เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ นิยาย บท 2050

………………..

ในใต้หล้านี้ ผู้ที่สามารถใช้คำว่า “ตัวข้า” เรียกแทนตัวแทบจะนับนิ้วได้

ครานั้นตัวถังเคอที่เคยหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้ห้าชิ้นก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน!

ดังนั้น ต่อให้ไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาอีกฝ่าย ฉู่หลิวเยว่ก็สามารถเดาตัวตนของเขาได้ในทันที!

“ท่านคือ… ผู้อาวุโสถังเคอ?”

ฉู่หลิวเยว่เอ่ยถามลองเชิงออกไป

แม้ในใจจะตัดสินไปแล้วเจ็ดถึงแปดส่วนว่าใช่ แต่อย่างใดก็ต้องถามออกไปอยู่ดี

ทันทีที่กล่าว “ถังเคอ” สองคำนี้ออกไป บรรดาฝูงชนต่างเงียบปากลงทันควัน ทุกคนต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ

คำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากถามเช่นกัน!

คำตอบที่ฉู่หลิวเยว่ได้รับคือเสียงหัวเราะแฝงความนัยลึกล้ำ

“คิดไม่ถึงว่าหมื่นปีผ่านไป จะยังมีคนจำชื่อเสียงเรียงนามของตัวข้าได้อยู่”

เป็นเขาจริงตามที่คาดไว้!

ฉู่หลิวเยว่ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว รีบประสานสองมือเข้าหากัน แล้วก้มคำนับอย่างนอบน้อม

“ผู้อาวุโสนามเลื่องลือ ผู้น้อยได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน วันนี้ได้พบกัน นับเป็นวาสนาของผู้น้อยยิ่งนัก!”

คำพูดนี้กล่าวไม่เกินจริงแต่อย่างใด

ด้วยฐานะของหนึ่งในสองตัวตนอันยิ่งใหญ่จากทั่วทั้งอาณาจักรเสิ่นซวี่ที่เคยตีหลอมสมบัติศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาได้ ตัวถังเคอก็เหมือนกับภูเขาสูงชันที่มิอาจก้าวข้ามไปได้

ชื่อของเขาสลักลึกลงในใจของช่างหลอมอาวุธทุกคน

ตลอดชีวิตของคนส่วนใหญ่แทบไม่เคยมีโอกาสได้ยลสมบัติศักดิ์สิทธิ์เลยสักครั้ง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการได้พบกับถังเคอ

บัดนี้ถังเคอตัวจริงมาปรากฏกายอยู่ที่นี่แล้ว!

หลังจากความเงียบสงัดชั่วครู่ พวกเว่ยเจ๋อก็ค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วยการทยอยก้มคำนับ

”คารวะผู้อาวุโสถังเคอ!”

คนจำนวนไม่น้อยตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ กระทั่งร่างกายยังสั่นเทิ้มขึ้นมาทันควัน

ไหนจะคนบางส่วนที่แยกไม่ออกว่าสุ้มเสียงนี้ดังมาจากทิศทางใดจึงพากันคุกเข่าลงไปตั้งแต่แรกแล้วอีกด้วย

ถังเคอกลับหัวเราะออกมา ก่อนกล่าวเป็นเชิงหยอกเย้าว่า

“บัดนี้ตัวข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยววิญญาณกึ่งหนึ่ง พวกเจ้าจะไปคารวะข้า ‘เห็น’ ได้อย่างใด?”

บรรดาฝูงชนถึงกับจนคำพูดไปชั่วขณะ ต่างสบสายตากันอย่างทำอันใดไม่ถูก คาดไม่ถึงว่าถังเคอจะเอ่ยออกมาเช่นนี้

ในใจของฉู่หลิวเยว่เองก็รู้สึกประหลาดพิกลขึ้นมาหลายส่วน

เดิมทีนางคิดว่าตัวถังเคอที่มีฐานะเช่นนี้คงจะวางตัวสูงส่ง ยึดมั่นในเกียรติและศักดิ์ศรีของตน

แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าเหมือนจะต่างจากที่คาดคิดไว้มากนัก…

“นังหนู เจ้าก้าวมาข้างหน้าหน่อยซิ”

สุ้มเสียงของถังเคอดังก้องทั่วสี่ทิศ ผู้ใดก็มิอาจทราบว่า “ก้าวมาข้างหน้า” ประโยคนี้หมายถึงทิศทางใดกันแน่

แต่พวกเขาล้วนได้ยินคำว่า ”นังหนู“ นั้นใช้ตะโกนเรียกฉู่หลิวเยว่!

ชั่วพริบตาเดียว สายตาทุกคู่ก็หยุดอยู่ที่ฉู่หลิวเยว่เป็นตาเดียว!

บรรดาฝูงชนต่างมีสีหน้าแตกต่างกันออกไป

ทั้งประหลาดใจ เคลือบแคลงสงสัย กระวนกระวาย และอิจฉาริษยา…

ใครไม่อยากได้รับความสนใจจากถังเคอบ้างเล่า?

หากถังเคออารมณ์ดี ถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งหมดให้ศึกษา ก็มิอาจรู้ได้!

ฉู่หลิวเยว่ทำราวกับมองไม่เห็นสายตาเหล่านี้

นางรู้ดีว่าถังเคอหมายความว่าอันใด

“เจ้าค่ะ”

พริบตานั้นเอง ฉู่หลิวเยว่รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีสายตาราวกับสสารคู่หนึ่งจดจ้องมาที่ตน!

นางพลันรู้สึกประหม่าอยู่ในใจ… มันคือสายตาของถังเคอนั่นเอง!

เพียงแต่โชคยังดีที่สายตาคู่นี้ไม่ได้มีเจตนาคิดโจมตีแต่อย่างใด สีหน้าของฉู่หลิวเยว่ราบเรียบ ท่วงท่ายืนสงบนิ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายกวาดสายตาสำรวจตามใจชอบ

ที่นี่เป็นอาณาเขตของอีกฝ่าย หากอีกฝ่ายคิดจะทำอันใดขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่รอจนถึงตอนนี้

“อายุยังน้อย แต่กลับใจกล้าไม่เบา”

ถังเคอพลันแค่นเสียงในลำคอเบาๆ คราหนึ่งพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม

“เจ้ารู้หรือไม่ มารบกวนตัวข้า จะมีโทษแบบใด!?“

สิ้นเสียงคำพูด ทัณฑ์สวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนภายในพื้นที่ว่างใหญ่โตโอ่อ่าพลันหักหัวเปลี่ยนทิศทางพุ่งตรงมาหาฉู่หลิวเยว่!

แทบจะพริบตาต่อมา ขอแค่นางเอ่ยไม่เข้าหูอีกคำเดียว ทัณฑ์สวรรค์อันน่าหวาดผวาเหล่านี้ทั้งหมดก็จะผ่าลงร่างของนางอย่างไม่ลังเล!

นางเองก็เพิ่งค้นพบเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้นก็เลยออกไปหาแลกของพวกนี้มาด้วยใจลิงโลด

“รูปร่างของกลีบพวกนี้ไม่สวย หากไม่ใช่กลีบที่ยังไม่บานก็บานไม่เต็มที่ ใช้การไม่ได้ทั้งหมด“

สือซานพลันมีสีหน้างุนงง

“นี่… ส่งผลร้ายแรงมากหรือ?“

”เจ้ายังเล็ก ไม่เข้าใจอันใด สิ่งนี้ส่งผลต่ออารมณ์พี่แปดของเจ้า ดังนั้นมันจึงสำคัญอย่างยิ่ง”

นางมักลงทุนลงแรงสุดตัวกับเรื่องพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไร จะทำก็ต้องทำให้ดีที่สุด

สือซานผงกศีรษะอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก

อย่างใดเสียคำพูดของพี่แปดก็มักจะมีเหตุผลโดยตลอดอยู่แล้ว…

“อื๋อ? สือซาน?”

ในตอนนั้นเอง ด้านนอกลานพลันแว่วสุรเสียงที่ชวนให้รู้สึกคุ้นเคยอยู่ไม่น้อยขึ้นมา

น้องแปดกับสือซานหันขวับไปมองทางต้นเสียง

“เจ้าสำนักหนาน?”

คนทั้งสองออกจะคาดไม่ถึงอยู่ไม่น้อย

ระยะนี้หนานซู่ไหวเองก็พำนักอยู่ในท่าเรือดอกท้อโดยตลอดเช่นกัน เพียงแต่เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้านนอก น้อยครั้งนักที่จะมาปรากฏตัวที่จวนเยว่

ดังนั้นเมื่อเห็นเขา น้องแปดและสือซานจึงรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

หนานซู่ไหวสาวเท้าเดินก้าวเข้ามา

น้องแปดลุกยืนขึ้นคำนับพร้อมกับสือซาน

หนานซู่ไหวหัวเราะเสียงดังลั่นพลางกล่าวว่า

“ข้าแค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้ พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ ทำงานของพวกเจ้าตามสบายเถอะ“

เขาพูดพลางมองไปทางสือซาน ก่อนเอ่ยอย่างปลดปลงระคนประหลาดใจอยู่ไม่น้อย

“สือซาน ในระยะเวลาสั้นแค่นี้ เจ้า… บุกทะลวงได้แล้วอย่างนั้นรึ?”

ตอนนี้สือซานกลายเป็นจอมยุทธ์ระดับแปดเรียบร้อยแล้ว

เขาหัวเราะด้วยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง

“ที่นี่มีสภาพแวดล้อมในการบำเพ็ญตนดีเยี่ยม การฝึกปรือย่อมผ่านได้ไว ต้องขอบคุณนายท่านกับพี่ใหญ่ จริงสิ วันนี้ท่านมาพบนายท่านหรือ? วันนี้นางไม่อยู่ขอรับ“

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์