………………..
ฉู่หลิวเยว่เหลือบสายตาขึ้นไปมองด้านบน
คลื่นกระแสที่กระเพื่อมอยู่บนความว่างเปล่าปกปิดหน้าตาและรูปร่างของเขา จึงพอมองออกได้แค่รางๆ ว่าน่าจะเป็นบุรุษที่รูปร่างค่อนข้างสูงโปร่งผู้หนึ่ง
เขามิได้เดินออกมาจากคลื่นกระแสที่กระเพื่อมขึ้นลง ทั่วทั้งร่างของเขาจึงดูราวกับปกคลุมอยู่ในหมอกมายาอันเลือนรางก็มิปาน
กระทั่งสุ้มเสียงของเขาก็ฟังดูเหมือนแว่วดังมาจากที่ไกลๆ ฟังได้ไม่ถนัดถนี่
”เสินสื่อลำดับแปด ตอนนี้เจ้ามองว่าเทือกเขาโอสถทั้งลูกเป็นสมบัติส่วนตัวไปแล้วหรือไร?”
สุรเสียงนั้นเย็นยะเยือกและเรียบนิ่ง ทว่ากลับแฝงไว้ซึ่งแรงกดดันอันหนักหน่วง
ทุกๆ คำล้วนราวกับก้อนหินหนักอึ้งที่ร่วงลงมาทับจนหายใจไม่ออก
ซูจิ้งที่ตกอยู่ในสภาพหนังหน้าไฟถึงกับหน้าซีดขาวลงทั้งอย่างนั้น
ทันใดนั้นนางก็ก้มศีรษะลง ในน้ำเสียงแฝงแววตื่นตระหนกอยู่จางๆ
“ซูจิ้งมิกล้า!”
ผู้คนทั้งหมดที่อยู่โดยรอบต่างยืนกลั้นหายใจ เงียบสงัดเสียจนสามารถได้ยินเสียงแซ่กแซ่กของใบไม้ยามมีสายลมพัดผ่าน
ในตอนนั้นประหนึ่งพื้นที่ว่างขนาดใหญ่ล้วนกำลังแข็งตัวไปอย่างใดอย่างนั้น!
ฉู่หลิวเยว่คิ้วกระตุก
คนผู้นี้คือใครกัน ถึงได้ทำให้เสินสื่อลำดับแปดผู้สูงศักดิ์เช่นซูจิ้งอ่อนน้อมได้ขนาดนี้ กระทั่งว่า… ค่อนข้างหวาดกลัวและยำเกรงด้วยซ้ำ?
คนผู้นั้นเอ่ยต่อว่า
“มิกล้า? แล้วเจ้ากล้าพูดหรือไม่ว่าเรื่องขบขันเหลวไหลในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเจ้าใช้ตำแหน่งของตัวเองได้โดยไร้ยางอาย”
ซูจิ้งตื่นตะลึง เพิ่งตระหนักได้ว่าที่อีกฝ่ายมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้!
แต่…
ท้ายที่สุดแล้ว มันก็เป็นแค่เซียนหมอสองคนมาประลองฝีมือกัน เหมือนกับพวกละครที่มักเกิดขึ้นในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์บ่อยๆ ก็ไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อันใดนี่นา
ความคิดในหัวของซูจิ้งแล่นพล่านออกมามากมายนับไม่ถ้วนจนวุ่นวายหาสิ่งใดเปรียบ แต่คิดให้ตายอย่างใดก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
นางเม้มริมฝีปาก เอ่ยแก้ต่างให้ตัวเองว่า
“ท่าทางท่านจะเข้าใจบางอย่างผิดไป เรื่องในวันนี้สาเหตุหลักเป็นเพราะซั่งกวนเยว่คิดจะเก็บกระวานเร้นมังกร แต่หนึ่งคือนางไม่ใช่เซียนหมอระดับปรมาจารย์ สองคือไม่มีตราแห่งสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ เดิมทีก็ย่อมไม่ได้รับอนุญาตให้มาเก็บสมุนไพรระดับนี้ไปอยู่แล้ว ข้าโน้มน้าวหลายต่อหลายรอบ นางก็ยังคงดื้อรั้นไม่เปลี่ยน สุดท้ายนางจึงยื่นข้อเสนอมาว่าอยากประลองร่วมกับเหลียงเหอ…”
ความหมายของคำพูดนี้คือ ต้นเหตุของเรื่องนี้ทั้งหมดก็คือฉู่หลิวเยว่
“นางจะใช้ก็ให้นางเก็บไป เหตุใดเจ้าต้องจงใจทำเรื่องให้มันยากเช่นนี้ด้วย”
อีกฝ่ายเอ่ยตัดบทนาง
ซูจิ้งขมวดคิ้ว “นี่…ข้าไม่ได้จงใจทำให้เรื่องมันยากแก่นาง พวกนี้ก็แค่จัดการไปตามกฎเท่านั้น ข้า…”
“กฎ?”
คนผู้นั้นราวกับหัวเราะออกมาคำรบหนึ่ง
“กฎของใคร?”
ซูจิ้งพลันตอบโต้ไม่ออก ริมฝีปากสั่นระริก ทั่วทั้งกายห่อหุ้มไปด้วยไอเย็นเยียบ
นางรับผิดชอบดูแลเทือกเขาโอสถมาหลายปี และแต่ไหนแต่ไรมามันก็ล้วนแต่ดำเนินไปตามกฎที่นางตั้งขึ้น
เริ่มแรกนางยังคงรู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง ทว่าหลังจากดูจะไม่มีคนมาสนใจเรื่องพวกนี้ นางก็ค่อยๆ วางใจ
เซียนหมอนับไม่ถ้วนในตำหนักมายาศักดิ์สิทธิ์ต่างสุภาพอ่อนน้อมต่อนาง ตราบใดที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับยอดเขาโอสถ ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนาง
ครั้นเวลาผ่านไป ก็ยากจะหลีกเลี่ยงความลำพองใจ
จนกระทั่งทุกวันนี้ กฎยิ่งทวีความเข้มงวด เทือกเขาโอสถจึงกลายเป็นที่ที่ขึ้นตรงกับคำพูดของนาง
แต่อย่างใดนางก็คาดไม่ถึงว่า ท่านผู้นั้นจะเลือกมาคิดบัญชีกับนางเอาวันนี้?
“หลายหมื่นปีก่อน เทือกเขาโอสถแห่งนี้เข้าออกได้ตามใจ แต่เจ้ากลับตัดสินใจด้วยตัวเอง ใช้ข้อห้ามทั้งหลายมาจำกัดคนเข้าออกเทือกเขาโอสถ เดิมสมควรรับโทษ! นับแต่วันนี้เป็นต้นไป กฎพวกนั้นของเจ้าถูกยกเลิก!”
ซูจิ้งแสบร้อนไปทั้งหน้าราวกับประเคนฝ่ามือตบฉาดสองสามทีเข้าที่ใบหน้าต่อหน้าธารกำนัลก็มิปาน!
ต่อหน้าผู้คนมากมายปานนี้ นี่เป็นการไม่ไว้หน้านางเลยแม้แต่นิดเดียว
บรรดาฝูงชนที่อยู่โดยรอบยังคงเงียบกริบเหมือนเดิม ครั้นได้ยินคำพูดนี้ต่างก็ลอบส่งสายตากันไปมา
เสินสื่อลำดับแปดไปยั่วโมโหท่านผู้นั้นเข้าอย่างนั้นหรือ
แต่หลายปีมานี้ก็ดำเนินเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร เหตุใดจู่ๆ วันนี้ถึงได้…
“หลังจากนี้ ไม่ว่าใครต้องการมาที่เทือกเขาโอสถล้วนเข้าออกได้ตามสบาย อยากได้สมุนไพรชนิดใดก็เก็บไปได้ตามใจ ไม่มีข้อจำกัด เสินสื่อลำดับแปด จำเอาไว้ เจ้ารับผิดชอบดูแลเทือกเขาโอสถ ไม่ได้แปลว่ามีอำนาจควบคุมเทือกเขาโอสถ!”

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดหญิงลิขิตสวรรค์
ขอบคุณมากค่ะ สนุกมากกกค่ะ...
สนุกมากค่ะ...
อ่านสนุกมากค่ะ ติดตามอ่านทุกตอน...