ตอนที่ 1216 การทรมานแข่งกับเวลา
………………..
เย่เชียนส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้เพราะในตอนแรกสการ์เหมือนจะแข็งแกร่งและไม่กลัวตายดังนั้นเย่เชียนจึงถือว่าสการ์เป็นนักสู้ที่ดีคนหนึ่งแต่ตอนนี้สการ์กลับกลัวจนตัวสั่นและสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเย่เชียนทันที ซึ่งถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูแต่ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามยืนหยัดเป็นนักสู้เย่เชียนก็ชื่นชมพวกเขาเหมือนกับกำปั้นเหล็กไถ่โจวต่การกระทำของสการ์ในตอนนี้ทำให้เย่เชียนสมเพชจริงๆ
“ไม่มีประโยชน์ที่จะคุกเข่าตอนนี้เพราะงั้นแกรีบโทรไปบอกหลงซือซ่ะและแกก็มีเวลาแค่สิบนาทีเท่านั้น” เย่เชียนพูด “ถ้าแกไม่อยากกระดูกหักล่ะก็รีบๆ โทรไปบอกหลงซือให้มาที่นี่ซะ..ตอนนี้เวลามันเดินอยู่นะ!”
บราเดอร์สการ์ตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่งและเขาจะกล้าพูดอะไรต่อได้ยังไงและรีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรหาหลงซือทันที
เมื่อเจิ้งตงที่อยู่ด้านข้างเห็นสถานการณ์แบบนี้เขาก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกเพราะเย่เชียนที่รู้ว่าสการ์ถูกหลงซือส่งมาแต่เย่เชียนกลับไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อยซึ่งทำให้เขาสงสัยตัวตนของเย่เชียนและบางทีเขาอาจจะดูถูกและประเมินเย่เชียนต่ำเกินไปจริงๆ เพราะเย่เชียนผู้ชายที่เหลียงหยานรักจะเป็นคนที่ไร้ประโยชน์ได้อย่างไร? อย่างไรก็ตามโชคดีที่ตอนนี้เป้าหมายของเย่เชียนไม่ใช่เขาซึ่งทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างมาก
ผ่านไปครู่หนึ่งโทรศัพท์ของการ์ก็ถูกเชื่อมต่อและเสียงของหลงซือก็ดังมาจากฝั่งตรงข้าม “ว่าไงสการ์เป็นยังไงบ้าง? ..งานเรียบร้อยดีมั้ย”
“เอ่อหัวหน้าครับ..ผม..แย่แล้ว” สการ์พูดตะกุกตะกัก
เย่เชียนก็ฉีกยิ้มและคว้าโทรศัพท์มือถือของสการ์มาแล้วพูดว่า “คุณหลง..คุณจะส่งพวกกระจอกๆ มาจัดการผมงั้นเหรอ? ..เอาเถอะตอนนี้ลูกน้องของคุณอยู่ในกำมือของผมเพราะงั้นฉันจะให้เวลาคุณสิบนาทีแต่ถ้าคุณมาช้ากว่าสิบนาทีนี้ผมจะหักกระดูกของพวกเขาให้หมด..ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่หรือตายมันก็ขึ้นอยู่กับคุณหลงแล้ว”
“ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมเป็นใครคุณก็มาดูด้วยตัวเองก็แล้วกัน..หวังว่าคุณหลงจะไม่กลัวนะ..อย่าทำให้ผมต้องดูถูกผู้นำองค์กรซูเหลียนผู้สง่าผ่าเผยเลย..ไม่อย่างนั้นถ้าเรื่องนี้มันแผยแพร่ออกไปในอนาคตคุณหลงจะอับอายขายหน้าเอานะ..เพราะงั้นก็รีบมาซะ!” เย่เชียนพูด
หลงซือพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ดูเหมือนว่าแกจะจงใจยั่วยุองค์กรซูเหลียนของฉันโดยตรงเลยสินะ..เยี่ยมจริงๆ แกกล้าที่จะยั่วยุองค์กรซูเหลียนของฉันในไต้หวันแบบนี้..แกเป็นคนแรกเลยจริงๆ ที่ทำให้ฉันประหลาดใจได้ถึงขนาดนี้..ฉันล่ะอยากเห็นหน้าแกจริงๆ ว่าแกจะเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ หรือคนโง่กันแน่”
“ผมเป็นแค่คนธรรมดา..คุณหลงไม่ต้องกังวลไปนะเพราะตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งแปดนาที..แต่ถ้าคุณหลงอยากคุยกันอยู่แบบนี้ผมก็ไม่รังเกียจที่จะคุยกับคุณต่อไป..เพราะผมมีเวลาทั้งวันแต่คุณมีเวลาแค่แปดนาทีเท่านั้น..หึๆ” เย่เชียนพูด
หลงซือขมวดคิ้วแน่นและเขาก็พูดอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ถ้าแกทำอะไรลูกน้องของฉันล่ะก็ฉันบอกเลยว่าแกจะไม่มีวันรอดชีวิตไปจากไต้หวันได้!” หลังจากพูดหลงซือก็วางสายโทรศัพท์ทันทีและในเวลานี้หลงซือก็รู้สึกแปลกๆ และแอบไตร่ตรองว่าคนเหล่านี้น่าจะเป็นคนขององค์กรสามมุมเมืองหรือเปล่า? แต่เมื่อลองคิดๆ ดูแล้วมันก็เป็นไปไม่ได้เพราะถ้าเป็นองค์กรสามมุมเมืองล่ะก็อีกฝ่ายจะไม่ทำแบบนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดฝันหลงซือก็ได้พาสมาชิกองค์กรซูเหลียนจำนวนมากไปด้วยเพราะนี่เป็นช่วงเวลาวิกฤตและอะไรก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและเขาก็ไม่ต้องการที่จะถูกศัตรูล้อมและตกลงไปในกับดักของศัตรูเด็ดขาด
เย่เชียนวางสายและโยนโทรศัพท์ให้สการ์ด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ลุกขึ้นสิ..มาดื่มกาแฟกันเถอะ!”
สการ์ก็ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งและมองเย่เชียนด้วยความประหลาดใจแต่เขาไม่กล้าที่จะคัดค้านเพราะตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดสำหรับเขาและสการ์ก็ไม่กล้าทำอะไรหรือแม้แต่จะหลบหนีเพราะเขาได้เห็นสถานการณ์ก่อนหน้านี้แล้วและลูกน้องของเขามากกว่า 30 คนก็ถูกกำจัดอย่างง่ายดาย
สการ์เดินไปที่ฝั่งตรงข้ามของเย่เชียนด้วยความสั่นเทาและนั่งลงแต่เขาไม่กล้าที่จะมองไปที่เย่เชียนแล้วนับประสาอะไรกับการสั่งกาแฟ เมื่อเห็นแบบนั้นเย่เชียนก็เอื้อมมือไปเรียกผู้จัดการและสั่งกาแฟให้สการ์ “ดื่มซะ!” เย่เชียนแสะยิ้มแล้วพูดพร้อมกับมองไปที่สการ์
เหลียงหยานกลอกตาไปมาและในเวลานี้เธอก็ไม่ได้สนใจที่จะอ่านนิตยสารใดๆ เลย เธอไม่ใช่ซ่งหลันที่จะแยแสเมื่อต้องเผชิญกับเรื่องแบบนี้ได้เพราะเธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เลยตั้งแต่ยังเป็นเด็กและถึงแม้ว่าเธอจะรู้จากปากของซ่งหลันมาบ้างว่าเย่เชียนแข็งแกร่งแค่ไหนแต่เธอก็ค่อนข้างเป็นห่วงเย่เชียน เธอกังวลว่าไม่ว่าเย่เชียนเก่งแค่ไหนแต่ถ้าหากมีศัตรูมากเกินไปเย่เชียนอาจจะไม่สามารถรับมือได้
เย่เชียนมองดูนาฬิกาของเขาอีกครั้งและพูดว่า “ผ่านไปหนึ่งนาทีแล้ว” เมื่อเสียงนั้นจบลงเย่เชียนก็ลุกขึ้นและเหยียบแขนซ้ายของสการ์และทันใดนั้นสการ์ก็กรีดร้องอีกครั้ง ซึ่งใบหน้าที่น่าขยะแขยงแต่เดิมถูกน้ำตาและน้ำมูกบดบังไปทั้งใบหน้าและมันก็น่าขยะแขยงมากยิ่งขึ้น เมื่อเจิ้งตงจากด้านข้างเห็นฉากตรงหน้าเขาก็อดไม่ได้สั่นสะท้านไม่ได้และเขารู้สึกว่าขาของเขาอ่อนแรงและเขาก็คุกเข่าลงทันทีเพราะตั้งแต่เด็กจนโตเจิ้งตงได้รับการศึกษาและการเลี้ยงดูที่ดีมาโดยตลอดและโรงเรียนที่เขาเข้าเรียนก็เป็นโรงเรียนของชนชั้นสูงด้วย ปกติแล้วเหตุการณ์การทะเลาะวิวาทดังกล่าวจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นและนอกจากนี้ส่วนใหญ่ผู้ใต้บังคับของครอบครัวเขาก็ดูแลและปกป้องเขามาเสมอดังนั้นเขาจึงไม่เคยกลัวอะไรเลยแต่ตอนนี้เมื่อเห็นการกระทำของเย่เชียนราวกับอสูรในนรกแล้วความกลัวก็ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งในหัวใจของเขา
เย่เชียนหันไปมองเจิ้งตงและพูดว่า “คนเราต้องรู้จักบุญคุณคน..ซึ่งพวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยแกดังนั้นแกจึงไม่สามารถทนดูพวกเขาทรมานได้ใช่มั้ย? ..ถ้างั้นทำไมแกถึงไม่ลดภาระความเจ็บปวดของเขาสักครึ่งหนึ่งล่ะ?”
“ไม่..อย่านะ!” เจิ้งตงโบกมือและพูดว่า “ฉันไม่รู้จักพวกมัน..มัน..มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน!”
“แต่พวกเขามาที่นี่เพื่อช่วยแกไม่ใช่เหรอ? ..แกควรจะตอบแทนบุญคุณนะ” เย่เชียนยักไหล่เล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปคว้าแขนเจิ้งตงแล้วบิดอย่างแรงจนได้ยิน “กรึก” เจิ้งตงก็ตะโกนเหมือนหมูโดนเชือดแล้วล้มลงกับพื้นส่งเสียงโอดครวญและกลิ้งไปมา ตั้งแต่เด็กจนโตเขาไม่เคยทรมานแบบนี้มาก่อนและความเจ็บปวดของเขาก็เหมือนตายทั้งเป็น ดังนั้นเขาจะทนต่อความเจ็บปวดขนาดนี้ได้ยังไง?
ในทุกๆ หนึ่งนาทีเย่เชียนจะหักกระดูกของสการ์กับเจิ้งตงสลับกันและทั้งร้านกาแฟก็ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องที่โอดครวญและประมาณ 20 นาทีต่อมาเสียงเบรกของรถก็ดังขึ้นที่ด้านนอกประตูร้านกาแฟและมุมปากของเย่เชียนก็ร่างรอยยิ้มออกมาทันที
.
.

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน