ชูจิ้งโต้กลับทันควัน
“ไม่ใช่ว่าข้าห้ามไม่ให้พวกเขาไป แต่นี่คือกฎของเทือกเขาโอสถ พวกเขาไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ และหายาอายุวัฒนะในระดับเดียวกันมาแลกเปลี่ยนไม่ได้ แน่นอนว่ากฎก็ย่อมเป็นกฎ”
“กฎของเทือกเขาโอสถ เดิมทีเป็นเจ้าต่างหากที่ตั้งขึ้นเอง”
จิ้นอวิ๋นไหล่เบนสายตาไปทางอื่น ไม่หันมามองนางอีก
พวกเขารู้จักกันมาหลายปีแล้ว เขารู้ดีว่าชูจิ้งกำลังคิดอันใดอยู่
เทือกเขาโอสถที่ทอดตัวยาวหลายพันลี้ สถานที่ที่เต็มไปด้วยสมุนไพรนานาชนิดที่เติบโตมาอย่างดี สมบัติทางธรรมชาติอันไร้ที่สิ้นสุดและมีมูลค่านับไม่ถ้วน
และชูจิ้งก็แค่อยากได้ส่วนแบ่งของลาภลอยนี้
ในเมื่ออำนาจในการดูแลเทือกเขาโอสถถูกส่งมอบให้นางแล้ว ขอแค่นางไม่ได้ทำอันใดสุดโต่งเกินไป พวกคนด้านบนก็ไม่คิดจะสนใจใยดีด้วยซ้ำ
นางเป็นคนตั้งกฎเกณฑ์อันเข้มงวดและมีชั้นเชิงเหล่านั้น โดยนำคำที่ว่า “ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร”[1] มาใช้ได้อย่างเฉียบแหลม
ถึงจิ้นอวิ๋นไหล่จะไม่ชอบใจนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่นางทำนั้น ถือเป็นวิธีในการคัดคนและจำกัดจำนวนการใช้สมุนไพรของเหล่าปทุชนได้ระดับหนึ่ง
ถ้าต้องการสมุนไพรที่ดีที่สุด? ก็ต้องหาของที่สมน้ำสมเนื้อมาแลกกัน
ถ้าคุณสมบัติไม่ผ่านล่ะ?
เช่นนั้นก็รีบถีบตัวขึ้น พัฒนาความแข็งแกร่งของตนเพื่อให้ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้เสีย!
แม้เรื่องพรรค์นั้นจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม…
คนแบบนั้น ไม่ควรมาอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว
ไม่มีใครสนใจความเป็นความตายของคนอ่อนแอหรอกนะ
แม้นในบรรดาเสินสื่อทั้งหมด ลำดับของจิ้นอวิ๋นไหล่จะอยู่ก่อนชูจิ้ง แต่เพราะเสินสื่อแต่ละคนมีหน้าที่ต่างกัน ถึงจะไม่ชอบใจนัก แต่ก็ยากที่พวกเขาจะก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน
จิ้นอวิ๋นไหล่ไม่อยากเถียงเรื่องนี้กับชูจิ้งแล้ว จึงได้แต่เตือนว่า
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบใจนัก แต่อย่าลืมว่าร้านเจินเป่าเก๋อ ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจักไปทำให้ขุ่นเคืองได้”
ชูจิ้งเริ่มลุกลี้ลุกลน
“อย่าลืมล่ะ ไม่ว่าทางนั้นจะทำอันใด ก็ไม่ใช่เรื่องข้ากับเจ้าจะพูดว่า ‘ไม่’ ได้”
แค่คำพูดที่เพิ่งกล่าวมา ถึงหูร้านเจินเป่าเก๋อ ก็สร้างปัญหามากมายแล้ว
ดวงตากลมโตสวยเฉี่ยวของชูจิ้งสั่นไหว ก่อนจะยอมก้มหน้ารับคำในที่สุด
“อืม…ข้ารู้”
การถูกดุต่อหน้ามู่หยาเฟิงเช่นนี้ ทำเอานางเจ็บช้ำน้ำใจจนปั้นหน้าไม่ถูกเลยทีเดียว
นางอยู่ที่นั่นไม่นานนัก ก่อนจะหาข้ออ้าง และหันหลังกลับไปโดยเร็ว
กระทั่งร่างของนางหายไปจากครรลองสายตา จิ้นอวิ๋นไหล่ถึงค่อยหันมามองมู่หยาเฟิงอีกครั้ง
“ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ เจ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการกล่าวเตือนอย่างจริงจัง
มู่หยาเฟิงตกใจและตอบกลับพัลวัน
“เจ้าค่ะ มู่หยาเฟิงจำขึ้นใจเลยเจ้าค่ะ”
นางกล่าวเช่นนั้นพลางหลุบตาลงต่ำ ใจดวงน้อยเต้นระรัวราวหวาดหวั่น
นางรู้ดีว่าร้านเจินเป่าเก๋อนั้นได้ผู้มีอำนาจบาตรใหญ่คอยหนุนหลัง แม้แต่เสินสื่อยังไม่กล้าท้าทายอำนาจ
ดูๆ แล้วเหมือนว่าเสินสื่อจะไม่อยากมีปัญหากับร้านเจินเป๋าเก๋อด้วยซ้ำ ถึงได้เลือกหลีกเลี่ยง หลบคมเคียวให้พ้นตัว!
“ข้า…ข้าเพียงสงสัยว่า เหตุใดร้านเจินเป่าเก๋อถึงเลือกนาง…”
มู่หยาเฟิงกระซิบถาม พลางเงยหน้าขึ้นมองจิ้นอวิ๋นไหล่อีกครั้ง
“พรสวรรค์ของซั่งกวนเยว่นั้น โดดเด่นเกินใคร”
จิ้นอวิ๋นไหลเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง
“แม้นางจะไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ และไม่อาจทะลวงสวรรค์ผันกายเป็นเทพได้ แต่ร้านเจินเป่าเก๋อให้ความสำคัญกับนางมาก ถ้าบอกว่าให้นางอยู่ในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์พักหนึ่ง เพื่อช่วยคัดลอกรูปค่ายกลเหล่านี้ ก็พอเข้าใจได้”
“อย่างใดเสีย มันก็เรื่องของพวกเขา เจ้าไม่ต้องไปใส่ใจนัก ถึงนำ ‘ภาพทมิฬสิ้นอัคคี’ มาไม่ได้ เจ้าก็กลับไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองได้ มิได้ต่างกันเท่าใด เหล่าดาราเรียงราย ค่ายกลมากมายรวมตัว อยากเข้าใจถึงแก่นแท้ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย”
มู่หยาเฟิงรู้จักจิ้นอวิ๋นไหล่เป็นอย่างดี นางรู้ว่าที่เขาพูดมานั้นหมายความว่าอันใด ไม่จำเป็นต้องถามเพิ่มอีก นางผงกศีรษะรับคำอย่างชาญฉลาด และหันหลังจากไปทันที
จิ้นอวิ๋นไหล่หมุนตัวกลับเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ขณะสาวเท้าเข้าไป สองคิ้วพลันขมวดมุ่น


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...