………………..
หมิงซูสะดุ้งตกใจอย่างแรง จนเกือบเผลอโยนตำราในมือ
“ผะ ผู้ดูแลรองหมายความว่า…”
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเหยียนเก๋อสั่งเพียงว่า คนผู้นี้พิเศษมาก ต้องปฏิบัติต่อนางอย่างดี แต่ใครจะรู้ว่า…
เหยียนเก๋อเหลือบมองเขา
“เมื่อครู่เจ้า เอาแต่เรียกท่านผู้นั้นว่าแม่นางซั่งกวนใช่หรือไม่?”
“ชะ ใช่แล้ว มะ…มีปัญหาอันใดหรือ?”
น้ำเสียงของหมิงซูสั่นเครือ ราวสัมผัสได้ถึงบางอย่างลางๆ
เหยียนเก๋อแสร้งทำทีเห็นอกเห็นใจ
“ไม่มี ไม่มี เรียกแบบนี้ตอนอยู่ข้างนอกไม่เป็นไรหรอก แต่จำไว้ว่าต่อหน้าเถ้าแก่ใหญ่ต้องเรียกนางว่า ‘พระชายา’ ”
หมิงซู “…”
“นอกจากนี้ หากมีใครบางคนเช่นมู่หยาเฟิงที่เข้ามาบุกรุก เจ้าสามารถส่งเขาออกไปได้โดยตรง”
เหยียนเก๋อกอดอกและหรี่ตาลง
“ส่วนว่าจะส่งเขาออกไปหรือส่งไปลงนรกก็แล้วแต่ สำหรับเจ้า อันใดที่ทำให้ตาและหูของเจ้าสกปรก?”
หมิงซู “!”
“อีกอย่าง ถ้าหลังจากนี้มีคนแบบมู่หยาเฟิงบุกเข้ามาในร้านอีก เจ้าไม่ต้องเกรงใจ จับโยนออกไปเลย”
เหยียนเก๋อกอดอกพลางหรี่ตาลง
“จะส่งไปสวรรค์วิมาน ยมบาลอันใดก็แล้วแต่ เจ้าจัดแจงเอาเองแล้วกัน อย่าให้มันอยู่รกหูรกตาพระชายาเข้าใจหรือไม่?”
หมิงซู “…”
ส่งลงยมโลกอันใดกัน จะทำเรื่องแบบนั้นได้ที่ไหน!
เหยียนเก๋อยกมือขึ้นกอดอกหลวมๆ
“จิ้นอวิ๋นไหล่รึ จะกล้าหือ?”
…
ฉู่หลิวเยว่เดินออกมาจากร้านเจินเป่าเก๋อ หากมิได้มุ่งหน้ากลับเรือน แต่เปลี่ยนทิศทางสาวเท้าไปยังเส้นทางแห่งดวงดาวอีกครั้ง
ยามนี้นางกำลังยืนอยู่กลางเส้นทางแห่งดวงดาว
เมื่อมองลงไปก็จะเจอกับประตูสวรรค์
ครั้นมองขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
เส้นทางดวงดาวเปล่งแสงแพรวพราวระยิบระยับ
ครั้นกวาดตามองด้วยความเร็ว ก็จะเห็นร่างเงามากมายกระจายตัวกันอยู่บนเส้นทางดวงดาว ราวกำลังศึกษาค่ายกลบนนั้น
ฉู่หลิวเยว่เดินเข้าไปใกล้แล้วมองลงไป
ที่นี่คืออาณาเขตของค่ายกลระดับมหาปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่
นางเบนสายตาไปมองค่ายกลไม่กี่อันที่ใกล้ที่สุด พลางแอบถอนหายใจเบาๆ และอดไม่ได้ที่ย้อนกลับไปมองตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
หากมิได้มาที่นี่ นางคงคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นตำหนักสูงเด่นเป็นสง่า ที่ลอยเหนือท้องนภาในทะเลทรายจันทราสีชาดด้วยตาตัวเองเช่นนี้
และไม่รู้ว่าที่นั่นจะเหมือนกับที่เคยเห็นก่อนหน้านี้หรือไม่?
“หยุดมอง ถ้ามองอีกครั้ง เจ้าจะไม่มีโอกาสเข้าไปข้างใน”
ทันใดนั้นก็มีเสียงแปลกๆ ดังมาจากด้านหลัง
ฉู่หลิวเยว่หันกลับไปมองทันที ผู้มาใหม่นั้นมิใช่ใคร นอกจากเฉิงเพ่ย
เมื่อเทียบกับคราก่อน ยามนี้ใบหน้าเขาดูมีเลือดฝาดมากขึ้น เปี่ยมไปด้วยพลังปราณ ลมปราณรอบตัวเองก็แข็งแกร่งขึ้นมาก
ชัดเจนว่าหลังจากเข้าไปในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาใช้ประโยชน์จากอันใดก็ตามที่อยู่ในนั้นเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มรับและตอบว่า
“ข้าเพียงเสียดายแทนนายท่านเยว่ ครั้นอยู่ที่อาณาจักรเสิ่นซวี่ พรสวรรค์ของท่านเยว่นั้นช่างโดดเด่น ทรงพลังเกินต้าน ใครเล่าจักกล้าประมือด้วย? ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ ยามนี้กลับถูกละเลย ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนทุกค่ำวันเพราะกลัวจะถูกไล่ออก…ท่านเยว่ ถ้าข้าเป็นเจ้า คงไม่มีหน้าดั้นด้นอยู่ที่นี่ต่อไปหรอก”
ฉู่หลิวเยว่ยิ้มบาง พลางตอบไป
“ถ้าผู้อาวุโสเฉิงเพ่ยคิดอย่างนี้จริงๆ…เช่นนั้นต่อให้ข้าจากไปก็เหมือนเดิม”
เฉิงเพ่ยพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เขาพบว่า ไม่ว่าตัวเองจะพูดอันใดออกไป ก็เหมือนว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อฉู่หลิวเยว่เลย
จิตใจของนางแข็งแกร่งมาก แม้วาจาเหล่านั้นจักน่าเกลียดเพียงใด แต่นางก็ยังหัวเราะได้!
เขาสบถในลำคอเบาๆ
“ก็แค่นั้นแหละ ข้ายังมีเรื่องต้องทำอยู่อีก คงไม่ว่างเหมือนท่านเยว่”
ครั้นพูดจบ เขาก็ย่อตัวแล้วทะยานขึ้นไปบนทองฟ้า


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...