เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 2041

………………..

ยามได้ยินองค์ไท่จู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มเปี่ยม ฟังดูราวกับปลอดภัยไร้กังวล ใจของฉู่หลิวเยว่จึงสงบลงได้

จากคำพูดของพวกเขา ดูท่าว่าคงเจอปัญหาเข้า ทั้งยังมีคนบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย

“ฮึ ผู้อาวุโสซั่งกวนพูดจาได้ง่ายดี! พวกเราอยู่ที่นี่มานานขนาดนี้แล้ว วิธีการอันใดที่มีก็ใช้ไปจนหมด! แต่จนแล้วจนรอด สุสานของถังเคอก็ไม่เผยสัญญาณอันใดออกมาให้เห็น! แล้วนี่จะให้เราทำอย่างใด?”

เสียงของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้นมาอย่างหมดความอดทน ในน้ำเสียงนั้นฟังดูจีบปากจีบคอพิกลนัก

“ท่านเป็นผู้อาวุโสคนเก่าแก่ ในปีนั้นทรงพลังถึงขั้นเรียกลมเรียกฝนมาได้ บัดนี้ผ่านไปหมื่นปี บางทีพละกำลังของท่านอาจมีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง! ไม่สู้ท่านลองคิดหาวิธีมาสักอย่างดูหรือไม่? เชื่อว่าผู้อาวุโสซั่งกวนไม่มีทางทำให้พวกเราผิดหวังแน่!”

แววตาของฉู่หลิวเยว่พลันเย็นเยียบลง

คำพูดนี้มีเจตนาหมายบีบบังคับอยู่หลายส่วน

แต่พอลองตีความหมายแล้ว สุสานของถังเคอดูเหมือนจะอยู่ใกล้แถวนี้เลยหนา?

ซั่งกวนจิ้งหัวเราะชึ้นมาคำรบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่ช้าไม่เร็วว่า

“ทุกท่านประเมินข้าสูงไปแล้ว ตัวข้าเพิ่งจะฟื้นคืนชีวิตมาเสียด้วยซ้ำ คนเฒ่าชราภาพอย่างข้าจะไปเทียบเคียงกับทุกท่านที่ยังคงหนุ่มแน่นได้อย่างใดกัน?”

คนผู้นั้นเอ่ยเป็นเชิงเร่งเร้าต่อว่า

“เหตุใดผู้อาวุโสซั่งกวนต้องถ่อมตัวถึงขนาดนี้ด้วย? มีใครไม่รู้บ้างว่าครานั้นท่านสู้กับมังกรเก้าตัวด้วยตัวคนเดียว ทั้งได้รับชัยชนะมาด้วย! ส่วนอนุชนของท่านอย่างซั่งกวนเยว่ ตอนนี้ก็กลายเป็นนายท่านเยว่แห่งท่าเรือดอกท้อไปเสียแล้ว ได้ฝึกปรืออยู่ในสถานที่เช่นท่าเรือดอกท้อ ผู้อาวุโสซั่งกวนคงจะล้ำหน้าพวกเราไปเยอะอยู่กระมัง? บัดนี้ตั้งแต่มาที่นี่จนถึงตอนนี้ท่านยังไม่ได้ลงมือเลยสักรอบ คงมิใช่ว่า… เพราะท่านมีท่าเรือดอกท้ออยู่แล้ว บัดนี้จึงดูหมิ่นดูแคลนแม้กระทั่งสุสานของถังเคออย่างนั้นหรือ?”

คำพูดเช่นนี้นับว่ากำลังก่อความเกลียดชังอยู่โดยแท้

ในอาณาจักรเสิ่นซวี่มีคนตั้งเท่าไรที่ละโมบหมายตาในท่าเรือดอกท้อ?

บัดนี้ท่าเรือดอกท้อตกอยู่ในมือของฉู่หลิวเยว่ แม้จะเป็นเพราะจุดจบอันน่าอนาถของอี้เหวินเทาที่ทำให้บรรดาฝูงชนไม่กล้าคิดโลภอันใดกับท่าเรือดอกท้ออีก แต่ใจอิจฉาริษยายังคงอยู่อย่างเลี่ยงไม่ได้

“ท่านพูดอันใดออกมากันใต้เท้า? หากข้าไม่สนใจสุสานของถังเคอ วันนี้จะเสียแรงมาที่นี่เหตุใดตั้งมากมาย? เหตุผลที่ข้าไม่ลงมือ… ก็เป็นเพราะข้ากลัวตายก็เท่านั้น ไหนเลยจะมีเหตุผลซับซ้อนปานนั้น!”

สิ้นคำพูด บรรดาฝูงชนพลันเงียบเสียงลงในบัดดล

ลานแห่งนั้นตกสู่ความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วนทันที

แม้พวกเขาเองก็เข้าใจในเหตุผลข้อนี้ แต่ซั่งกวนจิ้งที่มีภูมิหลังเช่นนี้กลับไม่คิดเลี่ยงบาลีเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้อีก?

เขาไม่รู้สึกอับอายขายขี้หน้าคนเลยหรือไร?

เขาพูดอย่างเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ผู้อื่นไม่กล้ารับไม้ถามต่อ

คนเขายอมรับเองกับปากว่ากลัวตาย! หากซักไซ้ไล่เลียงต่อ นั่นไม่เท่ากับบีบบังคับให้เขาไปตายหรือไร!?

เรื่องนี้แทบไม่มีใครไร้ยางอายพอจะทำด้วยซ้ำ

ซั่งกวนจิ้งเมินสายตาหลากหลายรูปแบบของบรรดาฝูงชนโดยรอบ เขาเอามือสางเคราก็เอ่ยทอดถอนใจว่า

“เฮ้อ มีบางเรื่องที่พวกท่านยังไม่รู้! ปีนั้นแม้ข้าจะรักษาชีวิตมาได้อย่างยากลำบาก แต่ร่างศักดิ์สิทธิ์อยู่ในสภาพสาหัส จิตวิญญาณแตกสลายกระจัดกระจายไปทั่วสี่ทิศ หากมิใช่เพราะได้แม่หนูเยว่เออร์ของตระกูลเราช่วยเหลือเอาไว้ ข้าคงไม่มีทางฟื้นขึ้นมาได้แน่! ไหนเลยจะมายืนพูดคุยกับพวกท่านอยู่ที่นี่ได้? ดังนั้นแล้ว ตอนนี้ข้าน่ะรักตัวกลัวตายมาก เสียดายชีวิตอย่างที่สุด!”

บรรดาฝูงชนต่างอับจนคำพูด

พูดมาจนถึงขนาดนี้แล้ว ผู้อื่นจะยังพูดอันใดออกมาได้อีก!?

คนเขาตายไปแล้วรอบหนึ่ง ไม่อยากถูกฝังลงไปอีกรอบ ทั้งยังไม่ใช่หน้าที่อันใดที่ต้องทำด้วย

ผ่านไปพักใหญ่ทีเดียว บุรุษจอมยุแยงผู้นั้นถึงได้แค่นหัวเราะเสียงเย็นออกมาคราหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเฉยชาว่า

“พอพูดเช่นนี้แล้ว เกรงว่าท่านและสมบัติที่หลงเหลืออยู่ของผู้อาวุโสถังเคอคงไร้วาสนาต่อกันแล้ว!”

ซั่งกวนจิ้งหัวเราะเฮฮาดังเดิม

“ไม่เป็นไร! ไม่มีปัญหา! วันนี้ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อร่วมสนุกเท่านั้น! พอพูดถึงเรื่องเก่าแล้ว ทุกท่านฝีมือเก่งกาจปานนี้ ต้องเปิดสุสานของถังเคอได้สำเร็จแน่! ถึงตอนนั้นหากข้าได้ยลภาพสุสานเปิดกับตา ใจก็ปลื้มปริ่มมากแล้ว!”

ทุกคนที่มาที่นี่ล้วนแต่พกพาความตั้งใจแน่วแน่มาเต็มเปี่ยมด้วยกันทั้งนั้น!

ลำพังแค่ตัวซั่งกวนจิ้งก็นับว่าเป็นจิ้งจอกเฒ่ามากเล่ห์โดยแท้ ยามเผชิญหน้ากับคนเหล่านี้ย่อมไม่มีทางตกปากรับคำอยู่แล้ว!

มุมปากของหรงซิวยกขึ้นน้อยๆ พลางมองไปทางฉู่หลิวเยว่

“นิสัยนี้ของเจ้าเหมือนกับผู้อาวุโสซั่งกวนมากทีเดียว…”

ฉู่หลิวเยว่นวดสันจมูกพลางแค่นเสียงออกมาแผ่วเบา ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!”

นี่เองก็เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่คนเหล่านั้นต่างทยอยลองลงมือกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ผลประโยชน์ย่อมมาก่อน เป็นสิ่งที่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้คนโดยแท้

แต่หลังจากประสบกับการโจมตีที่มาเป็นระลอกแล้ว บรรดาฝูงชนถึงได้รู้สึกตัวขึ้นมาว่าการลงมือก่อนนับว่าเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง

อีกทั้งจุดจบล้วนแต่เป็นร่างสลายวิญญาณมลายสูญ ไม่มีแม้กระทั่งโอกาสจะหลบหนี

ในใจของทุกคนบังเกิดอารมณ์หวาดกลัวด้วยยากจะหลีกเลี่ยงได้

แรงดึงดูดด้านหน้านั้นรุนแรงนัก แต่ก็ต้องใช้ชีวิตแลกมามิใช่หรือไร?

เว่ยเจ๋อเป็นประมุขตระกูลเว่ย ยามนี้เขาออกปากเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เหมาะสมที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย

“เชิญประมุขเว่ย…“

เว่ยเจ๋อผงกศีรษะ เขาสาวเท้าก้าวเดินเข้าไปหาหินยักษ์สีแดงชาดที่อยู่ตรงหน้าก้อนนั้น

ก่อนจะหยุดห่างจากห่วงประตูสัมฤทธิ์อันนั้นไปสามก้าว

สีหน้าของเขาแข็งค้าง คิ้วขมวดจนเป็นปม

จะพูดว่าไม่ประหม่าก็ย่อมเป็นไปไม่ได้

แต่เขาย่อมมีแผนในใจอยู่แล้ว

จากนั้น ในมือของเขาพลันมีง้าวยาวเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมา!

ตัวเล่มง้าวสีดำสนิท แหลมคมหาสิ่งใดเปรียบ!

ยามเห็นง้าวยาวเล่มนั้น บรรดาฝูงชนต่างพร้อมใจกันหน้าเปลี่ยนสีในบัดดล

“ง้าวว่านเฟิงรึ!?”

เหตุผลที่พวกเขาตื่นตะลึงกันถึงปานนี้ เป็นเพราะว่า… นี่เป็นสมบัติศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง!

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์