหรงเจินพลางแอบยิ้มเยาะในใจ
หยวนตันแตกซ่าน เมื่อคิดดูแล้วสถานการณ์ยังน่าสังเวชกว่าชีพจรไม่สมบูรณ์เสียอีก
ชีพจรไม่สมบูรณ์แล้วอย่างไร ไม่ฝึกปราณก็พอแล้ว
แต่หยวนตันเกี่ยวกับผู้ฝึกปราณโดยตรง เพียงแตกซ่านก็ส่งผลต่อร่างกายอย่างยิ่งยวด
ที่สังเกตได้ชัดที่สุดก็คือยามที่หยวนตันแตกซ่าน จุดตันเถียนทั้งหมดก็จะเกิดความเสียหาย!
หากไม่มีตันเถียนที่สมบูรณ์ จากสวรรค์ถึงนรกก็ไม่อาจฟื้นหยวนตันกลับมาได้อีกครั้ง! นอกจากนี้ยังไม่อาจฝึกปราณได้อีก!
สถานการณ์หรงเจินในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเช่นนี้
หากเป็นนางในชาติก่อนก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง
ทว่าเวลานี้ อย่าว่าแต่นางทำไม่ได้เลย เพราะแม้จะทำได้ นางก็มิอาจช่วยหรงเจิน!
ฉู่หลิวเยว่เคลื่อนสายตาราวกับกำลังลังเล
“คือ…เรื่องนี้พูดยาก…”
เมื่อหรงเจินเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็มั่นใจแล้วว่าฉู่หลิวเยว่ต้องรู้จักผู้วิเศษ เพียงแต่ไม่อยากบอกตัวเอง!
“รีบบอกมา! ขอเพียงหยวนตันของข้าฟื้นคืนมา ต่อไปจะเป็นผลดีต่อเจ้าในภายภาคหน้า!”
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินแล้วก็อยากจะหัวเราะ
หรงเจินถูกตามใจจนเสียนิสัยแท้ๆ คิดว่าพูดง่ายๆเพียงประโยคสองประโยคเช่นนี้ก็สามารถข่มขู่นางได้
ผลดี?
นางเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้ ตอนนี้นางกลายเป็นคนพิการ ไม่ได้รับความโปรดปราณจากจยาเหวินตี้มานานแล้ว นอกจากนี้องค์รัชทายาทก็โดนลดบทบาทอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานี้ สถานการณ์ยิ่งแย่ไปกันใหญ่
นางไม่มีสิทธิทำตัวเกรี้ยวกราดมาตั้งนานแล้ว แต่กลับยังคิดว่าตนสำแดงฤทธิ์เดชได้
ฉู่หลิวเหย่เม้มริมฝีปากเหมือนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“องค์หญิงสี่ มิใช่ว่าหม่อมฉันไม่อยากบอก เพียงแต่ …เพียงแต่ว่า หม่อมฉันก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร…”
“เหลวไหล! ในเมื่อคนผู้นั้นรักษาเจ้าจนหาย เจ้าจะไม่รู้เชียวหรือว่าคนผู้นั้นเป็นใคร!?” หรงเจินเดินมาบีบคอฉู่หลิวเยว่ด้วยใบหน้าอำมหิต “เจ้ากล้ายั่วองค์หญิงเช่นข้างั้นหรือ!?”
ฉู่หลิวเยว่ฉายแววตาเอือมระอา ควบคุมตัวเองเพื่อเลี่ยงการกระทำโดยอารมณ์ชั่ววูบของนาง ขยับร่างเล็กน้อยเพื่อลดแรงปะทะ
“องค์หญิงสี่ ท่านอย่าได้เข้าใจผิด ที่หม่อมฉันพูดไปทั้งหมดคือเรื่องจริง! แคกแคก…อันที่จริงหม่อมฉันก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับผู้ใดมาก่อน หากองค์หญิงอยากรู้ หม่อมฉันก็จะพูด! แคกแคก!”
เมื่อเห็นฉู่หลิวเยว่เริ่มไอจนหน้าแดง หรงเจินก็ผลักนางออกอย่างแรง
“พูด!”
ฉู่หลิวเยว่ไออยู่หลายครั้งก่อนจะดีขึ้นมาแล้ว นางกล่าวติดๆ ขัดๆ
“…องค์หญิงสี่เพคะ อันที่จริงเรื่องนี้เริ่มมาจากตอนที่ฉู่เซียนหมิ่นส่งคนมาลอบสังหารหม่อมฉัน วันนั้นนางส่งคนมาจับตัวหม่อมฉันไปในป่าเขาที่ริมเขตเมืองหลวง…”
“ช่วงที่กำลังคิดว่าหม่อมฉันตายไปแล้ว จู่ๆ ก็มีคนชุดดำปรากฏตัว หม่อมฉันมองไม่เห็นหน้าค่าตาและรูปร่างของอีกฝ่าย แต่น้ำเสียงคล้ายคนแก่…เขาช่วยหม่อมฉันไว้และยังป้อนผลึกยาให้หม่อมฉันหนึ่งเม็ด ตอนนั้นหม่อมฉันไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แต่หลังจากกลับไปก็พบว่าชีพจรในกายฟื้นคืนมา!”
“…ต่อจากนั้น องค์หญิงก็รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว”
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์