………………..
เฟยซิงเหมินเป็นตระกูลชั้นหนึ่งในอาณาจักรเสิ่นซวี่ที่สืบทอดมาเป็นเวลาหลายพันปี มีรากฐานหยั่งลึกอย่างมั่นคงและมีพลังมหาศาล
อย่างใดก็ตามทะเลเพลิงที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่งกลับกลืนกินทุกสิ่งอย่างง่ายดาย
หรงซิวย่นคิ้วเล็กน้อย
ในขณะนั้นมีทหารองค์รักษ์เกราะดำกลุ่มหนึ่งพุ่งมาจากทางทะเลเพลิงนั่น
ปกคอเสื้อของพวกเขาล้วนถูกสลักด้วยสัญลักษณ์ของพระราชวังเมฆาสวรรค์
คนเหล่านี้…เป็นอัศวินดำของหรงซิว!
“ถวายบังคมฝ่าบาท!”
ทหารหลายร้อยนายทำความเคารพอย่างพร้อมเพียง อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว
หรงซิวพูดขึ้น
“คนล่ะ”
“ทูลฝ่าบาท หลังจากข้าน้อยได้รับคำสั่งจากฝ่าบาทจึงรีบไปทันที แต่ช้าไปก้าวเดียว เมื่อมาถึงที่นี่เปลวไฟก็ประทุขึ้นแล้ว เฟยซิงเหมินที่เหลือส่วนใหญ่ต่างล้มลงและเสียชีวิต เหลือเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบเจ็ดคนสุดท้ายที่รอดชีวิตมาได้ ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดอยู่ห่างออกไปร้อยลี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านประมุขตระกูลซือกับชือรุ่ยเออร์เป็นอย่างใดบ้าง”
“ท่านประมุขตระกูลซือหลบหนีไปเพื่อปกป้องคนในตระกูลได้ทำลายจิตวิญาณจนสิ้น ตอนนี้คุณหนูรองซือไม่เป็นอันใดร้ายแรง เพียงแต่นางยังคงเศร้าเสียใจและไม่ยอมพูดมาตลอด พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่ว่าใครเมื่อเจอกับเหตุการณ์กระทันหันเช่นนี้ เกรงว่าคงยากที่จะยอมรับได้
หรงซิวพยักหน้า
“ข้าจะไปดูสักหน่อย พวกเจ้าไม่ต้องตามมา”
แม้ว่าเหล่าทหารจะรู้สึกประหลาดใจ แต่พวกเขาก็เคารพและเชื่อฟังคำสั่งของหรงซิวเท่านั้น จึงไม่ถามหรือขัดขวางอันใดให้มากความ เพียงแต่รับคำสั่งด้วยความเคารพและรอคอยอยู่ที่เดิม
บ้านเรือนทุกหลังถูกทะเลเพลิงกลืนกินจนหมด เหลือเพียงโครงร่างที่เลือนรางเท่านั้น
อุณหภูมิสูงที่ร้อนระอุทำให้อุณหภูมิของอากาศรอบ ๆ สูงขึ้นอย่างมาก แม้แต่แม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลแทบจะเหือดแห้งลง
พื้นที่ทุกตารางนิ้วกำลังเผชิญกับความร้อนอบอ้าวที่น่าสะพรึงกลัว จนแทบจะหลอมละลายจนผิดรูปร่าง
หรงซิวมองลงไปด้านล่าง
ในเปลวไฟที่ไม่มีที่สิ้นสุด กระจกบานใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้น
เปลวไฟเหล่านั้นเต้นรําอย่างบ้าคลั่งที่ แต่ดูเหมือนมีความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งและไม่กล้าเข้าใกล้กระจกบานนั้นแม้แต่ครึ่งเดียว
ไม่นานก็มีร่างหนึ่งสะท้อนอยู่ในกระจก
ใบหน้านั่นเหมือนกับหรงซิวทุกประการ
ชายผู้นั้นสวมเสื้อคลุมสีดำสายตาดำมืดลึกล้ำ
เย่อหยิ่ง เยือกเย็น สูงศักดิ์!
เขาจ้องมองหรงซิว และพูดขึ้นอย่างช้าๆ
“เจ้าควรกลับไปได้แล้ว”
…
“ท่านประมุข ท่านนั่งลงพักสักครู่เถอะ?”
เสียงแก่ๆ ดังขึ้นมาจากด้านลัง
ชือรุ่ยเออร์ส่ายหน้าและไม่พูดอันใด และยังคงมองออกไปไกลๆ
ที่นี่อยู่ห่างจากที่นั่นหลายร้อยลี้ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นแสงไฟที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าได้
คาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ทางนั้นเลวร้ายเพียงใด
แต่พวกเขา…เพิ่งหนีออกจากสถานที่นรกนั่น
ซึ่งที่นั่นเคยเป็นบ้านของนาง
เมื่อท่านพ่อของนางเสียชีวิตไป นางได้รับคำสั่งให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลอย่างเป็นทางการ
ดวงตาของนางแดงก่ำ แต่กลับไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวไหลออกมา
อีกทั้งเปลวไฟนั่นทำให้น้ำตาของนางระเหยไปจนหมด
ตอนนี้แม้แต่แรงจะร้องไห้นางยังไม่มี เพียงแค่อาศัยกำลังสุดท้ายเพื่อยืนหยัดต่อไปก็เท่านั้น
ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหลังนางเห็นถึงความทุกข์ใจของนาง เมื่อคิดไปคิดมาเขาจึงพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้ว่า
“นายท่าน ท่านพยายามอย่างเต็มที่แล้ว หากท่านไม่แจ้งขอความช่วยเหลือออกไป คนของพระราชวังเมฆสวรรค์ก็คงไม่มา เกรงว่าตอนนี้พวกเรา…”
ชือรุ่ยเออร์มีสีหน้าหวาดกลัว
อันที่จริงในเวลานั้นนางไม่มีความคาดหวังมากนัก เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นกะทันหันเกินไป
สิ่งเดียวที่นางคิดได้ในเวลานั้น ก็คือขอความช่วยเหลือจากท่าเรือดอกท้อ
โชคดีที่คนของพระราชวังเมฆาสวรรค์มาทันเวลาพอดี
ไม่เช่นนั้นเฟยซิงเหมินทั้งหมดของพวกเขาอาจไม่สามารถรักษาไว้ได้

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...