เมื่อเห็นว่าหญิงทั้งสามต่างหันมามองตนเอง อู๋เป่ยก็ใช้พลังจิตสนทนากับฟางลี่อยู่ไม่กี่คำ ก่อนจะเริ่มถามไถ่สถานการณ์ของพวกนาง พอรู้ว่าต่างก็มีความก้าวหน้ากันถ้วนหน้า เขาก็ชมว่าทำได้ไม่เลว
แท้จริงแล้วระหว่างกระบวนการสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ เขาได้ผ่านห้าขั้นตอนตามวิธีของชิงจื่อ เพียงแต่ทั้งห้าขั้นตอนนั้นล้วนสำเร็จไปในสภาวะไร้สติ จนเพิ่งตอนนี้เองที่เขาพอจะนึกย้อนขึ้นมาได้ แต่ก็ยังคลุมเครืออยู่ไม่น้อย
หากเทียบกันแล้ว เขาไม่อาจชี้แนะหญิงทั้งสามพร้อมกันได้ จึงทำให้ความสำเร็จของพวกนางห่างจากเขาอยู่มาก แต่ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายอะไร ท้ายที่สุดแล้วการสามารถเปิดเส้นทางแห่งเต๋าได้สำเร็จก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
“ผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว?” เขาถาม
หลิงปู้เฟยว่า “ประมาณสามชั่วยาม”
อู๋เป่ยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “พักสักหน่อย มากินอะไรรองท้องกัน”
เหล่าสตรีต่างเตรียมของกินอร่อย ๆ ไว้ไม่น้อย พากันหยิบออกมาแบ่งกัน เถียนเหมยเหมยถึงกับปูผืนผ้าบนพื้น แล้วจัดเรียงอาหารหลากหลายลงบนนั้น
ภายนอกอู๋เป่ยทำท่าเหมือนกินไปคุยเล่นกับหญิงทั้งสาม แต่แท้จริงแล้วเขายังคงสนทนากับฟางลี่อยู่ตลอด
“เจ้ามีอะไรปิดบังข้าอยู่หรือเปล่า?” สัญชาตญาณบอกเขาว่าเมื่อครู่ต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่ ไม่เช่นนั้นคนเจ้าลูกเล่นอย่างฟางลี่คงไม่เรียกเขาว่านายท่านลอย ๆ แบบนั้น
ฟางลี่กระพริบตาสองทีแล้วเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้นายท่านได้ฟักทองทองคำลูกหนึ่งมา ยังอยู่หรือไม่?”
ใจอู๋เป่ยสะดุ้ง เขารีบตรวจดูถุงเก็บของ กลับพบว่าฟักทองทองคำนั้นหายไปแล้ว!
ฟางลี่จึงอธิบายว่า “ฟักทองทองคำนั่นคืออาวุธเวทมนตร์ที่ผู้ทรงพลังยิ่งใหญ่ในยุคโบราณใช้สำหรับผนึกเก็บสมบัติล้ำค่า เมื่อครู่นี้เอง นายท่านได้เปิดอาวุธเวทมนตร์ชิ้นนั้นโดยไม่รู้ตัว กระตุ้นให้ต้นกำเนิดสมบัติต้องห้ามสูงสุดสองชิ้นที่ถูกผนึกอยู่ภายในตื่นขึ้นมา!”
อู๋เป่ยถึงกับสะดุ้งเฮือก “สมบัติต้องห้ามสูงสุด?”
ฟางลี่รีบพูดว่า “นายท่านเข้าใจผิด เป็นเพียงต้นกำเนิดสมบัติเท่านั้น ต่อไปนายท่านยังต้องคอยเก็บสมุนไพรและของวิเศษแห่งสวรรค์และโลกมาหลอมมันอยู่เรื่อย ๆ จึงจะมีโอกาสสร้างมันให้กลายเป็นสมบัติต้องห้ามจริง ๆ ได้!”
แม้จะว่าอย่างนั้น แต่อู๋เป่ยก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ “ไอ้คนแซ่หยางนั่นทั้งที่มีของชิ้นนี้อยู่ กลับเปิดมันไม่ได้ ทำไมกัน?”
ฟางลี่ว่า “สมบัติล้ำค่าระดับนี้ หากไม่ใช่ผู้มีวาสนาใหญ่ก็ไม่มีวันได้พบ ต่อให้ของชิ้นนี้อยู่กับมันสิบชาติ ก็ไม่มีวันเปิดได้อยู่ดี!”
อู๋เป่ยถามว่า “ฟางลี่ การเปิดเส้นทางแห่งเต๋าช่วยการบำเพ็ญเพียรของข้าได้มากแค่ไหน?”
“ช่วยได้มากมหาศาล!” ฟางลี่รีบตอบ “พูดให้เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือปรากฏการณ์ย้อนบรรพบุรุษอย่างหนึ่งนั่นเอง!”
เขาอธิบายให้อู๋เป่ยฟังต่อว่า แต่แรกนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจากทวีปโบราณศักดิ์สิทธิ์ ไปใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ ผ่านการสืบทอดรุ่นแล้วรุ่นเล่า ร่างกายก็เปลี่ยนแปลงไปจากสมัยก่อนโดยสิ้นเชิง บัดนี้เมื่อหวนกลับมาสู่สภาพแวดล้อมเดิมอีกครั้ง สิ่งที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดบางอย่างจึงเริ่มปรากฏตัวออกมา
แท้จริงแล้วผู้บำเพ็ญเพียรบนทวีปโบราณศักดิ์สิทธิ์นั้น เมื่อลืมตาดูโลกก็จะปลุกเส้นทางแห่งเต๋าขึ้นมาโดยอัตโนมัติ สำหรับพวกเขาแล้ว ยิ่งระดับของเส้นทางแห่งเต๋าสูง จำนวนมาก ศักยภาพยิ่งดี
แต่อู๋เป่ยกับพวกกลับต่างจากผู้บำเพ็ญเพียรพื้นเมืองของทวีปโบราณศักดิ์สิทธิ์ เส้นทางแห่งเต๋าของพวกเขาในตอนแรกถูกซ่อนอยู่ ต้องรอจนผ่าน “สัมผัสศักดิ์สิทธิ์” ไปแล้วจึงจะปลุกตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นกระบวนการนี้จึงมีความหมายไม่ต่างจากการที่ชาวพื้นเมืองบนทวีปโบราณศักดิ์สิทธิ์ปลุกเส้นทางแห่งเต๋าตั้งแต่เล็ก ล้วนสำคัญอย่างยิ่งยวด และทั้งชีวิตมีได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น!
เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้ว อู๋เป่ยก็เริ่มฝึกตนต่อ เป็นการฝึกดาบเล่มที่หกของดาบสิบสามตัดทาง ดาบเล่มนี้มีสีครามหม่น สามารถนำภัยพิบัติมาสู่ศัตรู ก่อให้เกิดภัยสามประการและเคราะห์แปดอย่าง
เป็นธรรมดาที่การฝึกดาบเล่มที่หกนั้นยากเย็นกว่าดาบเล่มที่ห้ามาก เพราะการมีอยู่ของห้าเล่มแรกยิ่งทำให้ดาบเล่มนี้ยากที่ใครจะหลอมสำเร็จ
ต้องรู้ไว้ก่อนว่าดาบเล่มแรกของดาบสิบสามตัดทางก็ทรงพลังอยู่แล้ว และทุกครั้งที่ฝึกดาบเพิ่มได้อีกหนึ่งเล่ม ดาบทุกเล่มจะคอยเสริมพลังให้กันและกัน ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้อู๋เป่ยฝึกได้หกเล่มแล้ว ดาบทั้งหกส่งแรงเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้พละกำลังของดาบแต่ละเล่มทวีขึ้นถึงยี่สิบเอ็ดเท่าจากตอนแรก!
เมื่อเริ่มหลอมดาบ อู๋เป่ยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ดาบนำภัยพิบัติก็สำเร็จขึ้นมาแล้ว! ทันทีที่ดาบเล่มนี้ปรากฏ บนดาบเจ็ดดาวหลงหยวนในมืออู๋เป่ยก็มีไอภัยพิบัติเกาะเกี่ยวเป็นสาย ๆ
“เส้นทางแห่งเต๋าสิบสองเส้นนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ เวลาที่ผมใช้ฝึกดาบเล่มที่หกสั้นลงไปมาก!”
ม่อฮานมองไปยังระยะไกล แววตาเย็นเยียบแล้วพูดว่า “ฉันเจอสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งในป่าไม้ พวกมันเลยตามตื้อไม่เลิก ฉันสู้ไม่ไหว เห็นท่าว่าจะถูกจับ เลยหนีเข้าค่ายกลเพื่อเอาตัวรอด ใครจะคิดว่าเวทย์จะร้ายกาจขนาดนี้ ฉันเกือบตายอยู่ในนั้นแล้ว”
อู๋เป่ยว่า “เมื่อครู่นี้พวกเราเพิ่งฝึกตนกันอยู่แถวนี้ เลยวางค่ายกลล้อมรอบไว้ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนบุกเข้ามา”
ครั้นถึงตอนนั้น ก็มีเสียงคนด้านนอกตะโกนลั่นว่า “สหายข้างใน ส่งไอ้ไม่ชายไม่หญิงนั่นออกมาแล้วพวกเราจะไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นศัตรูกับพวกเราทั้งหมด!”
ดวงตาอู๋เป่ยหรี่ลง เขายกมือขวาคว้าความว่างเปล่าเพียงครั้งเดียว ทั้งค่ายกลก็ “ครืน!” แล้วสลายหายไปในพริบตา ชายสามคนนอกค่ายกลสบตากัน ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้ามาอย่างกร่าง
ทั้งสามล้วนเป็นผู้บำเพ็ญชายบนใบหน้าล้วนมีความเยือกเย็นน่าขนลุก พวกเขาหยุดอยู่ห่างออกไปราวสิบก้าว
เถียนเหมยเหมย หลิงปู้เฟยกับพวกสาว ๆ ก็เดินเข้ามา ยืนเรียงอยู่ข้างกายเขา
ในบรรดาชายสามคนนั้น มีนักพรตเสื้อคลามคนหนึ่งไว้หนวดเล็กสองเส้น เขายกมือกำหมัดคำนับต่ออู๋เป่ย “สหาย เรามาเพื่อจัดการนาง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า หวังว่าเจ้าอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า”
อู๋เป่ยพูดเสียงเรียบ “ผมนี่แหละไม่ชอบสอดมือเรื่องของคนอื่นที่สุด”
นักพรตเสื้อคลามเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ดี”
ม่อฮานยังคงใบหน้าไร้ความรู้สึก นางไม่เคยหวังให้อู๋เป่ยช่วยอยู่แล้ว ตอนนี้นางไม่มีทางเลือกอื่น เหลือเพียงต้องสู้ถวายหัวเท่านั้น!
แต่อู๋เป่ยกลับถามม่อฮานขึ้นมาว่า “ต้องการบอดี้การ์ดไหม? ชั่วยามละหนึ่งพันเงินเซียน ราคาเป็นธรรม ไม่โกงเด็กไม่โกงคนแก่”
ม่อฮานชะงักไปก่อนหนึ่งจังหวะ จากนั้นก็เข้าใจความหมายของอู๋เป่ย ใจพลันเอ่อท้นด้วยความซาบซึ้ง นางหยิบเงินเซียนหนึ่งแสนออกมาให้เขาโดยไม่ลังเล กัดริมฝีปากเอ่ยว่า “ฉันขอซื้อบริการบอดี้การ์ดของนายหนึ่งร้อยชั่วยาม!”
อู๋เป่ยรับถุงเงินมาอย่างไม่เกรงใจ ยิ้มแล้วว่า “ตกลง!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดคุณหมอตาวิเศษ
เรื่องนี้ไม่มีเปิดให้อ่านฟรีประจำวันแล้วเหรอครับ *-*...
ทำไมบางตอนถึงสั้นจังครับ...
เสียตังด้วยออ...
ก็แค่นิยายก๊อปปี้เนื้อเรื่องกันไปมาทำไมต้องเสียตังอ่าน😛😛😛...
ชอบอ่านฟรีมากกว่า555...
เวปนี้เสียเงินด้วยหรือผมอ่านมาหลายเรื่องแล้วผึ่งมาเจอระยะหลังต้องเสียเงิน...
น่าจะมีหักทาง ทรูมันนี่วอเล็ตบ้างนะคับ...
ใครเคยเติมบ้างแล้วครับ เติมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง...
แล้วเติมเหรียญยังงัย...
อ่านมาเพิ่นๆหลังๆมาเสียตังซะแล้ว...