ตอนที่ 1090 พื้นที่ต้องห้าม
………………..
ประเทศจีนมีชาวพื้นเมืองหลายชนชาติและแต่ละชนชาติก็มีความเชื่อแตกต่างกัน กล่าวได้ว่าแต่ละชนชาติมีลักษณะเฉพาะของตนเองและมีตำนานประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนชาวไตก็มีเทศกาลสาดน้ำและมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์โบราณและยังเป็นคำสอนของพราหมณ์อีกด้วย
“ทั้งสามเป็นเหมือนเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวไตบูชาและนั่นคือพระพรหม..พระวิษณุและพระศิวะ” หลัวสุ่ยตอบหลังจากหยุดไปชั่วขณะแล้วพูดต่อ “ชาวไตบูชาเทพเจ้าทั้งสามร่วมกันและเหมือนเป็นสิ่งที่คอยคุ้มครองชาวไต..ยิ่งไปกว่านั้นพระพุทธเจ้าทั้งสามยังเปรียบเสมือนสามเสาหลักของชาวไต..ซึ่งพระพรหมสร้างโลกและครองชะตากรรมของมนุษยชาติส่วนพระวิษณุรักษาความสงบสุขในโลกและลงโทษความชั่วร้ายดังนั้นพระวิษณุจึงเป็นที่เคารพมากที่สุด..ส่วนพระศิวะไม่เพียงแต่ยังคอยปกป้องโลกแต่ยังปราบปีศาจของโลกอีกด้วย”
“ดูเหมือนว่าเธอจะรู้เรื่องของชาวไตมากเลยนะ..แล้วสมบัติล่ะมีอะไรบ้าง?” เย่เชียนถาม
ว่ากันว่าพระพราหมณ์ได้ละทิ้งพระบรมสารีริกธาตุเอาไว้ตอนที่ท่านกำลังจะสิ้นพระชนม์ ซึ่งมันมีพลังอำนาจมากและสามารถรักษาโรคและขับวิญญาณชั่วร้ายและทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้!..ว่ากันว่าพระธาตุชิ้นนี้เป็นที่ประดิษฐานอยู่ในวัดของชาวไต”
พระบรมสารีริกธาตุ? เย่เชียนตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งเพราะเขาจำได้ว่าเมื่อเขากลับมาจากทวีปตะวันออกกลางครั้งก่อนไป๋ฮวยได้ขโมยพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไป ส่วนเรื่องความสามารถของพระธาตุเหล่านี้นั้นเย่เชียนจะไม่เชื่อมากเกินไปเพราะสิ่งเหล่านี้จะชุบชีวิตคนตายได้อย่างไร? ถึงแม้ว่าเขาจะได้เห็นวัตถุโบราณด้วยตาของเขาเองมามากมายแต่เย่เชียนก็ยังไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นชุบชีวิตคนตายได้และมีพลังเวทมนตร์อันน่าอัศจรรย์แบบนั้น อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นความเชื่อทางศาสนาและเย่เชียนก็ไม่ได้เชื่อและไม่ได้ปฏิเสธและลบหลู่ความเชื่อของคนอื่น
เมื่อพูดถึงพระบรมสารีริกธาตุแล้วดวงตาของหลัวสุ่ยก็ฉายแววความโศกเศร้าอย่างชัดเจนซึ่งทำให้เย่เชียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เพราะสาวน้อยไร้เดียงสาคนนี้ดูเหมือนจะมีเรื่องราวลึกๆ ฝังอยู่ในใจของเธอ “ช่วยฉันหาให้เจอเร็ว..ช่วยหามันที” หลัวสุ่ยและเริ่มมองออกไปรอบๆ เพื่อค้นหา
เย่เชียนก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้เพราะเขาต้องช่วยหาอย่างปฏิเสธไม่ได้ จากนั้นเมื่อเขามองขึ้นไปที่รูปปั้นหินทั้งสามเย่เชียนก็สั่นสะท้านโดยไม่ได้ตั้งใจและรีบมองออกไปเพราะนี่เป็นเพียงตำนาน เย่เชียนนั้นไม่รู้ว่าสิ่งมหัศจรรย์เหล่านั้นถูกเก็บเอาไว้ที่นี่จริงๆ หรือไม่แต่เมื่อได้เห็นการแสดงออกของหลัวสุ่ยแล้วเย่เชียนก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
ถ้ำแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่มากแค่ประมาณ 50 ตารางเมตรเท่านั้นและไม่นานนักทั้งสองคนก็มาพบกันตรงกลางแต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่พบอะไรเลยและหลัวสุ่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหลงทางเล็กน้อยและนั่งลงบนพื้นด้วยความเศร้าและสีหน้าของเธอดูเหงามากราวกับว่ามีความเศร้าโศกไม่มีที่สิ้นสุด
เย่เชียนก็เปิดปากของเขาและอยากจะพูดอะไรเพื่อปลอบโยนแต่เมื่อคำพูดนั้นกำลังจะออกมาเขาก็กลืนน้ำลายเบาๆ แล้วตบไหล่หลัวสุ่ยเพื่อปลอบใจแต่เย่เชียนไม่ได้พูดอะไร ซึ่งทันใดนั้นหลัวสุ่ยก็รีบวิ่งไปหาเย่เชียนแล้วกอดเขาทั้งน้ำตาจนเสื้อผ้าของเย่เชียนส่วนหน้าอกเปียกไปหมด
ทุกคนอาจมีความทุกข์ในใจที่ลืมไม่ลงและแม้แต่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ดูไร้เดียงสาราวกับนางฟ้าบนสวรรค์ก็ยังมีความโศกเศร้าที่ลืมไม่ลงอยู่ในใจของเธอ เย่เชียนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อปลอบโยนเธอแต่เขาต้องปล่อยให้เธอได้ระบายและร้องไห้ออกมา เมื่อมองดูร่างที่สั่นเทาของหลัวสุ่ยแล้วเธอดูเหมือนต้นหญ้าภายใต้ลมหนาว
“เธอจะหาพระบรมสารีริกธาตุเพื่อไปช่วยชีวิตคนใครสักคนใช่ไหม?” เย่เชียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถาม
หลัวสุ่ยก็ผงกศีรษะอย่างหนักหน่วงและสะอึกสะอื้นและเมื่อผ่านไปสักพักหลัวสุ่ยก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปที่เย่เชียนแล้วพูดว่า “พี่เย่คิดว่าฉันเลวร้ายหรือเปล่าที่โกหกให้พี่เย่มาที่นี่?”
เย่เชียนก็ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ฉันเชื่อว่าเธอมีเหตุผลของเธอเองในการทำแบบนี้..แต่ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังมองหาอะไรแล้วสิ่งที่เรียกว่าพระบรมสารีริกธาตุมันคืออะไรกันแน่..แต่ฉันแค่อยากจะบอกว่าชะตากรรมของทุกคนถูกกำหนดเอาไว้แล้วและเราไม่สามารถฝืนมันได้” เย่เชียนพูดเบาๆ เพราะเขาไม่เคยเชื่อในโชคชะตาดังนั้นเขาจึงดิ้นรนต่อสู้เพราะโชคตามันไม่ใช่จุดประสงค์ของการหยุดเดินและหยุดต่อสู้ของเขาและตัวเขาเองคือคนกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของเขาเพราะเขาเชื่อว่าคนเราสามารถพิชิตท้องฟ้าได้
หลัวสุ่ยก็พยักหน้าอย่างหนักหน่วงแต่ไม่พูดจากนั้นเธอก็ลุกขึ้นและมองไปรอบๆ อีกครั้งและตั้งใจหามากขึ้นกว่าครั้งก่อนและดูเหมือนทุกอย่างจะต้องมองเห็นให้ชัดเจนกว่าเดิม หลังจากค้นหารอบๆ ห้องโถงแล้วพบว่ามันไม่มีพระธาตุเย่เชียนก็เลยสงสัยว่ามันจะมีห้องลับหรือไม่เพราะท้ายที่สุดพระธาตุเหล่านี้ก็มีความสำคัญมากและบางทีมันอาจจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งก็เป็นได้
“อืม” หลัวสุ่ยก็พยักหน้าเล็กน้อยและวางกล่องไม้เอาไว้บนหินจากนั้นก็หายใจเข้าลึกๆ แล้วเหยียดมือออกและเปิดมันช้าๆ ช่วงเวลาที่กล่องไม้ถูกเปิดออกทันใดนั้นก็เห็นแสงสีเงินหลายดวงมาจากด้านในจนหลัวสุ่ยตกใจและเดินถอยออกไปจนกล่องไม้ถูกปิดอีกครั้ง เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็ถึงกับผงะและรีบเอื้อมมือออกไปเพื่อดึงหลัวสุ่ยมาแต่ปฏิกิริยาของหลัวสุ่ยนั้นเร็วกว่าเย่เชียนมากเพราะเธอสะบัดแขนของเย่เชียนแล้วปัดเข็มเหล่านั้นที่พุ่งหาเธอกลับไป จากนั้นเย่เชียนก็หันไปแล้วมองดูและพบว่ามีเข็มเงินสองสามเข็มที่มีขอวเหลวสีดำอยู่เล็กน้อยซึ่งดูเหมือนจะเป็นพิษ
เย่เชียนไม่แปลกใจเลยเพราะสิ่งเหล่านี้ถูกซ่อนอยู่ในถ้ำลึกลับและดูเหมือนว่ามันไม่ใช่ของปลอมจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้มันมีพลังบางอย่างครอบคลุมอยู่และแม้แต่เย่เชียนเองก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเขาจะทำได้ อย่างไรก็ตามเย่เชียนดูเหมือนจะรู้สึกอะไรบางอย่างเพราะก่อนหน้านี้ที่หลัวสุ่ยสัมผัสตัวเขาครั้งแรกมันแตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าหากไม่ใช้พลังที่แท้จริงของเขาแล้วเย่เชียนจะสะบัดเข็มเงินเหล่านั้นออกไปได้อย่างไร? ซึ่งเป็นไปได้ไหมที่เพียงแค่หลัวสุ่ยอาศัยกระแสลมที่ขับเคลื่อนด้วยการเหวี่ยงแขนของเธอก็สามารถปัดป้องเข็มได้แล้วงั้นเหรอ?
อย่างไรก็ตามเย่เชียนไม่ได้ถามและดวงตาของเขาก็เหลือบไปมองมือของหลัวสุ่ยที่กำลังจะไปสัมผัสกับกล่องไม้ เห็นได้ชัดว่ามือของหลัวสุ่ยสั่นเล็กน้อยและดูเหมือนว่าเธอจะประหม่ามาก ด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หน้าอกของหลัวสุ่ยก็ยุบเข้าพองออกและเธอก็ค่อยๆ เปิดกล่องไม้
ในตอนนี้มันไม่มีแสงประหลาดใดๆ และมีเพียงก้อนหินและวัตถุทรงกลมและมันต่างจากพระธาตุที่เย่เชียนเคยเห็นมาก่อนอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามเนื่องจากมันถูกวางไว้ใกล้กันมากดังนั้นมันจึงไม่น่าจะใช่หินธรรมดาใช่ไหม?
.
.
.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน