เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเย่เชียน ชายร่างกำยำก็รู้สึกหดหู่อย่างมาก เขาอยากจะฆ่าเย่เชียนให้ตายคามือไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด มีใครที่ไหนที่อยากจะคุกเข่าให้กับเขากัน มันก็แค่หัวเข่าของเขาอ่อนแรงและเป็นเหน็บชาอย่างไม่มีเหตุผลก็เท่านั้นเอง
หลังจากที่ชายร่างกำยำครุ่นคิดเรื่องนี้ได้สักพัก เขาก็เพิ่งจะตระหนักได้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าของเขานั้นจริง ๆ แล้วเป็นเสือในคราบของหมูน้อย ชายร่างกำยำหันไปมองเย่เชียนและพยายามที่จะลุกขึ้นยืน แต่ทว่าขาของเขานั้นไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แม้แต่นิด มันไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย
“เฮ้… พวก! นายกำลังทำบ้าอะไรอยู่วะ… นายคุกเข่าขอร้องให้เขายอมมาเป็นพ่อบุญธรรมของนายอยู่รึไง ? ลุกขึ้นสิวะ!” บอดี้การ์ดอีกคนตะโกนอย่างโกรธเคือง
“นายพูดอะไรของนายวะ ? ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็เพราะว่าฉันเคยได้รับบาดเจ็บมาตอนที่เป็นทหารต่างหากโว้ย! ขาของฉันชานิดหน่อย มันไม่ยอมขยับเลย ให้ตายสิ!” ชายร่างกำยำขมวดคิ้ว เขาไม่ใช่คนโง่และเขาก็คิดกับตัวเองว่า ‘ไอ้บ้านี่! นายก็พูดได้หนิเพราะนายแค่ยืนดูอยู่เฉย ๆ นี่หว่า… คิดว่ามันตลกนักหรือไงวะ ? ทำไมนายถึงไม่มาลองลิ้มรสความรู้สึกของการถูกหยอกเล่นให้อับอายบ้างล่ะวะ’
ทั้งคู่ต่างก็มาจากหน่วยเดียวกันตอนที่ประจำการอยู่ในกองทัพ ดังนั้นบอดี้การ์ดที่ยืนดูอยู่จึงรู้ว่าชายร่างกำยำนั้นเคยได้รับบาดเจ็บที่ขาของเขาเพราะเศษของอาคารที่ถล่มลงมาทับ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ประสบแผ่นดินไหว
“บัดซบ! นี่นายยังไม่หายเจ็บอีกเหรอวะ ? แล้วยังจะดันทุรังวิ่งอยู่อีก” บอดี้การ์ดที่ยืนดูอยู่พูดในขณะที่เขาก็เดินเข้าไปหาเย่เชียนอย่างช้า ๆ
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของเย่เชียนก็ดังขึ้น เย่เชียนชูมือส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ดคนนั้นหยุดเดินเข้ามาและดึงโทรศัพท์ของเขาออกมาดูเบอร์ผู้โทรเข้า
มันเป็นเบอร์ของจ้าวหยา!
ทันใดนั้นเย่เชียนก็พูดขึ้นอย่างร้อนรน “หยุด… เดี๋ยวก่อน! ผมต้องรับสายนี้”
หลังจากที่เขาพูดจบ เย่เชียนก็กดปุ่มรับสายและพูดว่า “ฮัลโหล ?”
“ไง… เย่เชียน! ไม่ได้เจอกันนานเลย แกสบายดีไหมล่ะ หืม ?”
น้ำเสียงที่ฟังดูคุ้นเคยดังมาจากปลายสาย มันเป็นน้ำเสียงที่เย็นชาและไร้ซึ่งความเป็นมิตร แม้ว่าปลายสายจะถามเขาว่าสบายดีไหม แต่มันกลับฟังดูเหมือนกับจะสื่อว่า ‘ทำไมแกยังไม่ตายอีก ?’ มากกว่า
เย่เชียนตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าเป็นเสียงของใครกันแน่ จากนั้นเขาก็พูดว่า “ขอบคุณสำหรับความห่วงใย… ฉันค่อนข้างสบายดี”
“อย่างนั้นเหรอ ?” ครั้งนี้มีความรังเกียจและเคียดแค้นแฝงมาในน้ำเสียงด้วย “แต่วันเวลาดี ๆ ของแกมันกำลังจะหมดไปแล้วล่ะ… หึ ๆ ๆ มันเป็นเพราะแกไอ้บ้าเย่เชียน! ฉันถึงต้องติดคุกแบบนี้ แกรู้มั้ยว่าฉันสาบานกับตัวเองและฟ้าดินเอาไว้ว่า… ตราบใดที่ฉันสามารถออกจากคุกไปได้ล่ะก็… ฉันจะฆ่าแกให้ตายคนแรก”
เมื่อเย่เชียนได้ยินเช่นนี้ เขาก็เข้าใจแล้วว่าคนปลายสายเป็นใคร นอกจากอู่หยางเทียนหมิงแล้ว เย่เชียนก็ไม่สามารถนึกถึงคนอื่นได้อีก เขาจึงพูดอย่างเย้ยหยันว่า “มีคนมากมายต้องการให้ฉันตายแต่สุดท้ายฉันก็ยังมีชีวิตอยู่ ฉันเกรงว่าความปรารถนาของแกน่ะ… มันคงจะไม่เป็นผล เชิญรับความสิ้นหวังไปก่อนเถอะ”
“ไอ้เบื๊อกนี่… แกยังคุยไม่จบอีกเหรอวะ ?” บอดี้การ์ดคนนั้นไม่สามารถอดทนรอได้อีกต่อไป เขาตะโกนแทรกขึ้นมาด้วยความโกรธเกรี้ยว
ดูเหมือนว่าอู่หยางเทียนหมิงจะได้ยินมันผ่านโทรศัพท์ เขาหัวเราะด้วยความสะใจและพูดว่า “เย่เชียน… ดูเหมือนว่าแกจะมีศัตรูมากมายเชียวนะ อย่าลืมบอกพวกเขาล่ะว่าอย่าเพิ่งรีบเอาแกตายตอนนี้”
เย่เชียนฉีกยิ้มอย่างเย้ยหยันและพูดว่า “วางใจได้… พวกนี้เป็นแค่นักเลงกระจอก ๆ สองคนก็เท่านั้น ฉันจะจัดการพวกมันให้เสร็จเร็ว ๆ นี้แหละ… แกนั่นแหละรอฉันก่อนเถอะ”
จากนั้นเย่เชียนก็หันไปสบตากับบอดี้การ์ดคนนั้น บัดนี้ดวงตาของเขาไม่มีวี่แววของความหวาดกลัวที่แสร้งทำขึ้นมาเหลืออีกต่อไป มันเปลี่ยนเป็นเจตนาฆ่าที่เย็นชาเผยอยู่ในดวงตาของเขาแทน
เย่เชียนรู้ดีว่าอู่หยางเทียนหมิงคงจะไม่โทรหาเขาเพียงเพื่อแสดงความเย้ยหยันและยั่วยุเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นเขายังใช้โทรศัพท์ของจ้าวหยาอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าตอนนี้จ้าวหยาอยู่ในเงื้อมมือของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เย่เชียนจึงไม่มีเวลามาเล่นไร้สาระกับบอดี้การ์ดเหล่านี้อีกต่อไป
ชายร่างกำยำรู้สึกเหมือนเขานั้นได้รับการอภัยโทษยังไงยังงั้น เขาจึงรีบตอบว่า “ใช่… ใช่… ใช่ครับ!” จากนั้นเขาก็พยุงบอดี้การ์ดเพื่อนของเขาที่ใกล้จะหมดสติลงอยู่รอมร่อและรีบหนีไปอย่างกระวนกระวาย
จากนั้นเย่เชียนรีบโทรกลับไปหาอู่หยางเทียนหมิงทันที
“เรียบร้อย… ฉันยังคงมีชีวิตรอดมาคุยกับแกต่อ… ยังไงดีล่ะ ? แกจะมาเอาชีวิตฉันอย่างงั้นสินะ…” เย่เชียนพูดใส่โทรศัพท์ “อู่หยางเทียนหมิง… แกคงไม่ได้โทรมาแค่ถามสารทุกข์สุกดิบของฉัน หรือแค่จะเย้ยหยันและดูถูกฉันแค่นั้นหรอกใช่มั้ย ? แกพูดมาเลยดีกว่าว่าแกต้องการอะไร!?”
“แกจะรีบไปไหน ? แกจะรีบไปตายงั้นเหรอ ?” อู่หยางเทียนหมิงพูดเย้ยหยัน น้ำเสียงเขาดูมีชัย
เย่เชียนแสยะยิ้ม “เหอะ… ถ้าแกไม่รีบก็ค่อย ๆ พูดก็ได้ หากแกไม่ได้กังวลว่าตำรวจจะตรวจหาตำแหน่งของแกผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือนี่ล่ะก็ แกก็ทำเรื่องไร้สาระของแกต่อไปได้เลย ไม่ต้องสนใจ…”
อู่หยางเทียนหมิงตกตะลึงไปชั่วขณะ ดูเหมือนเขากำลังกลัวว่าสิ่งที่เย่เชียนพูดมันจะเกิดขึ้นจริง ๆ เพราะถึงแม้ว่าตอนนี้เขาจะเป็นอิสระแล้ว และอู่หยางเฉิงพ่อของเขาก็จะได้กลับไปดำรงตำแหน่งเดิมแล้วก็ตาม แต่อู่หยางเทียนหมิงก็เกรงว่าพ่อของเขาคงจะไม่สามารถใช้เครือข่ายของเขาในระบบเรือนจำเอื้อให้เขาหลบหนีได้อีกเป็นครั้งที่สอง
“แกไม่ใช่คู่หมั้นของจ้าวหยารึไงวะ ? แกถึงไม่กังวลอะไรเกี่ยวกับเธอเลย ห๊ะ ?!” อู่หยางเทียนหมิงพูดอย่างเกรี้ยวกราด
เย่เชียนขมวดคิ้ว หากว่าตอนนั้นเขาไม่ไปพูดเรื่องไร้สาระทั้งหมดนี้ในห้องเรียนและทำให้ทั้งห้องเชื่อว่าเขาเป็นคู่หมั้นของจ้าวหยาแล้วล่ะก็ อู่หยางเทียนหมิงก็จะไม่จับเธอมาเป็นตัวประกันเพื่อกำจัดเขาแบบนี้ อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วเย่เชียนเองก็รู้ตัวดีว่าเขาเป็นคนที่ทำให้จ้าวหยาตกอยู่ในอันตรายและต้องพบเจอกับเรื่องเลวร้ายเหล่านี้
“แกบอกสิ่งที่ต้องการมาตรง ๆ เลยดีกว่าหน่า… หยุดอ้อมค้อมได้แล้ว” เย่เชียนพูดเสียงเยียบเย็น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน