………………..
ฉู่หลิวเยว่พลันตะลึงงัน
ทัณฑ์สวรรค์สีทองแฝงไว้ด้วยอุณหภูมิอันร้อนแรง พาดผ่านบนหลังมือของนางอย่างแผ่วเบา อย่างระมัดระวัง กลับยังแฝงไว้ด้วยความคิดถึงอันยากจะเอื้อนเอ่ยชนิดหนึ่ง
จากนั้น ทัณฑ์สวรรค์สีทองที่อยู่โดยรอบเหล่านั้นก็เกาะกลุ่มเข้าด้วยกันอย่างเริงร่าหลังจากผ่านความหวาดกลัวไปแล้ว ต่างก็สัมผัสอย่างแผ่วเบาลงบนลำแขนและไหล่ของนาง
อำนาจกดดันอันดุร้ายก่อนหน้านี้ ในเวลานี้กลับเลือนหายไปจนสิ้น สิ่งที่เข้ามาแทนที่ กลับเป็นมิตรและไมตรีอันไม่อาจปกปิด
ฉู่หลิวเยว่กะพริบตาปริบ
สถานการณ์นี้…
“อาเยว่! เหมือนว่าพวกมันจะรู้จักเจ้านะ!”
เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของถวนจื่อลอยมาจากก้นบึ้งหัวใจ
“เมื่อก่อนเจ้าเคยมาที่นี่หรือ!?”
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แน่นอนว่าไม่เคย”
เปรี๊ยะ!
มีอันใดบางอย่างชนเข้ามาที่ช่วงเอวของนางจากทางด้านหลังอย่างไม่เบาไม่หนัก
นางหันศีรษะกลับไปมองปราดหนึ่ง ก็พบว่ามีทัณฑ์สวรรค์สีทองหลายสายแล่นมาถึงที่ด้านหลังของนางไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด
สายหนึ่งในนั้นก็กำลังแล่นปราดไปมา ชัดแจ้งว่าเป็นสายที่ชนนางเมื่อครู่
อันที่จริงเมื่อครู่นี้นั้นไม่เจ็บ แต่ฉู่หลิวเยว่กลับสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจที่ซ่อนอยู่ในนั้น
ไม่พอใจหรือ?
ฉู่หลิวเยว่พลันเลิกคิ้ว
ถวนจื่อพึมพำประโยคหนึ่ง
“อาเยว่ เหมือนว่าเจ้าจะทำให้พวกมันโกรธนะ…”
ฉู่หลิวเยว่ “…”
นางยกสองมือขึ้นอย่างเงียบเชียบ
“เช่นนั้น…ไม่ว่าจะพูดว่าอย่างใด วันนี้พวกเราก็นับว่าเคยพบกันแล้วใช่หรือไม่? ทุกท่าน รบกวนหลีกทางให้สักหน่อยได้หรือ?”
นางยังคิดอยากจะมาดูสถานการณ์ที่ด้านในนั้นสักหน่อย
พรึ่บ!
วาจาเพิ่งจะจบ ทัณฑ์สวรรค์สีทองหลายสายตรงหน้าพลันทยอยแหวกทางออกเป็นสองฝั่ง เกิดเป็นเส้นทางสายหนึ่งที่ตรงกลาง
ถวนจื่อตะโกนอย่างตื่นตะลึง “เชื่อฟังกันจังเลย! อาเยว่ เจ้าไม่อยากจะเก็บพวกมันมาเป็นน้องชายน้อยสักหน่อยหรือ?”
น่าอิจฉาจัง ฮึฮึฮึ!
ฉู่หลิวเยว่ “…”
ชัดแจ้งว่าถวนจื่อตนนั้นเป็นเด็กสาวที่ขาวสะอาดน่ารักหมดจด แล้วเหตุใดทั้งวันในสมองนั้นคิดแต่จะรับ
น้องชาย ตั้งเป็นพี่หญิงใหญ่เล่า?
มีอยู่ชั่วพริบตาหนึ่งที่ฉู่หลิวเยว่สงสัยว่าตนเองนั้นสอนเด็กให้เสียคนไปแล้วใช่หรือไม่
แต่รวดเร็วอย่างยิ่ง นางก็กดความคิดเหล่านี้ลงไป แล้วเดินไปด้านหน้า
เมื่อไม่มีการขวางกั้นเป็นชั้นๆ ของทัณฑ์สวรรค์สีทองเหล่านี้ ด้านหน้าจึงเหลือเพียงทัณฑ์สวรรค์สีทองชั้นสุดท้ายที่พาดทับกันจนกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่
นางจ้องนิ่งมองไป สุดท้ายก็มองเห็นทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างชัดเจน
ทันใดนั้น นางถึงกับหยุดหายใจไปโดยพลัน
ตรงหน้า ทัณฑ์สวรรค์สีทองหลายสายต่างก็ถักทอกันขึ้นมาเป็นกรงขังทรงกลมขนาดใหญ่กรงหนึ่ง
อีกทั้งที่ตำแหน่งจุดศูนย์กลาง มีเงาร่างหนึ่งกำลังถูกโซ่ตรวนสีดำนับไม่ถ้วนพันธนาการ!
เวลานี้ ทั่วทั้งกายเขาแทบจะถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ตรวนทั้งหมดแล้ว บนกาย บนโซ่ตรวน ทุกแห่งล้วนเป็นรอยโลหิตกระซ่านเซ็น
เขากำลังก้มหน้าลงเล็กน้อย ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเสียจนแผ่สยายลงมาปกปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาเอาไว้
แต่ฉู่หลิวเยว่ยังสามารถมองเห็นใบหน้าที่ซีดขาวไร้ที่เปรียบของเขา รวมถึงรอยเลือดที่มุมปากได้
ม่านตาฉู่หลิวเยว่พลันหดตัว หัวใจราวกับว่าถูกบีบแน่น ลมหายใจทั้งหมดที่กลางอกล้วนถูกปล้นชิง แทบจะหายใจไม่ออก
…นางไม่เคยเห็นอี้เจาอยู่ในสภาพอันน่าเวทนาเช่นนี้มาก่อน!
“ท่านปู่เจ้าสำนัก!”
แสงเรืองสีทองชาดพลันกะพริบวาบ ถวนจื่อทะยานตรงออกมา หมายจะพุ่งไปด้านในโดยไม่แม้แต่จะคิด
เปรี๊ยะ!
พริบตาที่ถวนจื่อปรากฎตัว โซ่ตรวนภายในกรงสีทองคล้ายว่าจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงอันใดบางอย่าง จึงเคลื่อนขยับโดยพลัน!
“ถวนจื่อ!”
ระฆังเตือนภัยพลันร้องดังลั่นขึ้นท่ามกลางห้วงความคิดของฉู่หลิวเยว่ พลันคว้าถวนจื่อกลับมาอย่างมือไวตาไว แล้วกอดแน่นเอาไว้อยู่ในอก
สัมผัสอันตรายเย็นเยียบอันยากจะบรรยายขุมหนึ่งล้นทะลักมาจากทั่วทุกสารทิศ!
หัวใจของฉู่หลิวเยว่พลันเต้นผิดจังหวะ!
และก็เป็นในเวลานี้เอง อี้เจาที่ถูกพันธนาการเอาไว้ก็ขยับในที่สุด
เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ภายในนัยน์ตาสองข้างที่ผ่านโลกมาช่างโชกโชนคู่นั้นวาบปรากฏเป็นสีแดงเข้มสายบาง
“ท่านคือ…เสินสื่อสำดับที่สี่หรือ?”
นางเอ่ยถามหยั่งเชิง
มู่ตงโหย่วพลันหรี่ตา
“ไม่ผิด ข้าคือเสินสื่อสำดับที่สี่มู่ตงโหย่ว! แล้วเจ้าเป็นใคร?”
คนของตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ เขาล้วนเคยเห็น เพียงแต่ใบหน้านี้ เขาไม่คุ้นตาอย่างยิ่ง
เมื่อครุ่นคิดเล็กน้อย ก็รู้ว่าน่าจะเป็นคนใหม่ที่เพิ่งมายังตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์
ฉู่หลิวเยว่เอ่ยในใจว่าเป็นดั่งคาด แต่อารมณ์บนใบหน้ากลับเป็นความเคารพและเกรงใจเป็นพิเศษ
“ซั่งกวนเยว่คารวะเสินสื่อสำดับที่สี่ วันนี้มาที่นี่ เป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น ไม่ได้เจตนาจะทำให้ขุ่นเคือง ยังขอให้เสินสื่อสำดับที่สี่โปรดอภัย!”
“เจ้าก็คือซั่งกวนเยว่หรือ?”
เมื่อมู่ตงโหย่วได้ยินวาจานี้ อารมณ์บนใบหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ฉู่หลิวเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“เสินสื่อสำดับที่สี่…รู้จักข้าหรือ?”
มู่ตงโหย่วหัวเราะเสียงหนึ่ง
“บอกไม่ได้ว่ารู้จัก เพียงแต่ช่วงนี้เจ้านั้นมีชื่อเสียงอย่างมากที่ตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์”
น้ำเสียงของเขาฟังอารมณ์ไม่ออก ฉู่หลิวเยว่จึงไม่ค่อยแน่ใจว่าวาจานี้ของเขานั้นเป็นคำสรรเสริญหรือว่าปรามาส
แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดตรงหน้านี้ย่อมเป็นการออกไปจากที่นี่โดยเร็ว
“วันนี้ข้ามาที่นี่ ไม่ได้เจตนาจริงๆ…”
พรึ่บ!
วาจาของนางยังไม่ทันจบ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงแหวกอากาศสายหนึ่งดังขึ้นมา!
แววเย็นเยียบกะพริบพาดผ่านนัยน์ตาของฉู่หลิวเยว่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขยับ ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
ขวับ!
เคียวอันแหลมคมเล่มนั้น พาดอยู่บนลำคอของนาง!
โลหิตทั่วกายของฉู่หลิวเยว่ในเวลานี้ล้วนราวกับว่าจะจับตัวแข็ง
สายตาของมู่ตงโหย่วนิ่งเย็น เอ่ยถามเสียงต่ำ อย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เมื่อครู่ เจ้ามองเห็นอันใด?”
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...