………………..
หรงซิวหรี่ตาลงน้อยๆ
“เจ้าหมายถึง… เสียงที่ดังออกมาจากด้านในนั้นน่ะหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้า
ดูเหมือนเขาเองก็ได้ยินเช่นเดียวกัน
“เหมือนเสียงอันใดบางอย่างระเบิดออก…”
นางพึมพำอย่างไม่ใคร่จะแน่ใจนัก
ไม่แน่ว่าบางทีอาจมีคนกำลังต่อสู้กันอยู่ก็เป็นได้
อย่างใดเสีย บรรดาผู้คนที่เข้าไปในป่าหินแห่งนี้ล้วนมุ่งหน้าไปที่สุสานของถังเคอกันทั้งนั้น เดิมระหว่างพวกเขาก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันอยู่แล้ว จะต่อสู้กันก็เป็นเรื่องปกติ
หรงซิวมองเข้าไปด้านในแวบหนึ่ง
ยามยืนอยู่ตรงนี้ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีให้เห็นเพียงหินก้อนใหญ่ตั้งเรียงรายแน่นขนัด มิอาจมองเห็นภาพฉากด้านในได้
ด้านในเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ก็มิอาจฟันธงได้แน่ชัด
“ต้องเข้าไปดูถึงจะรู้” หรงซิวกล่าว
ฉู่หลิวเยว่พยักหน้าหงึกหงัก
“เช่นนั้นพวกเราก็เข้าไปกันเถอะ”
นางพูดพลางเตรียมก้าวไปด้านหน้า
“เดี๋ยวก่อน”
จู่ๆ หรงซิวก็ตะโกนหยุดนางไว้ จากนั้นก็ก้าวเข้ามาคว้ามือนางไปกุม
“ในป่าหินอันตรายอย่างยิ่งยวด หลงทางได้ง่าย ต้องระมัดระวังทุกอย่างเหนือสิ่งอื่นใด”
ความอุ่นวาบแผ่ปราดเข้ามาจากฝ่ามือหนากว้างแลแข็งแรงข้างนั้น
พูดจบ ข้อมือของนางก็สะบัดไหว กระบี่ชื่อเซียวพลันปรากฏขึ้นในมือ
“แบบนี้พวกเราจะหาพวกองค์ไท่จู่ได้ไวขึ้น”
กระบี่ชื่อเซียวสืบทอดวิญญาณศาสตราของกระบี่หลงหยวน ดังนั้นจึงยังคงมีความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างมันกับองค์ไท่จู่หลงเหลืออยู่
อาศัยสิ่งนี้ การสืบหาร่องรอยขององค์ไท่จู่จะกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือสำหรับฉู่หลิวเยว่ไปโดยปริยาย
นี่ก็เป็นเหตุผลใหญ่ข้อหนึ่งที่ทำให้สภาพจิตใจของนางมั่นคงอย่างมาก
จากนั้น คณะเดินทางก็พร้อมใจกันมุ่งหน้าเข้าไปในป่าหิน เงาร่างค่อยๆ เลือนหายไปในไม่ช้า
…
หลังเดินมาได้สักระยะหนึ่ง พวกฉู่หลิวเยว่ก็สัมผัสได้ถึงปัญหาบางอย่าง
“ป่าหินแห่งนี้เหมือนในข่าวลือไม่มีผิด โดยรอบซับซ้อนดั่งเขาวงกตก็มิปาน…”
ฉู่หลิวเยว่หันซ้ายมองขวาพลางพึมพำเสียงเบา
หากมิใช่เพราะมีกระบี่ชื่อเซียวอยู่ เกรงว่าพวกเขาต้องเสียเวลากับที่นี่อยู่นานเป็นแน่
“หากสุสานของถังเคออยู่ที่นี่จริง เช่นนั้นเหตุใดเขาถึงเลือกที่นี่กัน?”
ฉู่หลิวเยว่คิดไม่ตก
แม้พลังแห่งสวรรค์และโลกของที่นี่จะนับว่าอุดมสมบูรณ์ แต่ก็มิอาจจัดได้ว่าที่สุด
อย่างน้อยที่สุดก็สู้กับพระราชวังเมฆาสวรรค์ไม่ได้
ส่วนเรื่องสภาพแวดล้อม… บริเวณโดยรอบมีเพียงหินก้อนใหญ่ที่เรียงรายกันเต็มไปหมด นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นใดดำรงอยู่อีก
มองไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นสถานที่พิเศษแบบใดกัน
“สุสานแห่งนี้อาจไม่ใช่ที่ที่เขาเลือกเอง” หรงซิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “อย่างใดเสีย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าตอนนั้นเขาตายได้อย่างใดกันแน่”
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบๆ พลางผงกศีรษะเป็นเชิงเห็นด้วย
“ที่พูดมาก็ถูก…”
หากตัวเขาเองสิ้นลมจากโลกไปอย่างสงบ ตามหลักแล้วก็ไม่มีทางที่จะไม่บอกคนตระกูลถังให้ได้รับรู้
พอมาคิดแบบนี้แล้ว การตายของถังเคออาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้
หึ่ง!
มีสุ้มเสียงระเบิดแปลกประหลาดสายหนึ่งดังขึ้นมาจากเบื้องหน้า!
ฉู่หลิวเยว่และหรงซิวหยุดฝีเท้าพร้อมกัน ก่อนทั้งคู่จะหันไปสบสายตากันคราหนึ่ง
เทียบกับครั้งก่อน เสียงที่ดังขึ้นมาคราวนี้ใกล้กว่ามากอย่างไม่ต้องสงสัย ในอากาศเองก็เหมือนจะอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดจางๆ แผ่ออกมาด้วย
เกิดเรื่องขึ้นแล้วจริงด้วย!
อีกทั้งสถานที่ที่เกิดเรื่องดูท่าจะห่างจากพวกเขาไม่มากนัก!
“พวกองค์ไท่จู่คงอยู่ตรงนั้นเป็นแน่!”
แววตาของฉู่หลิวเยว่เข้มขึ้น ในตอนที่กำลังจะเคลื่อนตัวนั่นเอง จู่ๆ ก็ถูกหรงซิวดึงเอาไว้
“เยว่เออร์ รอเดี๋ยวก่อน”
เขากดเสียงต่ำ หัวคิ้วย่นเข้าหากันน้อยๆ พลางมองไปยังเบื้องหน้า
ฉู่หลิวเยว่พลันกลั้นหายใจในบัดดล ก่อนหันมองตามสายตาของเขาไป
ปฏิกิริยาตอบสนองของเยี่ยนชิงและเชียงหว่านโจวว่องไวอย่างยิ่ง รีบซ่อนตัวและไอลมปราณของตนเองตามคำสั่งของหรงซิวในทันที
ทันใดนั้นเอง หรงซิวก็รวบเอวนางเข้ามาไว้ในอ้อมอก
“ตามข้ามา”
เขาหมุนกายไปอีกทาง ก่อนเดินลัดเลาะไปตามอีกเส้นทางหนึ่ง
เยี่ยนชิงและเชียงหว่านโจวตามหลังพวกเขาไปติดๆ
หลังเดินอ้อมผ่านโค้งเคี้ยวเลี้ยวลดอยู่พักหนึ่ง ก็หยุดฝีเท้าลงได้ในที่สุด
ฉู่หลิวเยว่กำลังจะเอ่ยปาก พลันได้ยินเสียงบุรุษผู้หนึ่งดังแว่วมาจากที่ไม่ไกลนัก
“ทุกท่าน หากยังหาทางออกจากที่นี่ไม่ได้ พวกเราต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่!”
สุ้มเสียงนั้นทุ้มต่ำและเย็นเยียบราวกับกำลังข่มอารมณ์โกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมของตนไว้
ฉู่หลิวเยว่เงียบปากลงในฉับพลันพลางสะกดกลั้นลมหายใจ
ตอนนี้พวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่หลังหินยักษ์ก้อนหนึ่ง จึงมองไม่เห็นสถานการณ์ของฟากโน้น
ทว่ายังสามารถได้ยินเสียงอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
บางทีอาจเป็นเพราะหรงซิวปกปิดลมปราณไว้ได้อย่างดีเยี่ยม พวกเขาอยู่ห่างจากคนเหล่านี้ไม่ไกลนัก แต่กลับไม่ถูกใครจับได้เลย
“เว่ยเจ๋อ! ก่อนหน้านี้มิใช่ท่านบอกเองหรอกหรือว่าหากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น พวกเราจะสามารถหนีออกไปทางด้านบนได้? แล้วตอนนี้มันนับเป็นเรื่องบ้าอันใดกัน!”
เป็นคนอีกผู้หนึ่งที่กล่าวถามออกไปด้วยเสียงดุดัน
เว่ยเจ๋อ?
ใจของฉู่หลิวเยว่พลันสั่นสะท้าน
นางเคยได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาก่อน เขาคือประมุขตระกูลเว่ย
จากนั้น สุ้มเสียงแหบพร่าไร้เรี่ยวแรงอยู่หลายส่วนก็แว่วดังขึ้นมาว่า
“… ทุกท่าน ตระกูลเว่ยของเราไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงจริงๆ! ก่อนหน้านี้คนของเราก็ใช้วิธีนี้หลบหนีไปได้หลายครั้ง แต่มิรู้เหตุใดมาวันนี้กลับใช้ไม่ได้เสียแล้ว ต่อให้พวกเราคิดจะทำอันใดจริงๆ เหตุใดต้องเอาชีวิตตนเองไปเสี่ยงด้วยเล่า!?”
ในน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความจนปัญญาอย่างยิ่ง
ฉู่หลิวเยว่ได้ยินดังนั้น ก็แหงนศีรษะมองด้านบนโดยไม่รู้ตัว
บนผืนฟ้ามีประกายแสงสายหนึ่งพาดผ่านราวกับสะพานห้อยแขวนไว้อยู่
ที่พวกเขาพูดถึงคงเป็นของสิ่งนี้กระมัง…
“มาพูดเอาตอนนี้จะมีประโยชน์อันใด? คนก็ตายไปเยอะขนาดนี้แล้ว ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ วิธีเดียวที่เหลืออยู่ก็คือเปิดสุสานของถังเคอนั่นล่ะ!”
ดวงตาของฉู่หลิวเยว่พลันสว่างวาบ นี่มันเสียงขององค์ไท่จู่นี่นา!
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...