เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดนักรบจอมราชัน นิยาย บท 1262

ตอนที่ 1262 หมัดเมา

………………..

ในฐานะผู้นำองค์กรทหารรับจ้างเขี้ยวหมาป่าแล้วเย่เชียนก็ได้เดินทางบนขอบของชีวิตและความตายมานับครั้งไม่ถ้วนและเขาก็มีสัญชาตญาติพิเศษที่สามารถตรวจจับเจตนาฆ่าและจิตสังหารได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าบางคนอาจจะคิดว่าเฉพาะผู้ที่ไม่กลัวความตายเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้แต่เย่เชียนไม่ได้คิดอย่างนั้นเพราะผู้ที่รักชีวิตและปรารถนาที่จะอยู่รอดเท่านั้นที่สามารถอยู่รอดได้อย่างแท้จริง

การหวงแหนชีวิตไม่ได้หมายความว่ากลัวความตายเพราะมีผู้คนมากมายที่ต้องการชีวิตของเย่เชียนดังนั้นถ้าหากเย่เชียนเอาแต่กังวลอยู่ตลอดทั้งวันและกลัวตายล่ะก็เขาจะไม่สามารถทำอะไรได้เลย ดังนั้นเย่เชียนจึงปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่รอดและทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนเพราะเขาไม่อยากตาย

เย่เชียนสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าของคนที่เพิ่งเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออีกฝ่ายเห็นจินเหว่ยห่าวแล้วเจตนาฆ่าและจิตสังหารของพวกเขาก็ระเบิดออกมาโดยไม่มีการยับยั้งชั่งใจ ดังนั้นถึงแม้ว่าพวกเขาจะลบมันไปอย่างรวดเร็วและยับยั้งเจตนาฆ่าเอาไว้แต่พวกเขาจะซ่อนจากดวงตาที่เฉียบคมของเย่เชียนได้อย่างไร?

เย่เชียนเหลือบมองจินเหว่ยห่าวกับหลัวอวี่และทั้งคู่ก็เข้าใจได้ในทันทีจากนั้นเย่เชียนก็ดึงแขนของหลินเฟิงแล้วพูดว่า “พี่หลินนั่งอยู่เฉยๆ ก็แล้วกัน”

“นั่งลงเหรอ? ..ถ้าใครมาท้าทายเราแล้วเราจะปล่อยไปได้ยังไง?” หลินเฟิงสะบัดแขนของเย่เชียนและพูดว่า “น้องเย่วันนี้นายนั่นแหละที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ และรอดูการแสดงของฉัน..จากนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง” จากนั้นหลินเฟิงก็เหลือบมองหลัวอวี่รอยยิ้มและพูดว่า “หลัวอวี่ดูให้ดีล่ะ..ว่าจริงๆ แล้วฉันคือผู้ชายที่เธอจะฝากชีวิตเอาไว้ได้”

หลัวอวี่ถึงกับตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงมองหลินเฟิงอย่างว่างเปล่าและพูดว่า “ไร้สาระ!”

เย่เชียนก็แสยะยิ้มแล้วคิดว่าหลินเฟิงคงจะชอบหลัวอวี่จริงๆ ซึ่งเย่เชียนไม่ค่อยรู้เรื่องของหลัวอวี่มากนักแต่เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงที่หลินเฟิงชอบดังนั้นเธอก็คงจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรและนอกจากนี้เย่เชียนยังได้เรียนรู้บางสิ่งเกี่ยวกับหลัวอวี่จากปากของจินเหว่ยห่าวแล้วว่าผู้หญิงคนนี้ถือได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งเลยจริงๆ

หลินเฟิงก็ยิ้มอย่างเชื่องช้าและลุกจากที่นั่งอย่างโซซัดโซเซและจ้องมองกลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังจินเหว่ยห่าวและพูดว่า “ให้ตายสิเลิกเสแสร้งได้แล้ว..ฉันรู้ว่าพวกแกเป็นนักฆ่า!..มาสิวะมาดูกันว่าฉันจะฆ่าแกให้ตายยังไงดี!”

เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะและพวกเขาก็ขมวดคิ้วและพวกเขาเหลือบมองหลินเฟิง จากนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็พูดว่า “คนบ้างั้นเหรอออกไปซะ..ฉันไม่รู้ว่าแกกำลังพูดอะไรอยู่” ในตอนแรกพวกเขามาเพื่อฆ่าจินเหว่ยห่าวแต่เมื่อพวกเขาเห็นคนจำนวนมากที่นี่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะรอดูสถานการณ์โดยรวมก่อนเพื่อดูว่ามีโอกาสที่ดีกว่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าจะถูกใครจากไหนไม่รู้จับได้อย่างรวดเร็วซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยในใจ

“บ้างั้นเหรอ? ..ฉันเนี่ยนะบ้า? ..ถ้าแกคิดว่าฉันดื่มมากเกินไปเราก็มาดื่มแข่งกันมั้ยล่ะ? ..แล้วมาดูกันว่าใครจะขี้ขลาดคออ่อนและเมาจนสลบไปก่อนกัน” หลินเฟิงพูด

“ออกไปให้พ้น!..ฉันไม่อยากยุ่งกับคนบ้าอย่างแก..ถ้าแกยังไม่ไปล่ะก็พวกเราจะแจ้งความ” ชายหนุ่มกำลังพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาและเบี่ยงเบนประเด็นในตอนนี้ เพราะในฐานะนักฆ่าความล้มเหลวที่ใหญ่ที่สุดคือการที่ยังไม่ได้ดำเนินการแต่อีกฝ่ายกลับพบจุดประสงค์ที่แท้จริงและภัยคุกคามจากพวกเขาก่อนที่จะลงมือนั่นเอง ดังนั้นเมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นวิธีที่ดีที่สุดที่พวกเขาควรทำคือแสร้งทำเป็นว่าไม่รู้อะไรเลยเพราะถ้าหากพวกเขายังสามารถแนบเนียนต่อได้บางทีพวกเขาอาจจะพบโอกาสอีกในอนาคต

“แจ้งความอะไรไอ้พวกกระจอกอย่ามาเสแสร้ง!” หลินเฟิง “ในเมื่อพวกแกกล้ามาที่นี่แล้วพวกแกก็ควรจะกล้ายอมรับผลที่ตามมาสิวะ..พวกแกไม่คู่ควรกับการเป็นนักฆ่าเลย..เพราะแม้แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุดของนักฆ่าพวกแกยังล้มเหลวเลย..พวกแกนี่มันโง่จริงๆ ที่เดินเข้ามาแบบนั้น..นี่พวกแกคิดว่าเราตาบอดงั้นเหรอ? ..ฉันจะบอกให้นะว่าฉันคือเจ้าแห่งนักฆ่าเพราะงั้นพวกแกไม่มีสิทธิ์มาเล่นกับฉันเลยแม้แต่น้อย!”

เนื่องจากหลินเฟิงได้พูดทุกอย่างออกมาอย่างโจ่งแจ้งแล้วเย่เชียนก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว เพราะเดิมทีเย่เชียนคิดว่าจะแอบฟังการสนทนาของพวกเขาก่อนเพื่อดูว่าเขาจะสามารถหาเบาะแสได้หรือไม่แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยเพราะเนื่องจากหลินเฟิงได้สร้างปัญหาแล้วเย่เชียนก็ต้องปล่อยให้หลินเฟิงทำต่อไปจนจบ อย่างไรก็ตามเมื่อหลินเฟิงเมาแบบนี้เย่เชียนก็ถึงกับรู้สึกกลัวเล็กน้อยดังนั้นเขาจึงอยู่ห่างๆ หลินเฟิงในระยะที่ปลอดภัย

ในเวลานี้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนบ้าแบบนี้ต่อให้พวกเขาจะเสแสร้งแค่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้วและเกรงว่ามันจะไม่ช่วยอะไรเลย ดังนั้นพวกเขาจะต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อบรรลุเป้าหมายเพราะตราบใดที่เขาสามารถฆ่าจินเหว่ยห่าวได้ล่ะก็จะด้วยวิธีไหนมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

ทันใดนั้นชายหนุ่มคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มีสัญญาณใดๆ และพุ่งเข้าหาหลินเฟิงทันทีและแน่นอนว่าคนที่เหลือก็พุ่งใส่จินเหว่ยห่าวตามไปติดๆ “ไอ้พวกเวร!” หลินเฟิงตะโกนและร่างกายของเขาก็บิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาดและหลบการโจมตีของชายหนุ่มคนนั้นแล้วเตะโต๊ะขึ้นไปบนอากาศอย่างดุเดือดแล้วหมุนตัวเตะให้กลุ่มคนที่พุ่งเข้าหาจินเหว่ยห่าว

จินเหว่ยห่าวก็รีบยืนขึ้นด้วยความโกรธและต้องการรีบเข้าไปช่วยหลินเฟิงแต่ทว่าเย่เชียนก็จ้องมองเขาพร้อมกับส่ายบหัว เมื่อเห็นแบบนั้นจินเหว่ยห่าวก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งจากนั้นก็หยุดและก้าวออกไปห่างๆ ทันที

“เฮ้ยๆ ฉันยืนอยู่ตรงนี้แท้ๆ แต่ดูเหมือนว่าฉันจะไม่มีตัวตนอยู่เลยสินะ..ถ้าพวกแกต้องการจะฆ่าเขาพวกแกก็ต้องข้ามศพฉันไปก่อน!” หลินเฟิงพูดและจู่ๆ เขาก็โจมตีชายหนุ่มตรงหน้าอย่างรวดเร็วและการเคลื่อนไหวนั้นก็แปลกมากเพราะหมัดของเขาแกว่งไปแกว่งมาอย่างโซเซราวกับคนเมาอาละวาดแต่มันกลับสามารถหลบการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์แบบและเป็นการโจมตีสวนกลับในเวลาเดียวกัน

หลัวอวี่ตอบอย่างแผ่วเบาและหันมามองที่หลินเฟิงเพราะผู้ชายคนนี้มีด้านที่น่ารักมากมายและถ้าหากจะบอกว่าหลัวอวี่ไม่รู้สึกอะไรเลยนั่นก็เป็นเรื่องโกหกเพราะในอดีตความทรงจำของเธอกับหลินเฟิงนั้นถึงแม้จะหวานชื่นและเจ็บปวดแค่ไหนแต่มันจบลงแล้วและไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เต็มใจจะอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต จริงๆ แล้วหัวใจของหลัวอวี่ก็โหยหาไหล่ที่พึ่งพิงได้และเวลาเศร้าก็มีคนอยู่ข้างๆ และเมื่อมีความสุขก็ปล่อยให้ตัวเองซุกอยู่ในอ้อมกอดและทำตัวเหมือนเด็กสาวตัวน้อยๆ เสมอ

อย่างไรก็ตามหลัวอวี่ก็ชัดเจนว่าไม่เพียงแต่เธอแก่กว่าหลินเฟิงถึงหกปีเท่านั้นแต่เธอก็ยังมีชื่อเสียงและวีรกรรมที่ไม่ดีอีกด้วย ตามที่เย่เชียนพูดว่าหลินเฟิงเป็นคนดีดังนั้นเนื่องจากหลินเฟิงเป็นคนดีหลัวอวี่จึงรู้สึกว่าเธอไม่ควรทำร้ายจิตใจของหลินเฟิงเลย

ในเวลานี้หลินเฟิงไม่ทราบถึงการสนทนาของเย่เชียนกับหลัวอวี่แต่อย่างใดเพราะเขาวุ่นอยู่กับการสู้กับคนเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตามศาสตร์การต่อสู้หมัดเมานั้นถึงแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะเมาก็ตามแต่หลินเฟิงก็ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่ ดังนั้นถึงแม้ว่าร่างกายของหลินจะสั่นคลอนแต่หมัดของหลินเฟิงก็เร็วกว่าปกติหลายเท่า

มีเพียงเสียงกรีดร้องและหนึ่งในนั้นก็ถูกหลินเฟิงต่อยจนกระเด็นออกไปและล้มลงบนโต๊ะอย่างแรง ซึ่งแรงจากการกระแทกทำให้โต๊ะแตกหักทันทีซึ่งแสดงให้เห็นว่าหมัดของหลินเฟิงนั้นทรงพลังแค่ไหน ส่วนเหล่าลูกค้าในร้านที่เดิมทีอยากจะเห็นการต่อสู้สนุกๆ ก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปทันทีเพราะพวกเขาหวาดกลัวกับความบ้าคลั่งของหลินเฟิงมาก เพราะใครจะไปรู้ว่าคนบ้าที่ขี้เมาคนนี้จะหันมาทำร้ายพวกเขาเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงเป็นการดีกว่าที่จะออกไปโดยเร็วที่สุดและดูการแสดงอยู่ห่างๆ เพราะถ้าหากพวกเขาเป็นอะไรไปล่ะก็มันจะไม่คุ้มค่าเลย

“กล้านะที่บอกว่าฉันเมาจนบ้าไปแล้วให้ตายเถอะ!” หลินเฟิงพูดขณะโจมตีอีกฝ่าย “พวกแกไม่คู่ควรกับการเป็นนักฆ่าเลยแม้แต่น้อย..แบบนี้มันวงการนักฆ่าก็เสื่อมเสียกันหมดพอดี..ถ้าพวกแกยังมีชีวิตอยู่ต่อในโลกใบนี้ล่ะก็ในอนาคตผู้คนคงดูถูกนักฆ่าอย่างฉัน!”

.

.

.

………………..

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน