เข้าสู่ระบบผ่าน

ยามดอกวสันต์ผลิบาน นิยาย บท 38

ตอนที่ 38 พบหน้า
นี่คือเหตุการณ์อะไรอีก?

โจวเสาจิ่นรู้สึกมืดมนเล็กน้อย

ลำดับแรกเป็นเพราะเหตุผลของเฉิงสวี่ทำให้นางถูกสายตาของทุกคนมองสำรวจอย่างจดจ้อง ต่อมาถูกเฉิงสวี่เรียกให้ไปช่วยดึงตราประทับผีชิ้นนั้นที่เรือนฉางชุน จากนั้นได้รู้เฉิงลู่ไปโพนทะนาที่สำนักศึกษาเอาไว้ว่าตนกับเขาเป็นคู่รักในวัยเยาว์ที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ยังมาได้ยินสิ่งที่พานชิงพูดกับหูของตัวเองทำนองว่า ‘เป็นคุณหนูรองตระกูลโจวที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านพ่อหรือเป็นภรรยาของตระกูลเฉิงในอนาคตที่จะเป็นประโยชน์ต่อท่านพ่อ’…นางรู้สึกว่าโลกทั้งใบกลับตาลปัตร ราวกับว่านางใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนแห่งความฝัน อะไรคือเรื่องจริงและอะไรคือเรื่องเท็จ ที่ผ่านมานางไม่เคยทำความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้มาก่อน

มีคนเดินออกมาจากกลางป่าด้านข้าง

นางสวมชุดเพ่ยจื่อสีแดงเลือดนกดิ้นทอง บนมวยผมทั้งคู่ผูกเอาไว้ด้วยลูกปัดดอกไม้อย่างเรียบร้อย มีปานแดงขนาดเท่าเมล็ดข้าวเม็ดอยู่หนึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว ที่มุมปากมีรอยยิ้มเลศนัยสายหนึ่งปรากฏอยู่

โจวเสาจิ่นหรี่ตาลงเล็กน้อย

อู๋เป่าจาง!

นางมาทำอะไรอยู่ที่นี่

นางมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยินอะไรไปแล้วบ้าง และสังเกตเห็นตนหรือไม่นะ?

โจวเสาจิ่นครุ่นคิด

ทว่าอู๋เป่าจางย้อนกลับเข้าไปในป่าอีกครั้งด้วยท่วงท่าสบายๆ และซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

โจวเสาจิ่นตกใจ สายตากลับมองเห็นเฉิงสวี่กับพานจ้าวเดินเคียงกันมา

ทำไมพานจ้าวกับเฉิงสวี่ถึงมาอยู่ด้วยกันได้?

คิ้วของนางขมวดเล็กน้อย ได้ยินเฉิงสวี่กับพานจ้าวที่ค่อยๆ เดินใกล้เข้ามาถามขึ้นว่า “เจ้าไม่เห็นน้องสาวรองตระกูลโจวเลยหรือ”

“ไม่เห็นจริงๆ!” พานจ้าวขมวดคิ้วมุ่น ท่าทีค่อนข้างจริงจัง กล่าวขึ้นว่า “ข้าเพิ่งจะแยกกับน้องสาวที่นี่ หากว่าน้องสาวรองตระกูลโจวเดินผ่านมา ข้าย่อมต้องเห็นแล้วอย่างแน่นอน!”

ที่ตรงนี้เป็นทางเดินเส้นตรงสายหลัก หากว่ามีคนเดินผ่านมาก็จะมองเห็นได้

“หรือว่าจะหลงทาง?” เฉิงสวี่พึมพำ ก้าวช้าลง จากนั้นมองไปรอบๆ ทั้งสี่ทิศ

ที่แท้อู๋เป่าจางกำลังซ่อนตัวจากพวกเขาทั้งสองคนนี่เอง!

คำพูดของพานจ้าวและพานชิงกำลังพลุ่งพล่านอยู่ในหัวของโจวเสาจิ่น นางไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ขนาดคนโอบกอดได้ต้นหนึ่งโดยสัญชาตญาณ

ทว่ากลับมีเสียงตะโกนอย่างดังเสียงหนึ่งดังอยู่กลางอากาศ “ใครแอบอยู่ตรงนั้น?”

โจวเสาจิ่นเป็นคนขี้กลัวมาโดยตลอด ชั่วขณะนั้นจึงตกใจจนตัวซีดชา สองขาอ่อนแรง ไม่สามารถขยับตัวได้ไปพักใหญ่

มีเสียงฝีเท้าเร็วและเบาดังเข้ามาที่ข้างหู

โจวเสาจิ่นใจเต้นตึกตัก

ถ้าหากว่าถูกคนจับได้ขึ้นมา ตนจะทำอย่างไรดี?

นางเหลือบมองไปอย่างกังวล ทว่ากลับเห็นเฉิงสวี่ทำหน้าเคร่งขรึมและเดินตรงไปทางป่า พานจ้าวยืนอยู่ที่ระหว่างทางเดิน เอ่ยถามเฉิงสวี่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยว่า “เกิดอะไรขึ้น”

“มีคนแอบอยู่ในป่า” เฉิงสวี่กล่าวเสียงเข้ม ใบหน้ามีลักษณะดุดันที่โจวเสาจิ่นไม่เคยเห็นมาก่อน

โจวเสาจิ่นผงะ

อู๋เป่าจางเดินออกมาจากในป่าด้วยอาการสั่นกลัว

“คุณชายเฉิง ข้าเองเจ้าค่ะ!” นางมองเฉิงสวี่ด้วยใบหน้าแดงระเรื่อทั้งหน้า กล่าวอย่างเขินอายว่า “ในเรือนซื่ออี๋นั้นเสียงดังจอแจ ข้ารู้สึกปวดศีรษะยิ่ง ทั้งกลัวว่าจะทำให้ผู้ใหญ่หมดความรื่นเริง จึงอยากมาสงบใจนิ่งๆ อยู่ที่นี่คนเดียว คิดไม่ถึงว่าจะเจอท่านกับคุณชายพาน…เดิมทีคิดจะซ่อนตัวเอาไว้เจ้าค่ะ”

ข้ออ้างนี้เข้าท่าดีจริงๆ!

โจวเสาจิ่นเกือบจะปรบมือให้อู่เป่าจาง

ถ้าหากเปลี่ยนเป็นตน อาจจะคิดข้ออ้างเช่นนี้ออกมาไม่ได้

นางคิดว่าเฉิงสวี่จะปล่อยอู๋เป่าจางไปด้วยความสงสาร ใครจะรู้ว่าเฉิงสวี่กลับขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่เรือนซื่ออี๋ที่อยู่ไกลๆ ครั้งหนึ่ง จากนั้นยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “คุณหนูคือ?”

“โอ้!” ในตาของอู๋เป่าจางมีความลนลานสายหนึ่งวาบผ่าน รีบกล่าวขึ้นว่า “บิดาของข้าคืออู๋เซี่ยซิ่ว เป็นเจ้าเมืองของจินหลิง เมื่อหลายวันก่อนตอนที่มาเยี่ยมฮูหยินหยวนที่จวนนั้นยังได้เดินผ่านกับคุณชาย คุณชายจำข้าไม่ได้ แต่ข้าจำคุณชายได้เจ้าค่ะ!”

เฉิงสวี่ได้ยินแล้วก็มองอู๋เป่าจางอย่างจดจ้องไปครั้งหนึ่ง กล่าวขึ้นว่า “คิดไม่ถึงว่าความจำของคุณหนูอู๋จะดีถึงเพียงนี้ หลังจากที่เลิกเรียนในช่วงบ่ายยามโหย่วสือ[1]สามเค่อข้าถึงได้ไปคารวะยามเย็นท่านแม่ แต่คุณหนูอู๋กลับเดินผ่านกับข้าได้ เป็นพรหมลิขิตจริงๆ เชียว!”

โดยปกติหากว่าเลยยามโหย่วสือสามเค่อไปแล้วแขกยังไม่กลับ ก็มักจะรั้งให้อยู่ทานมื้อเย็นด้วย

คำพูดของเฉิงสวี่มีความนัย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในวันนั้นหยวนซื่อไม่ได้มีแขกอยู่ด้วย

โจวเสาจิ่นประหลาดใจยิ่ง

นางเข้าใจมาตลอดว่าเฉิงสวี่นั้นเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญจากตระกูลร่ำรวยที่เรียนหนังสือเก่งผู้หนึ่งเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าเขายังมีด้านที่ช่างพินิจพิเคราะห์ขนาดนี้ สามารถสังเกตความผิดปกติจากคำพูดของอู๋เป่าจางได้!

อู๋เป่าจาง นางต้องการจะทำอะไรกันแน่?

โจวเสาจิ่นมองนางแล้ว รู้สึกได้ถึงความรู้สึกประเภทหนึ่งที่ความแค้นเก่ายังไม่ได้สะสางก็มีความแค้นใหม่เพิ่มเข้ามา

อู๋เป่าจางถูกเปิดโปง นอกจากจะไม่มีอาการตื่นตระหนกแล้ว กลับยังมีความมั่นใจประเภทหนึ่งทำนองว่า ‘เรื่องผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว เจ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่อาจมากล่าวโทษว่าข้าพูดเท็จได้’ นางสงบลงและยิ้มพลางกล่าวขึ้นว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ! หากไม่ใช่ว่าวันนั้นพวกข้ากลับออกไปช้า ก็คงไม่มีวาสนาได้พบกับคุณชายแล้วเจ้าค่ะ”

พานจ้าวนั้นกลับดูเหมือนว่านึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าดูไม่ค่อยดีเล็กน้อย กล่าวเสียงเบาว่า “คุณหนูอู๋ออกมาจากเรือนซื่ออี๋ตั้งแต่เมื่อไหร่หรือ ทำไมเมื่อสักครู่ข้าถึงไม่เห็นคุณหนูอู๋?”

อู๋เป่าจางยิ้มและกล่าวว่า “ข้าเพิ่งจะออกมา ยังไม่ทันได้สำรวจรอบๆ สักครั้งเลยก็บังเอิญพบกับคุณชายทั้งสองก่อน โชคไม่ดีจริงๆ เจ้าค่ะ!”

“อย่างนั้นหรือ” พานจ้าวมองอู๋เป่าจางอย่างเคลือบแคลงสงสัย สายตาเย็นชา

อู๋เป่าจางยังคงพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจเช่นเดิม “ไม่ทราบว่าเหตุใดคุณชายพานต้องสงสัยในตัวข้าด้วยหรือเจ้าคะ” ขณะที่นางพูด ก็กล่าวขึ้นอีกอย่างเสียใจว่า “หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก ข้าก็คงจะไม่ซ่อนตัวจากคุณชายทั้งสองแล้วเจ้าค่ะ”

โจวเสาจิ่นคร้านจะฟังอู๋เป่าจางพูดจาไร้สาระอีก จึงยกกระโปรงขึ้น เตรียมออกไปจากที่นี่อย่างเงียบๆ

แต่เมื่อเท้าของนางเหยียบลงไป ก็มีเสียงย่ำฝ่าเท้าอย่างชัดเจนเสียงหนึ่งดังขึ้นในป่า

“ใครอยู่ตรงนั้น” เฉิงสวี่ตะโกนขึ้น

จบกัน!

ถูกจับได้แล้ว!

ชายผู้นั้นเอ่ยถามขึ้น “เจ้าต้มน้ำเป็นหรือไม่”

โจวเสาจิ่นถึงได้สังเกตว่ากลางศาลานั้นมีเตาดินเผาสีแดงขนาดเล็กอยู่เตาหนึ่ง บนเตานั้นวางเอาไว้ด้วยกาน้ำชาจื่อซาสีม่วงมีหูหิ้วยาวอยู่หนึ่งใบ และที่ด้านหน้าของชายกลุ่มนี้แต่ละคนก็มีถ้วยน้ำชาจื่อซาสีม่วงขนาดเล็กวางเอาไว้

เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังนั่งดื่มชากันอยู่

“ข้าพอจะทำเป็นอยู่บ้างเจ้าค่ะ” โจวเสาจิ่นไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับรายละเอียดของคนเหล่านี้ จึงเอ่ยตอบไปอย่างสงบเสงี่ยม

ชายผู้นั้นหัวเราะออกมา หันศีรษะไปพูดกับชายที่สวมชุดเผาจื่อผ้าไหมหังโจวสีน้ำเงินไพลินลายดอกทรงกลมคนหนึ่งข้างกายว่า “เปี๋ยอวิ๋น คนที่ชอบพูดว่าตนเองพอทำเป็นอยู่บ้างนั้น ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งนั้น” พูดจบ เขาก็กล่าวกับโจวเสาจิ่นว่า “มาช่วยพวกข้าต้มน้ำสักหม้อเถอะ!”

คนอื่นๆ อีกหลายคนต่างยิ้มให้อย่างใจดี

โจวเสาจิ่นดวงตาแข็งค้าง

ต่อให้นางมีรูปร่างหน้าตาคล้ายสาวใช้ แต่การแต่งตัวทั้งเสื้อผ้าหน้าผมไม่มีทางเหมือนกับสาวใช้ไปได้ แต่ถ้าจะบอกว่าชายผู้นี้จำคนผิด…มองดวงตาระยิบระยับของเขานั่นแล้ว โจวเสาจิ่นก็ไม่อยากจะเชื่อนัก

เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะเขาได้ยินเสียงตะโกนของเฉิงสวี่และกำลังช่วยเหลือนางอยู่ต่างหาก!

โจวเสาจิ่นจึงขานตอบเสียงเบาว่า “เจ้าค่ะ” จากนั้นรีบก้มศีรษะเดินข้ามไป

น้ำพุที่สาดลงบนหิน ราวกับไข่มุกใหญ่บ้างเล็กบ้างร่วงหล่นลงบนแผ่นหยก

มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของไม้กฤษณาลอยแผ่วๆ มาจากเสื้อผ้าที่อยู่บนร่างกายของชายคนนั้น

นั่นเป็นของมีค่าของร้านเครื่องหอม ‘ฮั่วจี้’ ที่จิงเฉิง มีชื่อเรียกว่า ‘ดังที่ได้ยินมา’ น้ำหนักหนึ่งเหลี่ยง[2]มีราคาถึงสามสิบเหลี่ยง ทุกปีจะมีขายแค่หนึ่งร้อยเหลี่ยงเท่านั้น มีราคาแต่กลับไม่มีวางขาย

แม้ว่าจะสวมเพียงชุดเผาจื่อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินครามไร้ลวดลาย แต่กลับใช้น้ำหอม ‘ดังที่ได้ยินมา’ หากว่าไม่ใช่คนที่มีสถานะหรือตำแหน่งที่สูงส่ง ที่สามารถทำตามใจปรารถนาได้โดยไร้ข้อจำกัด ก็คงจะเป็นคุณชายจากตระกูลชั้นสูงที่เข้าใจความหมายแห่งชีวิตในเรื่อง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยและการปฏิบัติตัวเป็นอย่างดี แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบแรกหรือแบบหลัง ก็ล้วนไม่อาจดูเบาคนผู้นี้ได้

โจวเสาจิ่นคุกเข่านั่งลงบนเบาะที่ชายคนที่มีรูปร่างราวต้นไผ่บางลีบอายุประมาณสามสิบปีผู้นั้นวางลงข้างๆ ชายที่สวมชุดนักพรตเต้าเผาผ้าฝ้ายสีน้ำเงินครามไร้ลวดลายผู้นั้นอย่างระแวดระวัง เห็นว่าชาที่พวกเขากำลังดื่มกันอยู่คือชาเถี่ยหลัวฮั่น[3] จากนั้นใช้ตะเกียบยาวทำจากเงินแกะสลักลายเมฆมงคลค่อยๆ คีบถ่านจากตะกร้าไม้ไผ่สานเซียงเฟยมันวาวใส่ลงไปในเตาดินเผาสีแดงขนาดเล็กอย่างระมัดระวัง

เสียงน้ำดังขึ้นมาเบาๆ

โจวเสาจิ่นได้ยินชายที่ชื่อ ‘เปี๋ยอวิ๋น’ ผู้นั้นกล่าวขึ้นว่า “ถึงแม้ว่าว่านถงจะถูกลดขั้นลงมาเป็นขันทีองครักษ์ที่เมืองจินหลิง ทว่าเขาก็เป็นสหายคนสำคัญขององค์ฮ่องเต้ ความรู้สึกที่มีให้ย่อมไม่เหมือนกัน เกรงว่าเพียงไม่กี่วันก็อาจถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงแล้ว!”

มือของโจวเสาจิ่นสั่นสะท้านจนตะเกียบยาวทำจากเงินแกะสลักลายเมฆมงคลเกือบจะร่วงลงไป

แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะมองไม่เห็น

ชายที่อยู่ข้างๆ ‘เปี๋ยอวิ๋น’ กล่าวขึ้น “ครั้งนี้เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการซ่องสุมพรรคพวก เรื่องกลับเมืองหลวงนั้น เกรงว่าคงจะไม่ง่ายขนาดนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ที่เมืองหลวงยังมีหวังกังผู้หนึ่งจับตามองเขาอยู่ราวกับเสือจ้องเหยื่อ! ข้ากลับคิดว่า หากว่านถงสามารถอยู่ที่นี่ได้อย่างสงบสุขจนถึงปั้นปลายของชีวิตได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว กลัวแต่ว่าเขาอยากจะถอนตัวก็ทำไม่ได้แล้วเสียมากกว่า”

…………………………………………………………………………

[1] ยามโหย่วสือ ระหว่าง 17-19 นาฬิกา

[2] เหลี่ยง น้ำหนักหนึ่งเหลี่ยงเท่ากับ 50 กรัม

[3] ชาเถี่ยหลัวฮั่น เป็นชาประเภทหนึ่งของชาอู่หลง

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยามดอกวสันต์ผลิบาน