หลังจากปรึกษากันครู่หนึ่ง พวกเขาก็ใช้วิชาหลบหนี ออกจากยอดเขาเสินหนงไป
ยังไปไม่ถึงถนนแสงทอง ก็มีเงาร่างสองสายโผล่มาขวางหน้า พวกเขาชะงักลอยตัวอยู่กลางอากาศ เหลิ่งชิงฮุยมองคนที่มาขวาง สีหน้าซีดลงเล็กน้อย
“พวกเจ้าไปได้ แต่เขา…ต้องอยู่!”
คนพูดสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์สีทอง คาดเอวดาบเสี้ยวพระจันทร์ หมวกก็ทำจากหนังสัตว์สีทองเหมือนกัน รูปร่างเขาสูงใหญ่ ดวงตาเป็นสีม่วง คิ้วหนาเชิดขึ้นเต็มไปด้วยหนวดเครา
เหลิ่งชิงฮุยเอ่ยว่า “คุณชายจวี่ พวกเราเป็นศิษย์ไท่หวงเจี้ยว…”
“หุบปาก กล้าพูดอีกคำเดียว เจ้าก็ต้องอยู่!”
คุณชายจวี่ผู้นี้ไม่คิดจะไว้หน้าเหลิ่งชิงฮุยเลยแม้แต่น้อย
เหลิ่งชิงฮุยไม่กล้าพูดอะไรอีกจริง ๆ ได้แต่หน้าตึง ถอยออกไปห่าง ๆ
อู๋เป่ยรู้ว่าพวกนี้ตั้งใจมาหาเขาโดยเฉพาะ จึงหันไปบอกจื่อซีว่า
“พวกเจ้าไปคอยรอข้าที่เนินเขาลูกโน้นก่อน”
ไม่ไกลนักมีเนินเขาลูกหนึ่ง บนภูเขามีคนยืนอยู่สองคน ก็คือสองคนที่เขาเจอบนยอดเขาเสินหนงนั่นเอง คนหนึ่งสวมเสื้อฟ้า อีกคนสวมเสื้อเหลือง
จื่อซีเอ่ยว่า “คุณชายอู๋ คนผู้นี้คือคุณชายแห่งจวี่เจีย เผ่าราชวงศ์”
อู๋เป่ยเคยได้ยินมา ว่าบนหัวหวั่นไจ้ซื่อเจียกับนิกายใหญ่ทั้งหลาย ยังมีตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เรียกว่า เผ่าราชวงศ์ คำว่า “ราชา” ที่นี่ มิใช่บรรดาศักดิ์ที่ต้าซาหรือจักรพรรดิมนุษย์พระองค์ใดพระราชทานให้ แต่คือจอมพลังที่ชิงบัลลังก์แห่งราชันในสาขาหนึ่ง ๆ มาได้ด้วยกำลังของตน!
รายละเอียดอู๋เป่ยยังไม่รู้ชัดนัก แต่เขารู้ว่าผู้ใดได้ครองบัลลังก์แห่งราชัน ล้วนเป็นยอดผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุด!
ตระกูลใดได้ครองบัลลังก์แห่งราชัน ก็จะเลื่อนชั้นเป็นเผ่าราชวงศ์ในทันที! เห็นได้ชัดว่าจวี่เจียก็คือหนึ่งในเผ่าราชวงศ์เหล่านั้น ต่อให้เป็นคนของไท่หวงเจี้ยวก็ยังต้องเกรงใจเขายิ่งนัก
อู๋เป่ยเอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไร”
จื่อซีกับพวกจึงทำได้แค่ไปยังภูเขาลูกนั้น ชายเสื้อฟ้าและชายเสื้อเหลืองไม่แยแสพวกเขาเลยสักนิด ชายเสื้อเหลืองเอ่ยเสียงเรียบว่า
“บอกแล้วว่าพวกเขาต้องลงมือ”
ชายเสื้อฟ้าว่า “ก็ต้องดูสิว่าเขาจะรับมือยังไง”
พอส่งจื่อซีกับคนอื่นไปแล้ว อู๋เป่ยมองเจ้าหนวดตรงหน้า ถามว่า
“รั้งข้าไว้ มีอะไรจะชี้แนะหรือ”
เจ้าหนวดล้วงเอาหนูตัวเล็กขนเหลืองออกมาจากอกเสื้อ แล้วว่า
“นี่คือหนูค้นหาสมุนไพร มันบอกข้า ว่าบนตัวเจ้ามีกลิ่นสมุนไพรมากมาย แสดงว่าเจ้าขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนยอดเขาเสินหนงมาไม่น้อย ตอนนี้ จงเอาสมุนไพรทั้งหมดออกมา แล้วไสหัวไปซะ”
อู๋เป่ยมองเขาแน่นิ่ง “ข้าเก็บสมุนไพรมาไม่น้อยจริง แต่ทำไมข้าต้องให้เจ้า”
เจ้าหนวดหัวเราะลั่น “ฮาฮาฮา น่าสนใจ เดิมทีข้ายังคิดจะไว้ชีวิตเจ้า แต่ไหน ๆ เจ้าดันอยากตายเอง ก็โทษใครไม่ได้นะ”
มือเขากำลงไปที่ดาบตรงเอว อากาศรอบตัวพลันข้นหนืดมืดหม่น ท้องฟ้าดูมืดลง ในพื้นดินใต้เท้าทั้งสองปรากฏภาพลวงตาภูเขาศพกับทะเลเลือด
เหลิ่งชิงฮุยหน้าเปลี่ยนสีทันที “แย่แล้ว! นี่คือมีดวิชาเผ่าราชวงศ์ ฟันภูเขาศพ!”
ชายเสื้อฟ้าท่าทางซับซ้อน เอ่ยว่า “ได้ยินมาว่า วิชายุทธของเผ่าราชวงศ์ล้วนมีชีวิตของตัวเอง คอยเติบโตไม่หยุด วิชาตัวเดียวกัน คนละรุ่นใช้ จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องลวงนะ”
ชายเสื้อเหลืองว่า “ในมือจวี่เฉินซาคืออาวุธราชัน!”
จื่อซีกำหมัดแน่น “คุณชายอู๋ สู้ ๆ นะ!”
มืออู๋เป่ยก็คว้าดาบเจ็ดดาวหลงหยวนไว้แน่น เขารู้สึกได้ถึงกระแสคมดาบของอีกฝ่ายว่าหวาดหวั่นเพียงใด ดาบเล่มนั้นราวกับเชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน ทำให้เขารับรู้ถึงอันตรายอย่างรุนแรง
“ฟันภูเขาศพ!”
ดาบในมือเจ้าหนวดจวี่เฉินซาขยับขึ้นมา ภูเขาศพสั่นสะเทือน ทะเลเลือดพลุ่งพล่าน เสี้ยวคมดาบสายหนึ่งผ่าฟ้าแหวกดินฟาดลงมา
ดาบเจ็ดดาวหลงหยวนในมืออู๋เป่ยสะบัดเบา ๆ พลังสามลูกศรในกายหล่อหลอมเข้าสู่ดาบ กลายเป็นกระบี่แสงเส้นหนึ่งขีดฟ้าฉีกปฐพี บดขยี้คมดาบนั้นแหลกเป็นผุยผง
“ตูม!”
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหว ภูเขาศพทะเลเลือดหายวับไป กระแสอากาศบนท้องฟ้าปะทุระเบิดกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่
มือของจวี่เฉินซาสั่นเล็กน้อย ฟาดออกมาหนึ่งดาบเมื่อครู่ดูเหมือนสบาย ๆ ที่แท้คืออาศัยพลังจากอาวุธราชันในมือนี่เอง! แต่นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรับการโจมตีอันน่าสะพรึงกลัวนี้ไว้ได้!
พอกลับมาถึงถนนแสงทอง เหลิ่งชิงฮุยก็หาเกวียนม้าคันหนึ่ง ทุกคนขึ้นนั่ง แล้วขับย้อนกลับไปอีกทาง
เกวียนม้าวิ่งบนถนนแสงทองราวครึ่งชั่วยาม ทางด้านซ้ายข้างหน้า ปรากฏประตูแสงขึ้นหนึ่งบาน เหลิ่งชิงฮุยร้องบอกคำหนึ่ง แล้วทุกคนก็ทะยานขึ้นฟ้าบินมุ่งหน้าสู่ประตูนั้น
พอบินทะลุประตูแสงไป ทุกคนก็ตกลงสู่ลานกว้างแห่งหนึ่ง ลานกว้างมาก ไม่ไกลออกไปมีผู้คนเดินไปมาไม่น้อย
ทันทีที่มาถึงที่นี่ อู๋เป่ยก็รู้สึกได้ว่าสภาพแวดล้อมแห่งนี้แตกต่างจากโลกฆราวาสอย่างสิ้นเชิง นี่หรือคือโลกแห่งเซียน?
จื่อซีเอ่ยว่า “คุณชายอู๋ ที่นี่คือไท่หวงเจี้ยว”
ซิงเหยียนว่า “ไปที่อยู่ของข้าก่อนเถอะ ของข้ากว้างหน่อย”
ในไท่หวงเจี้ยว ศิษย์หัวกะทิแต่ละคนมีลานบ้านของตนเอง และลานบ้านของซิงเหยียนค่อนข้างใหญ่ เหมาะจะใช้รับรองแขก
จื่อซีว่า “ได้ ข้าขอกลับไปทีหนึ่ง อีกหนึ่งเค่อจะไปหาท่าน”
ต่างคนต่างแยกย้ายกลับที่พักของตน ซิงเหยียนพาอู๋เป่ยบินข้ามลานกว้าง มุ่งหน้าสู่หุบเขาลูกหนึ่ง จากที่อู๋เป่ยมองลงไป ใต้เท้ามีสถาปัตยกรรมใหญ่เล็กนับไม่ถ้วน ไกลออกไปยิ่งกว่า ยังมีทั้งเมืองและหมู่บ้านกระจัดกระจาย
ระหว่างบินหลบหนี อู๋เป่ยพบว่า ตอนเขาใช้วิชาหลบหนีในแดนเซียนจินหวง กลับเบาสบายกว่าเดิม แถมได้ผลดียิ่งขึ้น เขาจึงถามซิงเหยียนว่า
“ท่านพี่ซิง วิชาเวทย์จากโลกฆราวาส พอมาใช้ในโลกแห่งเซียนจะร่ายง่ายขึ้นอย่างนั้นหรือ”
ซิงเหยียนว่า “ถูกต้อง ดังนั้นผู้บำเพ็ญที่มาจากโลกฆราวาส ในระดับเดียวกันจึงมักจะแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญของโลกแห่งเซียนมาก”
พูดกันได้ไม่กี่คำ ทั้งสองก็ลงจอดในลานบ้านแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ช่วงกลางภูเขา ลานบ้านแห่งนี้มีสามชั้นลึกเข้าไป ทุกชั้นล้วนมีสวนดอกไม้ ภายในยังมีพวกคนรับใช้อยู่ไม่น้อย
เมื่อมาถึงลานบ้านชั้นที่สอง ซิงเหยียนก็เชิญอู๋เป่ยเข้าไปนั่งในห้องรับแขก
ไม่นาน ชิวหนาน เหลิ่งชิงฮุย และจื่อซีก็ทยอยมาถึง ซิงเหยียนสั่งให้อีกฝ่ายไปก่อไฟหุงหาอาหาร บอกว่าจะตั้งวงดื่มให้เต็มที่สักหน่อย
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่นั้น ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากท้องฟ้า
“คนอยู่ไหน”
ถัดมา เงาอรชรสายหนึ่งก็ปรากฏ ณ ประตู เป็นหญิงสาวชุดแดงผู้หนึ่ง รูปลักษณ์ไม่ด้อยไปกว่าจื่อซีเลย แม้กระทั่งยังดูเด่นชัดขึ้นอีกนิด ริมฝีปากสีแดงเพลิง คิ้วตาดุจภาพวาด ปลายสายแพรเบื้องหลังพลิ้วไหว เส้นผมปลิวระเริง ให้ความรู้สึกฝังลึกในใจอู๋เป่ยอย่างยิ่ง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดคุณหมอตาวิเศษ
เรื่องนี้ไม่มีเปิดให้อ่านฟรีประจำวันแล้วเหรอครับ *-*...
ทำไมบางตอนถึงสั้นจังครับ...
เสียตังด้วยออ...
ก็แค่นิยายก๊อปปี้เนื้อเรื่องกันไปมาทำไมต้องเสียตังอ่าน😛😛😛...
ชอบอ่านฟรีมากกว่า555...
เวปนี้เสียเงินด้วยหรือผมอ่านมาหลายเรื่องแล้วผึ่งมาเจอระยะหลังต้องเสียเงิน...
น่าจะมีหักทาง ทรูมันนี่วอเล็ตบ้างนะคับ...
ใครเคยเติมบ้างแล้วครับ เติมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง...
แล้วเติมเหรียญยังงัย...
อ่านมาเพิ่นๆหลังๆมาเสียตังซะแล้ว...