………………..
นับตั้งแต่ประสบกับเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในทะเลทรายจันทราสีชาด ฉู่หลิวเยว่ก็ยิ่งระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะเรื่องที่ถวนจื่อพูดเองเช่นนี้
อี้เจาหายตัวไปและอาจติดอยู่ในสระอัสนีบาตแห่งนี้ ไม่สามารถหาทางออกมาได้
และเผ่าหงส์ทองคำทั้งเผ่าก็จะถูกบีบให้สิ้นอำนาจอีกครา
ฉู่หลิวเยว่ก็เชื่อว่าอี้เจาจักต้องเจ็บปวดเป็นแน่
เขาดิ้นรนทำทุกอย่างมากมายเพียงนี้ เพื่อไม่ให้สมาชิกในเผ่าทุกตนต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดเหล่านั้น
ซึ่งหนึ่งในสมาชิกเหล่านั้น ก็รวมถึงถวนจื่อด้วย
ภาพตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ที่เด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหลัง ทำให้ฉู่หลิวเยว่ไม่กล้ารับประกัน ว่าต่อจากนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นหรือไม่
แต่นางไม่กล้าปล่อยให้ถวนจื่อเข้าไปในสระอัสนีบาตเพียงลำพังหรอก
นางจะต้องไปด้วย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็เลิกลังเลแล้วสาวเท้าไปข้างหน้าโดยตรง จากนั้น…
เพียงเท้าข้างหนึ่งจมลงในสระ!
ครืน!
ทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้าด้านบนพลันเคลื่อนตัวรวมกัน เสียงลมกระโชกหวีดร้องเสียดหู ทัณฑ์สวรรค์เหล่านั้นพุ่งมาตลิ่งฝั่งนี้ด้วยความเร็วสูง!
ฝูงชนที่เดิมทีหันมองนางเป็นพักๆ พลันเบิกตากว้าง เมื่อเห็นร่างของนางก้าวเข้าไปอยู่ในสระอัสนีบาต พวกเขาอึ้งพูดไม่ออกกันพักใหญ่
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ก็เริ่มมีแซ่เสียงวิจารณ์ดังขึ้นจากรอบด้าน
“นั่นคือซั่งกวนเยว่หรือ? นางลงไปในสระทั้งๆ แบบนั้นเลยหรือ? ใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปแล้ว?”
“ได้ยินว่านางเป็นถึงผู้แข็งแกร่งระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ และมีร่างศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทาน ข้าเดาว่านางอาจต้านพลังของอัสนีบาตได้พักหนึ่ง…”
“เหอะ ใครจะรู้ว่านางคิดการใดอยู่ ก่อนหน้านี้ก็ยอมแพ้เรื่องถนนแห่งดวงดาวกลางคัน แล้วตอนนี้ยังมาที่สระอัสนีบาตรอีก บางทีนางอาจจะอยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด ภายในเวลาอันน้อยนิดขณะอยู่ที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นได้ ครั้นยามจากไป จะได้ไม่เสียดายนักกระมัง?”
…
“ครืน”
ขาทั้งสองข้างของนางจมอยู่ในสระอัสนีบาต
ทัณฑ์สวรรค์หลายสายรวมตัวกันหมุนวนรอบตัวนาง และปกคลุมร่างกายส่วนใหญ่ของนางในไม่ช้า
อย่างใดเสีย อาจเป็นเพราะนางอยู่แถวๆ ขอบสระ พลังปราณภายในทัณฑ์สวรรค์เหล่านี้ ถึงมิได้สร้างความเสียหายต่อกายาของนาง
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินไปข้างหน้า
…
ภายในห้อง เฉินอีกำลังเอนตัวพิงเก้าอี้
บนโต๊ะตรงหน้าเขามีขวดน้อยใหญ่หลายสิบใบตั้งอยู่
“อยู่ที่นี่แล้วหรือ?” เสียงทุ้มเอ่ยพึมพำราวกระซิบ
ใต้ดวงตากลมโตของน้องแปดปรากฏรอยดำคล้ำ ก่อนจะล้มลงนอนบนเก้าอี้ยาวด้านข้างอย่างหมดแรง
“อยู่ที่นี่… กัน… หมดแล้ว…”
เฉินอียกมือขึ้นหยิบขวดหยกขึ้นมาหนึ่งขวดแล้วเปิดดู
กลิ่นหอมอันเข้มข้นของยา แพร่กระจายออกมาจากด้านใน
เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ดีกว่าครั้งที่แล้วนะ”
เป็นเรื่องยากที่จะได้ยินคำชมจากเขา น้องแปดรีบเงยหน้าขึ้นมองด้วยความซาบซึ้ง
“จริงหรือ? ถ้าไม่คืบหน้า ข้าคงช้ำใจตายเพราะทำงานหนัก จนใต้ตาดำคล้ำเช่นนี้แน่ๆ”
เฉินอีผงกศีรษะสองที
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ข้าเองก็ตั้งใจทำมากเหมือนกัน!”
ช่วงนี้ความสามารถในการกลั่นโอสถของนางเพิ่มพูนขึ้นเป็นอย่างมาก
แม้แต่นางเองก็ยังอยากจะร้องไห้กับความพรากเพียรพยายามอันหนักหน่วงของตน
เฉินอีเลิกคิ้วนิดๆ
“อย่างเจ้าเคย ‘ตั้งใจ’ กับใครเขาด้วยรึ?”
น้องแปด “…”
“ถ้าเจ้าตั้งใจมากพอ ยามนี้คงไม่ต้องฝึกฝนสิ่งเหล่านี้หรอก”
เฉินอีกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มิใช่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นการพูดเรื่องจริง
และยิ่งพูดก็ยิ่งกระตุ้นความรู้สึกของคนฟัง
น้องแปดถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาทันที
“พี่ใหญ่! ขนาดนี้ท่านก็ยังไม่พอใจอีกรึ!?”
นอกจากยาพวกนี้จะเป็นยาเม็ดระดับมหาปรมาจารย์โอสถทั้งหมดแล้ว ทว่าสิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ
นางมิได้กลั่นออกมาเพียงเม็ดสองเม็ด แต่เป็นเก้าสิบถึงร้อยเม็ดเลยด้วยซ้ำ!
ถ้าข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ใครต่อใครย่อมตกอกตกใจกันทั้งบาง!
แต่พี่ใหญ่ยังไม่พอใจอี?
ทันใดนั้น เฉินอีก็มองไปยังหัวซวงซวงที่นั่งอยู่ข้างๆ
“ตอนนี้เหลียงเหอคือเซียนหมอระดับปรมาจารย์ ที่อายุน้อยที่สุดในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?”


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...