………………..
หลังจากฉู่หลิวเยว่และผู้ติดตามจากไป ซ่งชิงที่เหลือและคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปค้นหาบ้านของตนเอง
ร่างบนเส้นทางแห่งดวงดาวหายไปอย่างรวดเร็วและเงียบสงัดลงอีกครั้ง
เซียวหรานจ้องมองถนนดวงดาว ดูเหมือนจิตใจล่อยลอยไป ผ่านไปสักพักจึงหันกลับเข้าห้องไป
ขณะที่เดินไปพลางก็พูดพึมพำไปพลาง
“ไม่ง่ายเลยที่ต้องพยายามอย่างมากเพื่อให้ได้สิ่งที่ดี แต่กลายเป็นสิ่งที่ไม่มีสัญลักษณ์…โธ่เอ้ย ยังต้องรอดูต่อไปอีก!”
…
ลานบ้านของที่นี่แยกเป็นสัดส่วน ระยะห่างระหว่างกันค่อนข้างไกลในระดับหนึ่ง จึงนับว่าสะดวกสำหรับทุกคนที่จะฝึกฝนและไม่รบกวนซึ่งกันและกัน
เมื่อเดินผ่านข้างๆ ลานนี้มา ก็จะเห็นผู้ฝึกตนบางคนกำลังฝึกฝนอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
ในตอนแรกมีบางคนยังสนใจเกี่ยวกับพวกเขา จึงคิดที่จะเข้ามาทักทาย แต่เมื่อเห็นถวนซิ่นจื่อบนตัวของพวกเขา จึงกลับเมินเฉยในทันที แม้กระทั่งการดูถูกและเยาะเย้ยในสายตามากมายก็มิอาจปิดบังเอาไว้ได้
ยังมีบางคนที่สนใจกับการฝึกฝนและไม่ได้สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย
ดังนั้นตลอดทางมานี้จึงไม่มีผู้ใดสนใจพวกเขาอีก
ในที่สุดฉู่หลิวเยว่ก็พบลานที่ค่อนข้างกว้างใหญ่ที่สามารถรองรับพวกเขาได้ทั้งหกคนในคราวเดียวกัน
หลังจากเข้าไปในลานและปิดประตูใหญ่ ในที่สุดน้องแปดก็อดไม่ได้ที่จะกระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“คนพวกนี้ช่างเกินไปจริงๆ! เดิมทีที่ข้าต้องอดกลั้นความโกรธมานานหลายปีเช่นนี้ ล้วนไม่เท่าวันนี้! เพียงเพราะตราแห่งสายเลือดอย่างนั้นเหรอ แล้วอย่างใดเล่า!”
“แน่นอนว่าเป็นเช่นนั้น”
หัวซวงซวงส่ายหัวพลางถอนหายใจ
“เจ้าลืมคำพูดเมื่อครู่ของเสินสื่อสำดับที่เจ็ดไปแล้วหรือ เหมือนพวกเราจะถูกกำหนดมาไม่ให้สามารถขึ้นสู่สวรรค์และทะลวงขั้นเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าพวกเราจะฝึกฝนอย่างไรก็ไม่สามารถก้าวข้ามธรณีประตูที่เหนือกว่าเทพศักดิ์สิทธิ์ได้ เช่นนี้แล้วพวกเขาไม่มีสิ่งใดต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเรา”
“แม้กระทั่งพวกเรายังต้องกังวลอยู่เสมอว่าตัวอักษรบนนั้นจะหายไป และมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่ออกได้ทุกเมื่อ”
น้องแปดทำเสียงไม่พอใจขึ้น
อันที่จริงนางเข้าใจเรื่องทั้งหมดนี้ แต่ก็รู้สึกว่ามันยากที่จะทนรับไหว
เพิ่งจะมาถึงก็ถูกทุกคนดูถูกแล้ว หลังจากนี้จะผ่านมันไปได้อย่างไร
“ในเวลานี้สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ หากสามารถเข้ามาและอยู่ต่อได้ก็นับว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนแรกแล้ว”
ฉู่หลิวเยว่บีบแก้มน้องแปดอย่างน่าเอ็นดู
“เอาเถอะ อย่าโกรธเลย รอยเหี่ยวย่นใกล้จะออกมาแล้ว”
“นายท่าน…”
น้องแปดกอดแขนของนางและโน้มตัวเข้ามาใกล้ด้วยความน้อยใจ
“ทั้งหมดเป็นเพราะน้องแปดไร้ประโยชน์ ไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำให้นายท่านพอใจ แต่ยังทำให้นายท่านถูกพวกเขาหัวเราะเยาะอีกด้วย”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มขึ้น
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้า ต่อให้ไม่มีตราสัญลักษณ์ พวกเขาก็ควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน นี่เป็นปัญหาพื้นฐานที่สุด ส่วนเรื่องที่พวกเจ้าไม่ใช่เทพศักดิ์สิทธิ์…ก็เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น”
จุดนี้ทุกคนสามารถมองออกอย่างเห็นได้ชัดเจน
“วันนี้เป็นวันแรกที่มาถึงที่นี่ ทุกคนกลับไปพักเถอะ หากมีสิ่งใดเกิดขึ้น รอหลังจากปรับตัวกันได้แล้วค่อยว่ากัน”
…
ฉู่หลิวเยว่ค้นหาห้องหนึ่งและเดินเข้าไป
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน แต่โชคดีที่มันสะอาดอย่างมาก
ทันทีที่นางนั่งลง ถวนจื่อก็ตะโกนอย่างควบคุมไม่ได้
“อาเยว่! อาเยว่!”
เพื่อความปลอดภัยฉู่ หลิวเยว่กางค่ายกลไว้บริเวณรอบๆ แล้วเรียกถวนจื่อออกมา
ฉู่หลิวเยว่ลูบหลังนางอย่างปลอบโยนและพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา
“อย่ากังวลไปเลย ไม่น่าเป็นเช่นนั้น”
นับว่านางก็คุ้นเคยกับอี้เจ้า ดังนั้นจึงสามารถแยกแยะความแตกต่างได้
เมื่อจิ้นอวิ๋นไหลใช้ขนนกปัดบนหน้าผากของนาง นางจึงให้ความสนใจกับการแยกแยะอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ โดยพื้นฐานแล้วมันไม่เกี่ยวข้องกับอี้เจาอย่างแน่นอน
ถวนจื่อถอนหายใจด้วยความโล่งอกก่อน ต่อมาจึงกังวลขึ้นอีกครั้ง
“แต่ถ้าไม่ใช่ของผู้เฒ่าประมุขแล้วเป็นของใครล่ะ”
ฉู่หลิวเยว่ตะลึงงันไปชั่วครู่
อันที่จริงสิ่งนี้เป็นปัญหาที่นางกำลังครุ่นคิดอยู่เช่นกัน
ขนนกทองคำบรรพบุรุษป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับบรรพกาลที่มีสถานะสูงส่ง แม้แต่คนธรรมดาทั่วไปล้วนยากที่ได้พบเห็น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการใช้ขนนกของพวกเขาเป็นปากกา?
VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...