พอเห็นชายผู้นี้ เหล่าผู้เรียนต่างแสดงสีหน้าหวาดหวั่น ต่างพากันหลีกทางให้เป็นช่อง ชายร่างใหญ่ก้าวตรงไปยังบุรุษวัยราวสามสิบผู้หนึ่ง เขาคือ “มหาปรมาจารย์” ของสำนักศิลปะการต่อสู้เหลียนซาน คำว่า “มหาปรมาจารย์” ในที่นี้หมายถึงผู้เรียนที่ทั้งฝีมือและคุณธรรมโดดเด่น มีบารมีสูงในหมู่ผู้เรียน และต้องได้รับการยอมรับจากหัวหน้าสำนักคนเก่าด้วย
มหาปรมาจารย์ผู้นี้ชื่อ จางเฉิน อายุ 31ปี เขาเข้าสำนักตั้งแต่อายุ 10ขวบ มุ่งมั่นฝึกฝน ค่อยๆ ก้าวหน้าทีละขั้น บัดนี้เขาคือผู้แข็งแกร่งระดับชั้นที่สามของแดนลับ
ทว่า ชายร่างใหญ่คนนี้ชื่อ ฉินจวี้เฟิง เขาเข้ามาในสำนักเมื่อแปดปีก่อน คนผู้นี้พรสวรรค์สูงส่ง แรงกำลังมหาศาล เรียนเพียงสามปี ฝีมือก็แทบไม่ด้อยไปกว่าจางเฉิน จากนั้นเขาก็เห็นว่าสำนักไม่มีอะไรจะสอนเขาได้มากกว่านี้ จึงออกจากสำนักศิลปะการต่อสู้เหลียนซาน ไปทำงานที่จวนอ๋องตะวันออก และได้รับความโปรดปรานจากตงหวาง กลายเป็นยอดขุนพลคนหนึ่งใต้บัญชาของตงหวาง
หลายปีมานี้ ฉินจวี้เฟิงแทบไม่กลับมา เว้นเสียแต่ว่าจะมีงานใหญ่เช่นการประเมิน เขาจึงจะโผล่มาสักครั้ง ทว่าทุกครั้งที่กลับมา เขายิ่งดูแคลนมหาปรมาจารย์ จางเฉิน มากขึ้นไปอีก ถึงขั้นเห็นว่าฝีมือหัวหน้าสำนักก็แค่นั้นเอง จึงมักพูดจาไม่ให้เกียรติต่อสำนัก
เรื่องทำนองนี้พบได้แทบทุกสำนักศิลปะการต่อสู้ เมื่อใดที่บางคนแข็งแกร่งมากพอ ก็มักจะเป็นเช่นนี้
จางเฉินสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยว่า “ฉินจวี้เฟิง ท่านหัวหน้าสำนักผู้เฒ่าอยู่ที่นี่ ยังไม่รีบมาคารวะ!”
ฉินจวี้เฟิงเหลือบมองโจวฉีฝูเพียงแวบเดียว ก่อนฮึดฮัดในคอ เขาไม่เคยเห็นหัวหน้าสำนักคนเก่าลงมือ มีแต่คำเล่าลือให้ได้ยิน หลายปีมานี้พลังยุทธ์ของเขาลึกซึ้งยิ่งขึ้น จึงยิ่งไม่เห็นหัวหน้าสำนักคนเก่าอยู่ในสายตา ทว่าเขาไม่รู้เลยว่าเหตุที่ท่านผู้เฒ่าไม่ใส่ใจเขา ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายเกรงฝีมือเขา แต่เพราะเขายังอ่อนด้อยเกินไป ไม่คู่ควรให้ท่านต้องลงมือปราม!
จางเฉินเดือดดาล “ฉินจวี้เฟิง!”
ฉินจวี้เฟิงเหลือบตามองจางเฉิน เอ่ยว่า “จางเฉิน ไม่ต้องตะคอกใส่กู กูไม่กลัวมึงหรอก แน่จริงก็มาสู้กับกูสักยก ถ้ามึงชนะกูได้ กูจะเชื่อฟังมึง แต่ถ้ามึงแพ้ ต่อไปต้องเรียกกูว่า ‘มหาปรมาจารย์’!”
โจวฉีฝูยิ้มเล็กน้อย หันไปบอกอู๋เป่ยว่า “อู๋เป่ย ไปประเมินฉินจวี้เฟิง”
อู๋เป่ยรับคำสั้นๆ แล้วก้าวฉับๆ เข้าไปหาเขา แรกเริ่มฉินจวี้เฟิงไม่ใส่ใจอู๋เป่ยนัก แต่พออู๋เป่ยเข้ามาในระยะห้าก้าว อยู่ๆ หัวใจก็สะท้านเฮือก เผลอถอยกรูดไปสองก้าว มองอู๋เป่ยอย่างตื่นตะลึง
อู๋เป่ยยิ้มบางๆ เอ่ยอย่างสุภาพว่า “ฉินจวี้เฟิง ผมรับผิดชอบการประเมินของสำนัก ผมชื่ออู๋เป่ย หวังว่าจะให้ความร่วมมือครับ”
หลังจากอึ้งไปชั่วครู่ ฉินจวี้เฟิงก็ฮึดฮัดเสียงหนัก “มึงเป็นใครวะ ถึงจะมาประเมินกู?”
อู๋เป่ยกะพริบตา ถามว่า “งั้นก็ไม่ร่วมมือสินะครับ?”
ฉินจวี้เฟิงกอดอก เอ่ยเย็นชา “ไม่ให้ความร่วมมือ แล้วมึงจะทำอะไรกูได้?”
โครม!
พอพูดจบ ฉินจวี้เฟิงก็ถูกกระแทกลงพื้นอย่างแรง จนดาวพร่างพรายอยู่เต็มตา สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ หลายวินาทีให้หลังจึงค่อยได้สติกลับมา ตะโกนลั่น “แกกล้าลอบโจมตีกู!”
ว่าแล้ว อู๋เป่ยก็ฉุดเขาลุกขึ้น จากนั้นถอยไปยืนห่างห้าก้าว เอ่ยว่า “ดูให้ชัด นี่ไม่ใช่การลอบโจมตี”
พอพูดจบ ฉินจวี้เฟิงก็ถูกทุ่มกระแทกพื้นอีกครั้ง คราวนี้แรงกว่าเดิมจนเกือบสลบ
อู๋เป่ยมองเขาพลางยิ้มๆ ถามว่า “เป็นไง เจ็บไหม?”
ฉินจวี้เฟิงพักใหญ่กว่าจะยันตัวขึ้นมาได้ เอ่ยอย่างตกตะลึง “ทำได้ยังไง?”
อู๋เป่ยว่า “ถ้าอยากเรียน ผมสอนได้ครับ”
ฉินจวี้เฟิงหน้าแดงก่ำ ผ่านไปครึ่งนาทีจึงตะโกนลั่น “แน่จริงมาสู้กันแบบลูกผู้ชายตัวต่อตัว!”
อู๋เป่ยมองเขาประหนึ่งมองคนโง่ ถามว่า “แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่ายุติธรรมล่ะ?”
ฉินจวี้เฟิงว่า “ไม่ลอบโจมตี ประจัญหน้าแลกหมัด!”
อู๋เป่ยพยักหน้า “ได้ ผมจะยืนเฉยๆ นายอยากตีตรงไหนก็ตี”
ฉินจวี้เฟิงลุกพรวด สูดลมหายใจลึก ลมปราณสีดำผุดขึ้นเหนือฝ่ามือขวา ค่อยๆ ก่อรูปเป็นอักขระยันต์หนึ่ง
เห็นดังนั้น กู้ชิงเหลียนร้องเตือน “ระวัง! เขากำลังใช้เวทมนตร์ลับ!”
อู๋เป่ยจึงถามโจวฉีฝูว่า “ท่านผู้เฒ่า ทำไมสำนักถึงไม่มีหัวหน้าสำนักมาสามปีแล้วครับ?”
ได้ยินคำถามของอู๋เป่ย แววตาโจวฉีฝูฉายแววเคียดแค้นขึ้นมาชั่วแล่น เอ่ยว่า “หัวหน้าสำนักคนก่อนถูกท้าประลองแล้วถูกซัดตายต่อหน้าต่อตาข้า”
อู๋เป่ยขมวดคิ้ว “คนร้ายคือใคร?”
โจวฉีฝู “ยอดฝีมือหนุ่มจากประเทศฟูซัง ริวจวนจิ้ง”
อู๋เป่ย “อีกฝ่ายฆ่าคน ทำไมปล่อยให้เขาไปเฉยๆ ล่ะครับ?”
โจวฉีฝูทอดถอนใจแผ่ว “ริวจวนจิ้งเป็นคนของโลกเซียนฟูซัง เบื้องหลังมีตระกูลผู้ฝึกฝนเที่ยงแท้ที่ทรงอำนาจหนุนหลัง เหลียนซานจงไม่อยากหักหาญกับพวกเขา”
จางเฉินกลั้นไม่อยู่เอ่ยขึ้นว่า “หัวหน้าสำนักคนนั้น แท้จริงคือบุตรชายคนเล็กของท่านผู้เฒ่า!”
ได้ยินดังนี้ อู๋เป่ยก็สะดุ้งในใจ โจวฉีฝูต้องเห็นบุตรชายถูกฆ่าต่อหน้าต่อตา แต่กลับไม่อาจตอบโต้ สำหรับเขาย่อมเป็นอดีตอันเจ็บปวดที่ไม่อยากรำลึก
สีหน้าโจวฉีฝูเรียบเฉย เขาตบไหล่อู๋เป่ยเบาๆ เอ่ยว่า “อู๋เป่ย อนาคตเจ้ากว้างไกลนัก ต้องพยายามให้มาก อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
อู๋เป่ยพยักหน้าเบาๆ “ท่านผู้เฒ่า โปรดวางใจครับ”
อู๋เป่ยเดินหน้าประเมินผู้เรียนของสำนักต่อ ส่วนฉินจวี้เฟิงก็ทำหน้าประจบติดตามอู๋เป่ยไม่ห่าง เดิมทีเขาเร่งรัดว่าต้องรีบไป แต่ตอนนี้กลับไม่รีบแล้ว
“ทำไมยังไม่ไปล่ะ ไม่ใช่ว่ายุ่งมากเหรอ?” อู๋เป่ยเอ่ย
ฉินจวี้เฟิงหัวเราะแหะๆ แล้วว่า “หัวหน้าสำนัก ท่านยังไม่สั่ง ผมไม่กล้าไปครับ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดคุณหมอตาวิเศษ
เรื่องนี้ไม่มีเปิดให้อ่านฟรีประจำวันแล้วเหรอครับ *-*...
ทำไมบางตอนถึงสั้นจังครับ...
เสียตังด้วยออ...
ก็แค่นิยายก๊อปปี้เนื้อเรื่องกันไปมาทำไมต้องเสียตังอ่าน😛😛😛...
ชอบอ่านฟรีมากกว่า555...
เวปนี้เสียเงินด้วยหรือผมอ่านมาหลายเรื่องแล้วผึ่งมาเจอระยะหลังต้องเสียเงิน...
น่าจะมีหักทาง ทรูมันนี่วอเล็ตบ้างนะคับ...
ใครเคยเติมบ้างแล้วครับ เติมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง...
แล้วเติมเหรียญยังงัย...
อ่านมาเพิ่นๆหลังๆมาเสียตังซะแล้ว...