“ไม่ต้องบอกว่าคำพูดนี้สำหรับข้าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยหรือไม่ แต่ก็นับว่ามันแทบไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าเลย? น้องแปดและพวกเขาล้วนเป็นคนของข้า ข้าย่อมต้องพาไป ส่วนเจ้า…หากยอมกลับไปที่ท่าเรือดอกท้อ และเรียกข้าว่า “นายท่าน” ข้าจะลองพิจารณาดูสักครั้ง”
ฉู่หลิวเยว่พูดขึ้นช้าๆ ด้วยท่าทีเมินเฉย
คำพูดเช่นนี้เหมือนตบหน้าฉาดใหญ่เข้าที่หน้าของชายผู้นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
“ซั่งกวนเยว่! เจ้าอย่าเกินไปหน่อย! หากจ้าไม่คิดจะช่วย พูดมาตรงๆ ก็พอ! จะพูดจาที่หน้าอับอายเช่นนี้ออกมาเพื่ออันใด”
ฉู่หลิวเยว่พูดต่อในทันทีว่า
สีหน้าของชายผู้นั้นเปลี่ยนไปและโมโหอย่างสุดขีด
“ดี! หากเจ้ามีความสามารถ ก็แค่รอจนประตูแดนสวรรค์นั่นเปิด และมาดูว่าเจ้ายังสามารถหัวเราะเป็นครั้งสุดท้ายได้หรือไม!”
ฉู่หลิวเยว่ดึงสายตากลับไปอย่างเบื่อหน่าย
“เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลให้มากนัก ขอเพียงมีเวลาและกำลัง เจ้าก็ควรคิดว่าจะข้ามไปได้อย่างใดให้สำเร็จจะดีกว่า”
เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้คำพูดที่เหลือของชายผู้นั้นเงียบลงในที่สุด
แต่คนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ ต่างมองกันและแอบส่งสายตาให้กัน
ในเมื่อเห็นได้ชัดว่าฉู่หลิวเยว่จะไม่ช่วย แน่นอนว่าพวกเขาต้องคิดหาวิธีอื่น
อันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติ
การที่ทุกคนมาที่นี่เดิมทีก็เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องต่อสู้กันเอง แค่สามารถดูแลตัวเองได้ก็พอแล้ว และวางตัวเฉยๆ ไม่สร้างปัญหา แล้วใครจะอยากไปช่วยคนอื่นกันเล่า?
ฉู่หลิวเยว่สามารถพาลูกน้องหลายคนของตนข้ามไปได้อย่างง่ายดาย นั่นเป็นเพราะนางมีความสามารถ ส่วนคนอื่นมีความสามารถอันใดที่จะขอให้นางช่วย?
หลังจากเงียบสงบไปครู่หนึ่ง คนเหล่านั้นที่เหลือก็เริ่มลองข้ามเมืองทะเลเพื่อมุ่งหน้าไปสะพานเงินต่อไป
โชคดีที่เทพศักดิ์สิทธิ์โดยพื้นฐานแล้วสามารถผ่านไปได้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับเทพขั้นสูงแน่นอนว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ข้ามไปได้อย่างปลอดภัยและราบรื่น
แม้ว่าระหว่างสองสถานะนี้จะต่างกันเพียงคำเดียว แต่พลังกลับแตกต่างและห่างชั้นกันยิ่งนัก ช่องว่างที่ทอดยาว จึงเป็นเรื่องยากที่จะข้ามผ่านไปได้จริงๆ
หลังจากเทพขั้นสูงคนที่เจ็ดเสียชีวิตลงในทะเล ผู้แข็งแกร่งระดับเทพขั้นสูงที่เหลือจึงยอมแพ้ในที่สุด
สุดท้ายมีเพียงเทพขั้นสูงยี่สิบสามคนเท่านั้นที่ทยอยขึ้นสะพานไปได้
ชายหนุ่มคนนั้นที่ต้องการให้ฉู่หลิวเยว่ช่วยก็อยู่ในนั้นกลุ่มนั้นด้วย แต่คนที่เหลือที่มาพร้อมกับเขา กลับอยู่บนริมฝั่งแทน
เมื่อรวมฉู่หลิวเยว่และคนอื่นที่มาถึงก่อนหน้านี้ มีเพียงสามสิบเอ็ดคนเท่านั้น
แต่ในคนเหล่านี้หัวซวงซวงและอีกสามคนเป็นเพียงเทพขั้นสูง
ชายหนุ่มคนนั้นจ้องมองฉู่หลิวเยว่ด้วยความเย็นชาที่แวบเข้ามาอยู่ครู่หนึ่ง
น้องแปดเข้ามาที่ด้านข้างฉู่หลิวเยว่ และพูดเสียงต่ำขึ้น
“นายท่านข้าเห็นว่าคนพวกนั้นดูเหมือนรังเกียจพวกเรา เกรงว่าต่อไปพวกเขาจะพยายามทุกวิธีทางเพื่อทำให้พวกเราลำบาก
ฉู่หลิวเยว่ส่ายหน้าพลางพูดขึ้น
“ไม่ต้องสนใจ”
แต่ไหนแต่ไรนางเป็นคนอ่อนไหว จึงสัมผัสถึงความเกลียดชังของฝั่งตรงข้ามได้เป็นอย่างดี
ทว่านางกลับไม่ได้เอามันมาใส่ใจ
หากนางกังวลถึงเรื่องนี้ เมื่อครู่ก็คงไม่มีท่าทีเช่นนั้นแล้ว
นางไม่ใช่คนเริ่มปัญหา แต่กลับไม่กลัวใครจะมาสร้างปัญหาให้นาง
น้องแปดมองนางที่กำลังจจ้องมองสะพานเงินที่อยู่ใต้เท้านี้ด้วยสีหน้ามุ่งมั่นอย่างมาก จึงหันไปมองตามอยู่หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่กลับไม่เห็นอะไรปรากฏออกมาเลย
“นายท่าน สะพานนี้มีอะไรน่าสนใจหรือ ตั้งแต่มาท่านมองมันอยู่ตลอด?”
ฉู่หลิวเยว่พูดขึ้น
“ดูลวดลายอักขระบนนี้สิ”
“ลวดลายอักขระ?”
คิ้วทั้งสองของน้องแปดขมวดขึ้นเบาๆ
นางเห็นจุดแสงบางจุดกระพริบอย่างไม่ชัดเจน และไม่มีลวดลายอักขระอันใด
ฉู่หลิวเยว่ก้มตัวลงพลางยื่นนิ้วมือออกไปแตะเบาๆ บนจุดแสงดวงหนึ่ง
เปรี๊ยะ!
มีเสียงแตกเล็กๆ ดังขึ้น
ทันใดนั้นจุดแสงขนาดใหญ่ท่าฝ่ามือแผ่ขยายออก แสงกระจายไปทุกทิศทางและก่อตัวเป็นค่ายกลเล็กๆ ในชั่วพริบตา!
ม่านตาของฉู่หลิวเยว่หดเล็กลง!
เมื่อก่อนนางคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติกับจุดแสงเหล่านี้ แต่ไม่คิดว่าจุดแสงเล็กๆ ที่ดูไม่น่าสนใจนี้ แท้จริงแล้วก็คือระดับของค่ายกลแบบหนึ่ง!
ชั่วครู่ค่ายกลนั่นหดตัวลง จุดแสงที่สว่างสุกใสก็กระจายตัวออกไปและกลับคืนกลายเป็นจุดแสงที่เลือนลางอีกครั้ง
ดูแล้วกลับไม่มีอันตรายแต่อย่างใด



VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...