เฉิงสวี่ทำสีหน้าหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ออกมา ตะโกนใส่มารดาเสียงหนึ่งว่า ท่านแม่ และกล่าวขึ้นว่า “ข้านั่งมาตั้งนานแล้ว อยากจะลุกขึ้นมายืดตัวสักหน่อยก็เท่านั้น! ท่านเป็นอะไรหรือ…อารมณ์ราวกับดอกไม้ไฟก็ไม่ปาน…” ขณะที่เขาพูด ก็ขยับเข้าไปที่ด้านหน้าของหยวนซื่อ ยิ้มร่าพลางกล่าว “ท่านบอกข้ามา ใครทำให้ท่านไม่พอใจกันแน่ ข้าไปจะเอาคืนให้ท่าน!”
“นอกจากเจ้าแล้ว ยังจะมีใครกล้ามาทำให้ข้าไม่พอใจอีก!” หยวนซื่อใช้โอกาสนี้กล่าวขึ้นว่า “ตอนที่คุณหนูใหญ่ตระกูลหมิ่นยังเด็ก ข้าเคยเจอมาแล้ว ไม่เพียงเฉลียวฉลาด ยังมีดวงตาที่สดใสและฟันที่ขาวสะอาด งดงามยิ่งยัก…”
คิ้วของเฉิงสวี่ผูกกันเป็นปม กล่าวขัดคำพูดของมารดาว่า “ท่านแม่ กล่าวเรื่องพวกนี้ในตอนนี้ยังถือว่าเร็วไปหน่อย คนที่ฉลาดตอนเป็นเด็กแต่พอโตมาแล้วธรรมดาก็มีมากมาย ท่านก็อย่าเอาแต่ยึดเอาตามปฏิทินเก่ามาพิจารณาคนเลย…”
ถึงแม้จะพยายามกดทับเอาไว้ แต่หยวนซื่อที่เลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ด้วยมือตัวเอง อย่างไรก็สามารถฟังจากน้ำเสียงของเขาได้ว่าค่อนข้างจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
หยวนซื่อเงียบไปครู่หนึ่ง
ดังที่เขากล่าวกันว่า บุตรชายโตแล้วจะไม่ยึดติดกับมารดา ตอนนี้บุตรชายไม่เพียงเติบโตแล้วเท่านั้น แต่ยังสอบได้เป็นซิ่วไฉ และเป็นถึงอั้นโส่วผู้สอบได้เป็นลำดับที่หนึ่ง นี่หากว่าอยู่ในตระกูลธรรมดาทั่วไป ก็คงจะเป็นหัวหน้าครอบครัวจัดการเรื่องต่าง ๆ และสามารถพูดในหอบรรพชนได้แล้ว เพียงเพราะบุตรชายเกิดมาในตระกูลเฉิงแห่งซอยจิ่วหรู การเป็นซิ่วไฉ หรือจวี่เหรินจึงไม่นับว่าเป็นอะไร ต่อให้เป็นจิ้นซื่อ ก็ยังต้องดูว่าเป็นลำดับผิ่นที่เท่าไหร่ ด้วยเหตุนี้ถึงได้ถูกนางตำหนิราวกับยังคงเป็นเด็กอยู่เช่นเดิม แต่อะไร ๆ ก็เปลี่ยนแปลงได้ ตอนนี้ในใจของเขามีโจวเสาจิ่นอยู่ ไม่ว่านางจะพูดอะไร เขาย่อมไม่ฟัง เช่นนั้นไม่สู้ปล่อยเอาไว้ก่อนจะดีกว่า ต่อไปมีโอกาสค่อยคุยรายละเอียดกับเขาอีกครั้ง นอกจากนี้โจวเจิ้นก็ใกล้จะกลับมาแล้ว ด้วยนิสัยของเขาแล้ว เพียงตนแสดงออกว่าไม่ชอบนิสัยของโจวเสาจิ่นเล็กน้อย ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีทางยอมให้บุตรสาวแต่งเข้ามาเป็นแน่…ถึงเวลานั้น บางเรื่องก็อยู่เหนือการควบคุมของบุตรชายแล้ว
แล้วเหตุใดตนต้องทำตัวเป็นคนไม่ดีในเวลานี้ด้วย หากบุตรชายไม่ชอบใจขึ้นมา ก็จะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกไปอีก
ในใจของหยวนซื่อสงบลงเล็กน้อย
“เจ้าดูเจ้าสิ ช่างพูดช่างคุยยิ่งกว่าฮูหยินแก่อย่างข้าผู้นี้เสียอีก แม่พูดประโยคหนึ่ง เจ้าก็ตอบกลับมาประโยคหนึ่ง ต้องพูดให้ชนะข้าให้ได้ มีลูกบ้านไหนกันที่เหมือนเจ้า ไม่ยอมแพ้เลยสักนิด” นางยิ้มพลางเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “อย่างไรก็ตาม เฉิงลู่กล่าวเช่นนี้ก็ไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก ผู้อื่นได้ยินเข้า ยังอาจจะคิดว่าเจ้ากับเฉิงลู่กำลังอิจฉาริษยากันด้วยเรื่องผู้หญิง ไม่ควรปล่อยให้เฉิงลู่กล่าววาจาเลื่อนเปื้อนไปทั่วเช่นนี้ได้ เจ้าเป็นผู้ชายยังพูดง่าย แต่คุณหนูรองตระกูลโจวเป็นผู้หญิง ยังไม่ได้ปักปิ่น และยังกำลังรอพูดเรื่องแต่งงานอยู่ด้วย หากคำพูดนี้แพร่ออกไป บ้านไหนจะกล้ามาสู่ขอคุณหนูรองตระกูลโจวกัน! แต่เจ้าก็เป็นตัวต้นเรื่อง ออกหน้ากล่าวอะไรไปก็ไม่ดี…ข้าว่าเรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการก็แล้วกัน! เจ้าตั้งใจเรียนหนังสือของเจ้าให้สบายใจไปก็พอ” ยังกล่าวอีกว่า “เดือนหน้าเป็นวันเกิดของท่านอาจารย์ของเจ้า ข้าให้พ่อบ้านเตรียมชุดเครื่องเขียนไม้หวงหยางหนึ่งชุดและแจกันดอกเหมยอีกหนึ่งคู่มาให้เจ้า ถึงแม้ว่าของจะไม่มากมาย แต่ล้วนมีราคายิ่ง อีกสองวันเจ้านำสิ่งของไปเยี่ยมท่านอาจารย์ของเจ้าเสียหน่อย”
หัวหน้าผู้คุมสอบตอนที่เฉิงสวี่เข้าร่วมการสอบขุนนางระดับจังหวัดในตอนนั้นเป็นเจ้าเมืองจินหลิง ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าราชทูตอยู่ที่เจ้อเจียง
กล่าวคือหยวนซื่อต้องการส่งบุตรชายไปที่หังโจว
เฉิงสวี่เองก็เข้าใจดี และเข้าใจด้วยว่าตอนนี้ไม่เหมาะที่ต่อต้านความคิดของมารดา ไม่เช่นนั้นหากมารดาตัดสินใจอยากจะดึงเรื่องโจวเสาจิ่นขึ้นมาพูด เขาก็คงจะห้ามไม่อยู่
ไม่สู้ตอนนี้เชื่อฟังคำของมารดาไปก่อนแล้วไปเยี่ยมท่านอาจารย์ที่หังโจวเสีย รอกลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที
เขายิ้มพลางขานรับ
หยวนซื่อถอนหายใจอย่างโล่งอกไปครั้งหนึ่ง
ที่ผ่านมาบุตรชายเป็นคนที่เชื่อถือได้ เมื่อเขาตอบตกลงแล้ว ก็ย่อมจะไปเยี่ยมท่านอาจารย์ที่หังโจวอย่างแน่นอน ถ้าหากว่าด้วยเหตุนี้ทำให้พลาดการพบหน้ากับโจวเจิ้นได้ เช่นนั้นก็ยิ่งดี
สองแม่ลูกมองหน้ากันและยิ้ม ต่างคนต่างรู้ดีว่านี่ยังไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ต่างคนก็ต่างรู้ดีอีกว่า ไม่อาจพูดต่อไปให้มากกว่านี้ได้อีก หากพูดต่อไปอีก มีแต่จะทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างแม่ลูก
หยวนซื่อสั่งให้พ่อบ้านเตรียมรถม้าให้เฉิงสวี่
เฉิงสวี่กลับสั่งฮวนสี่ว่า “เจ้าจับตาดูทางด้านของคุณหนูรองเอาไว้ หากมีความเคลื่อนไหวอะไรที่ผิดปกติก็ให้คนส่งจดหมายผ่านหอส่งข่าวมาให้ข้า ไม่ต้องกลัวเรื่องเสียเงิน ทั้งหมดให้รอข้ากลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที”
ฮวนสี่ขานรับซ้ำ ๆ
สองวันต่อมา หยวนซื่อส่งเฉิงสวี่ออกไปแล้ว จากนั้นก็สั่งให้สาวใช้ไปเชิญต่งซื่อผู้เป็นมารดาของเฉิงลู่เข้ามาดื่มชา “…บอกไปว่านายท่านส่งชาเขียวลู่อันมาให้จากจิงเฉิง ข้าเชิญนางมาชิมดูสักหน่อย”
สาวใช้รับคำแล้วออกไป
ต่งซื่อที่ได้รับข่าวมากลับกระวนกระวาย
นางให้สาวใช้นั่งรอในห้องโถงรับแขก อ้างว่าขอตัวไปเปลี่ยนชุด แล้วสั่งให้แม่นมของตัวเองส่งบ่าวชายให้นำข่าวไปส่งให้เฉิงลู่ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษา “พวกเรากับจวนหลักไม่เคยไปมาหาสู่กัน ข้ากับหยวนซื่อยิ่งแล้วใหญ่ ปีหนึ่งคุยกันไม่เกินสองประโยค อยู่ ๆ นางก็เชิญข้าไปดื่มชา เป็นเพราะอะไรกันแน่ เจ้ารีบไปขอความเห็นของเซียงชิงสักหน่อย ว่าข้าควรไปหรือไม่ควรไป ถ้าไปควรจะนำของอะไรไปด้วยหรือไม่”
แม่นมออกจากเรือนหลักไปเงียบ ๆ และพบกับซงชิงบ่าวข้างกายของเฉิงลู่
ซงชิงฟังแล้ว ก็รีบวิ่งไปยังสำนักศึกษาของตระกูลเฉิง
ทว่าจวนตระกูลเฉิงของเขาอยู่ห่างตระกูลเฉิงที่ซอยจิ่วหรูค่อนข้างไกล ไม่ทันได้รอจนได้คำตอบจากซงชิง ต่งซื่อก็ตามสาวใช้ไปที่เรือนอวิ้นเจินของจวนหลักอย่างไม่ยินดีนักเสียแล้ว
หยวนซื่อต้อนรับให้ต่งซื่อนั่งลงอย่างกระตือรือร้น ยิ้มพลางกล่าวทักทายนางอยู่หลายประโยค จากนั้นก็เข้าประเด็นพูดถึงเรื่องของเฉิงลู่ขึ้นมา “…ข้าได้ยินแล้วก็ตกใจเป็นอย่างมาก ทั้งกลัวว่าจะเป็นการพูดแบบเข้าใจผิด ๆ ของเด็ก ๆ และกลัวว่าจะมีคนที่มีเจตนาลับ ๆ ถือโอกาสแพร่ข่าวลือเสียหายออกไป เห็นว่าพวกเราต่างก็เป็นแม่เหมือนกัน ความหวังที่มีต่อลูกก็เหมือนกัน หากว่าเรื่องนี้แพร่ไปถึงหูของท่านอาจารย์ของเซียงชิงเข้า จะมองหน้าเขาอย่างไร”
ต่งซื่อประหลาดใจยิ่งกว่าหยวนซื่อเสียอีก
นางตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างพูดอะไรไม่ออก กว่าครู่ใหญ่ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมา ร้องไห้ขึ้นมาด้วยสีหน้าซีดเผือด “ฮูหยินหยวน ท่านต้องช่วยเป็นผู้ตัดสินใจแทนเซียงชิงของพวกข้าด้วยนะเจ้าคะ! เซียงชิงของพวกข้าเป็นคนซื่อมาตั้งแต่เด็ก นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ต้องมีใครที่อยากทำลายเซียงชิงของพวกข้า เห็นเขาสอบได้เป็นซิ่วไฉ ยังได้รับอาหารจากหลวง ดังนั้นก็เลยเกิดความอิจฉาริษยา…”
เรื่องแค่นี้ก็เกิดความอิจฉาริษยาแล้วหรือ หากบุตรชายของเจ้าสอบได้เป็นจิ้นซื่อ คงคิดว่าทุกคนจะมองว่าเจ้าเป็นก้อนทองคำไปเลยหรือ!
ต่งซื่อเห็นนางไม่ได้ขืนบังคับตนให้ไปที่จวนรองด้วย ก็ผ่อนลมหายใจออกมาครั้งหนึ่ง รีบกล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ย่อมเป็นเช่นนั้น”
หยวนซื่อพยักหน้าพลางยิ้มตาหยี แล้วเชิญนางดื่มชา จากนั้นก็ไปที่จวนรอง
ส่วนต่งซื่อเร่งกลับบ้านอย่างร้อนรน
เฉิงลู่รอต่งซื่ออยู่ที่บ้านแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว เขาก็พลันออกมาต้อนรับ
“ท่านแม่” เขาไม่รอให้ต่งซื่อได้เอ่ยปาก ก็กล่าวขึ้นว่า “มีเรื่องอะไรพวกเราไปคุยกันข้างในเถิด”
ต่งซื่อพยักหน้า เดินไปที่ห้องหนังสือพร้อมกับเฉิงลู่
ซงชิงเฝ้าอยู่ด้านนอกของห้องหนังสือ ต่งซื่อเล่าเรื่องที่ไปจวนหลักทั้งหมดอย่างละเอียดให้เฉิงลู่ฟัง สุดท้ายเอ่ยอย่างเสียดายว่า “หากว่าไม่ได้กล่าวเช่นนั้นออกไปก็ดี ข้ายังคิดว่าจะพูดเรื่องหมั้นหมายกับตระกูลโจวให้เจ้า!”
เฉิงลู่กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ท่านแม่ เรื่องบางอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับวาสนา เกรงว่าข้ากับคุณหนูรองตระกูลโจวคงจะไม่มีวาสนาต่อกัน”
ในน้ำเสียงมีความสิ้นหวังอย่างไม่มีทางเลือกอยู่เล็กน้อย
ต่งซื่ออยู่เป็นหม้ายเพื่อดูแลบุตรชายคนนี้ บุตรชายเป็นทุกอย่างของนาง นอกจากนี้บุตรชายยังมีดูมีอนาคตที่ดี ตั้งแต่ยังเป็นเด็กก็สามารถจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในครอบครัวได้แล้ว ยังมีอะไรให้นางต้องพูดอีก ดังนั้นเมื่อได้ยินเฉิงลู่กล่าวเช่นนี้ นางคิด ๆ ดูแล้ว ก็เปลี่ยนความคิดตามไปด้วย “ข้าคิดว่าเจ้ากับโจวเสาจิ่นไม่มีวาสนาต่อกันจริง ๆ เจ้าลองคิดดู เมื่อก่อนอะไรก็ดีไปหมด แต่หลังจากที่นางป่วยในช่วงเดือนสามเป็นต้นมา ก็ค่อย ๆ ถอยห่างกับพวกเรา กับข้าเองก็ไม่ได้เคารพอย่างเช่นเมื่อก่อนแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าเด็กสาวโตขึ้นแล้ว ความคิดก็มีมาก ก็เลยไม่ชอบที่พวกเราไม่ร่ำรวย ตอนนี้โจวเจิ้นก็ใกล้จะกลับมาแล้ว ยังจะมีข่าวลือเช่นนี้แพร่ออกมาอีก” นางกล่าวอย่างยินดีขึ้นมาว่า “โชคดีที่บุตรชายของข้าสอบได้ปิ่งเซิงแล้ว หากอยากจะพูดเรื่องแต่งงานก็ไม่ยากแล้ว ไม่เช่นนั้นข้าคงจะไม่สบายใจเป็นอย่างมากจริง ๆ!”
“ท่านแม่ ท่านวางใจเถิด ต่อไปข้าจะขยันขันแข็งให้มากยิ่งขึ้น จะสอบจวี่เหริน และสอบจิ้นซื่อ” เฉิงลู่กล่าวปลอบมารดาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านก็อย่าเป็นกังวลแทนข้าอีกเลย รอมีความสุขก็พอแล้ว”
“ตอนนี้ข้าก็กำลังมีความสุขอยู่” ต่งซื่อพึงพอใจยิ่งนัก ดึงมือของบุตรชายเอาไว้ กล่าวขึ้นว่า “เจ้านำเอาทรัพย์สินของพวกเราที่ฝากเอาไว้กับจวนสี่กลับมาได้ อีกทั้งยังมียศตำแหน่งแล้ว ต่อไปแม่ก็ไม่ต้องไปเห็นสีหน้าของคนตระกูลเฉิงบ่อย ๆ อีก พวกเราก็จะสามารถเป็นอย่างเช่นตอนที่ท่านพ่อของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ปิดประตูเอาไว้แล้วใช้ชีวิตของพวกเราเอง รอให้ผ่านไปอีกสักหน่อย แม่ค่อยมอบหมายให้คนไปคุยเรื่องแต่งงานให้เจ้า เจ้าค่อยมีหลานให้แม่สักสองสามคน เท่านี้แม่ก็สามารถนอนตาหลับได้แล้ว”
สีหน้าของเฉิงลู่เคร่งขึ้น แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวก็เปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “ท่านแม่ เรื่องงานแต่งของข้าท่านอย่างเพิ่งรีบร้อนไปเลย ยิ่งข้าเตรียมตัวสำหรับสอบขุนนางได้ดี ก็จะสามารถหาพ่อภรรยาที่สามารถช่วยเหลือเกื้อหนุนข้าบนเส้นทางราชสำนักได้ง่ายยิ่งขึ้น ยังไงก็รออีกสักสองสามปีน่าจะดีกว่า”
“แม่แล้วแต่เจ้า ไม่ว่าอะไรแม่ก็แล้วแต่เจ้า” เมื่อเห็นว่าบุตรชายไม่ได้ต่อว่าอะไรนางมากเกี่ยวกับเรื่องที่ไปจวนหลักมา ต่งซื่อก็เลยคิดว่าตนไม่น่าจะทำอะไรที่ผิดพลาดออกมา จิตใจก็เลยผ่อนคลายลงมา กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “เจ้ากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ หิวหรือไม่ ข้าให้ในครัวยกต้มเม็ดบัวเข้ามาให้สักถ้วยดีหรือไม่ อากาศค่อย ๆ เย็นลงแล้ว จึงไม่ควรดื่มน้ำซวนเหมยทังนี้อีกแล้ว…”
…………………………………………………………………………..

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน