ตอนที่ 1359 ช่วยชีวิต
………………..
เย่เชียนก็กังวลเช่นกันแต่มันก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องกังวลอีกต่อไปเพราะเขาทำได้เพียงรออย่างอดทน
เมื่อมองไปที่เยว่เหอตูแล้วเย่เชียนก็ถามว่า “หยุนโอ่วเทียนกับฟู่เซิงเป็นไงบ้าง?..ธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นหรือเปล่า?”
“พวกเราทุกคนสบายดี” เยว่เหอตูพูด “ธุรกิจกำลังไปได้สวยเลยในตอนนี้ด้วยการแนะนำของบอสเพราะงั้นมันก็เป็นไปอย่างราบรื่นแต่หลี่ซือเธอคิดถึงบอสเพราะงั้นบอสควรกลับไปหาเธอเมื่อมีเวลานะ..เธอคงจะทรมานมากที่ไม่ได้เจอบอสตั้งนานแบบนี้”
“ก่อนที่ฉันจะมาที่นี่ฉันผ่านเมืองซีจิงและตั้งใจจะไปหาเธอแต่ฉันไม่สามารถเสียเวลาได้ฉันเลยไม่ได้ไปหาเธอ” เย่เชียนพูด “เอาไว้ค่อยไปหาเธอหลังจากเรื่องนี้จบลงก็แล้วกัน” เย่เชียนหยุดไปชั่วขณะแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมการธุรกิจของหมู่บ้านเมียวจะมีขนาดใหญ่มากและส่วนใหญ่ก็อยู่ในอุตสาหกรรมยาเพราะงั้นนายต้องศึกษาให้ดีเพื่อที่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้กับผู้เฒ่าหว่าน!”
“ใช่!..เหอตูฉลาดมากและช่วงนี้เขาก็กำลังศึกษายาชนิดต่างๆอยู่และเขาจะเป็นคนดูแลอุตสาหกรรมในอนาคต” หว่านไห่พูด “ฉันแก่แล้วและถึงเวลาเกษียณแล้วเพราะงั้นทุกอย่างจะถูกส่งต่อให้กับเหอตู..เอ็งโชคดีมากที่มีเพื่อนอย่างเย่เชียนและเอ็งก็สามารถถามเขาได้หากเอ็งไม่เข้าใจอะไรในอนาคตเพราะเขาน่ะไม่ธรรมดาเลย”
“ได้ครับ” เยว่เหอตูพูด
เย่เชียนยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “อย่าพูดแบบนั้นเลยเพราะอันที่จริงผมไม่ค่อยรู้อะไรเลยเกี่ยวกับการทำธุรกิจหรอกถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวหลันที่ช่วยผมจัดการเครือน่านฟ้ากรุ๊ปในช่วงหลายปีที่ผ่านมาผมเกรงว่าผมคงจะไม่สามารถทำได้เลย..แต่ถ้านายต้องการศึกษาธุรกิจจริงๆหลังจากนายเรียนจบฉันสามารถส่งนายไปอยู่ที่เครือน่านฟ้ากรุ๊ปเพื่อศึกษาเชิงธุรกิจสักระยะหนึ่งและฉันก็เชื่อว่านายจะสามารถเรียนรู้และเป็นผู้บริหารระดับสูงได้เพราะทีมบริหารของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปน่ะทุกคนล้วนมีชื่อเสียงระดับโลกและไม่รู้กี่บริษัทที่ต้องการซื้อตัวพวกเขาด้วยเงินเดือนที่สูงมาก”
“โอเค..เมื่อถึงเวลาฉันจะบอกพี่สาวหลันและขอให้เธอจัดการให้นายไปศึกษางานที่นั่น” เย่เชียนพูด “แต่ว่าฉันไม่อยากให้พวกเขาปฏิบัติต่อนายเป็นพิเศษเพราะว่านายเป็นน้องชายของฉันเพราะสิ่งที่ฉันต้องการก็คือความเข้มงวดในทุกๆอย่างและฉันก็อยากให้นายเตรียมพร้อมที่จะถูกตำหนิติเตียนเสมอ”
“นั่นแหละจะเป็นวิธีที่ผมจะสามารถเรียนรู้ได้..แต่บอสไม่ต้องกังวลไปผมไม่ใช่พวกลูกหลานผู้มีอิทธิพลที่หยิ่งผยองเหล่านั้นผมสามารถแบกรับความยากลำบากได้เสมอ” เยว่เหอตูพูด
เย่เชียนก็พยักหน้าอย่างพอใจและถึงแม้ว่าทุกวันนี้มันจะไม่ใช่สังคมที่เชื่อในคติที่ว่าอดทนแล้วจะได้ดีก็ตามแต่ถ้าโอกาสอยู่ตรงหน้าแต่ทันท้อถอยซะก่อนมันก็สามารถแสดงให้เห็นว่าคุณนั้นไร้ความสามารถและชีวิตนี้ก็จะเป็นได้เพียงแค่คนธรรมดา
ในขณะที่พูดประตูก็ถูกเปิดออกและสายตาของทั้งสามคนก็หันกลับมาทันที จากนั้นชายนิรนามก็ออกมาจากบ้านอย่างช้าๆและสีหน้าของเขาไม่สามารถบอกได้ว่าผลลัพธ์นั้นดีหรือแย่ซึ่งทำให้หัวใจของพวกเขาทั้งสามเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้
ทั้งสามรีบเข้าไปหาพวกเขาและเย่เชียนก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆและถามว่า “เป็นไงบ้างครับ..เธอ..” เย่เชียนไม่เคยรู้สึกประหม่าเท่านี้มาก่อนและอารมณ์แบบนี้ก็ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้และเขาก็ต้องการรู้ผลลัพธ์อย่างเร่งด่วนแต่ดูเหมือนเย่เชียนจะกลัวที่จะทราบผลลัพธ์เช่นกัน
“เธอไม่เป็นอะไรแล้ว” ชายนิรนามพูด “แต่เธอเพิ่งจะฟื้นตัวและร่างกายของเธอก็อ่อนเพลียมากและเธอยังอยู่ในอาการโคม่าอยู่..ซึ่งเช้าวันพรุ่งนี้เธอน่าจะลืมตาตื่นขึ้นแต่ผมรู้ว่าหมู่บ้านเมียวเก่งเรื่องยาและเชี่ยวชาญด้านวิธีฟื้นฟูร่างกาย..หลังจากที่เธอตื่นแล้วอย่าให้เธอหักโหมเกินไปล่ะเพราะร่างกายของเธอยังอ่อนแอมากไม่อย่างนั้นเธอแย่แน่!”
“ขะ..ขอบคุณมากครับ” เย่เชียนพูด
“คุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณผมหรอกเพราะพวกเราแค่ทำข้อตกลงกันและแค่จำเอาไว้ว่าคุณเป็นหนี้ผมตามคำสัญญาอยู่” ชายนิรนามพูด “เอาล่ะผมทำสิ่งที่ผมต้องทำไปแล้วเพราะงั้นผมขอตัวก่อน”
“แล้วเจอกันครับ!” หลังจากที่เย่เชียนพูดจบเย่เชียนก็เดินออกไปพร้อมกับชายวัยกลางคน
ด้านนอกประตูเย่เชียนก็อ้าปากราวกับว่าเขาต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เขาก็ยังกลั้นเอาไว้แต่ชายนิรนามไม่ได้หันหลังกลับแต่ดูเหมือนว่าเขาเห็นท่าทางของเย่เชียนแล้วเขาจึงพูดว่า “ถ้าคุณมีอะไรอยากจะถามก็ถามเลย..อย่าได้ลังเลเพราะมันไม่ใช่นิสัยของคุณ”
“เมื่อครู่นี้ผู้เฒ่าหว่านบอกว่าคุณเหมือนคนที่เขารู้จัก” เย่เชียนพูด
“หืม?..เหมือนใคร?” ชายวัยกลางคนพูดโดยไม่ระบุชื่อ
เย่เชียนหยักหน้าเล็กน้อยและจูบหลัวสุ่ยแล้วพูดว่า “ไม่ว่าเธอจะเป็นอะไรฉันสัญญาว่าฉันจะดูแลเธอไปตลอดชีวิต” จากนั้นเย่เชียนก็ห่มผ้าให้หลัวสุ่ยและเย่เชียนลุกขึ้นและเดินออกไป
ในตอนเย็นเย่เชียนกับเยว่เหอตูก็นอนห้องเดียวกันและทั้งสองก็คุยกันจนดึกดื่น สำหรับเยว่เหอตูแล้วเย่เชียนเป็นผู้มีพระคุณและผู้ให้โอกาสเขาดังนั้นเยว่เหอตูจึงปฏิบัติต่อเย่เชียนเหมือนพี่ชายจริงๆและเขาก็จำได้ชัดเจนว่าเมื่อเขานำกระเป๋าหนังงูใบเก่าๆไปยังมหาวิทยาลัยนักศึกษาเหล่านั้นก็จ้องมองเขาด้วยความดูถูกเหยียดหยามแต่ทว่าเย่เชียนไม่ลังเลเลยที่จะซื้อน้ำให้เขาในยามที่เขากระหายน้ำมากและนั่นก็ไม่ใช่เพราะเย่เชียนดูถูกเขาเลยซึ่งทำให้หัวใจของเขาอบอุ่นมากและมิตรภาพระหว่างเขากับเย่เชียนนั้นเหมือนกับมิตรภาพระหว่างขวดน้ำแต่มันลึกเหมือนทะเล
ซึ่งเย่เชียนก็ช่วยให้เยว่เหอตูได้รับชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมและทำให้ชีวิตของเขาเริ่มผลิบานด้วยแสงแวววาวและไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอเรื่องดีๆแบบนี้ได้ ดังนั้นเยว่เหอตูจึงไม่เพียงแต่รู้สึกขอบคุณเย่เชียนเท่านั้นแต่ยังเป็นการแสดงความเคารพอีกด้วยและในหัวใจของฟู่เซิง,หยุนโอ่วเทียนก็เขารักและเคารพเย่เชียนอย่างสุดซึ้งเช่นกันและอาจกล่าวได้ว่าถ้าหากเย่เชียนขอให้พวกเขาไปตายพวกเขาก็จะไม่ลังเลเลย
“จงทำให้ดีและเรียนรู้สิ่งต่างๆให้มากขึ้นในขณะที่นายอายุยังน้อยและสะสมประสบการณ์สิ่งต่างๆให้มากขึ้นซึ่งจะเป็นประโยชน์กับนายในอนาคต” เย่เชียนพูด “ฉันเชื่อว่าภายในสิบปีมันจะต้องมีผู้คนมากมายเอ่ยถึงชื่อของนายและเมื่อถึงเวลานั้นทั้งไม่ว่าจะถนนสายขาวหรือสายดำก็ต้องหวั่นเกรงนาย”
“ผมไม่ได้หวังไกลขนาดนั้นเลยครับบอส..ผมคิดว่าแค่นี้ก็เป็นโอกาสที่มีค่ามากสำหรับผมแล้วและมันก็อยู่ตรงหน้าผมเพราะงั้นผมจึงควรรักษามันเอาไว้และผมก็ไม่อยากพลาดโอกาสใดๆและยิ่งไปกว่านั้นผมก็เข้าใจมากยิ่งขึ้นว่านี่เป็นความหวังที่บอสมอบให้ผมและผมจะไม่มีวันทำให้บอสผิดหวังอย่างแน่นอน” เยว่เหอตูพูดอย่างเคร่งขรึม
เย่เชียนก็ยิ้มและตบไหล่ของเยว่เหอตูและพูดว่า “ใช่ฉันน่ะหวังดีกับนายเพราะนายมีความทรหดอดทนที่คนอื่นไม่มีและฉันก็เชื่อว่านายจะประสบความสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้นี้และฉันหวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคตเมื่อฉันได้ยินคนพูดถึงชื่อของนายฉันจะต้องภูมิใจในตัวนายอย่างแน่นอน..ระหว่างนี้ถ้านายต้องการอะไรก็บอกฉันได้แต่นายยังต้องเลือกเส้นทางที่คุณควรเดินไปด้วยตัวเอง”
.
.
.
………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน