ไม่ว่าจะเป็นจักรวรรดิหรือเผ่าพ่อมดเถื่อน แม้สงครามการเข่นฆ่าจะโหดร้ายแค่ไหน ก็ไม่กล้าเข้าใกล้พื้นที่นั้นโดยพลการ
ที่นั่นถูกเรียกว่า ‘แดนมารย้อมโลหิตเทพ’ ลึกลับน่าสะพรึงกลัว หลายพันปีมานี้มีผู้ยิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อยตายไปพร้อมความแค้นเคืองในนั้น ไม่สามารถหวนกลับมาได้อีก!
เมื่อได้รู้เรื่องเหล่านี้ หลินสวินจึงเข้าใจว่าเหตุใดหลูเหวินถิงถึงได้ต่อต้านไม่ให้ตนไปรุนแรงขนาดนั้น
“ข้าอยากไปดูสักหน่อย หากไม่ได้จริงๆ ก็จะไม่เข้าไปโดยพลการ”
ไตร่ตรองอยู่ครู่สุดท้ายหลินสวินก็ตัดสินใจไปดูสักหน่อย
หลูเหวินถิงหน้านิ่วคิ้วขมวด พูดจนปากจะฉีกก็เกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ สุดท้ายจำต้องไปขอคำแนะนำจากแม่ทัพจ่างซุนเลี่ย
“หรือเจ้าหนูนี่ก็ได้ยินข่าวอะไร”
เมื่อรู้เรื่องนี้ ปฏิกิริยาแรกของจ่างซุนเลี่ยคือแปลกใจ
เท่าที่เขารู้ช่วงนี้มีข่าวแพร่ออกมาว่าป่าต้นหม่อนเกิดปรากฏการณ์ประหลาดจากฟากฟ้า มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีสมบัติล้ำค่าปรากฏ อาจเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่หลงเหลือมาจากบรรพกาล หรืออาจเป็นโอสถสมบัติหายากบางชนิดกำลังจะปรากฏ
ตอนนี้ในค่ายทั้งแปดของจักรวรรดิ บุคคลยิ่งใหญ่ชั้นยอดหลายคนต่างเตรียมพร้อมลงมือ กำลังติดตามเรื่องทั้งหมดนี้
แม้แต่เผ่าพ่อมดเถื่อนก็มีผู้ยิ่งใหญ่ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ได้ยินข่าวแล้วเคลื่อนไหวมุ่งหน้าไปยังป่าต้นหม่อน!
“ท่านแม่ทัพ ท่านว่า…” หลูเหวินถิงอดถามไม่ได้
“แม้แต่ข้ายังไม่กล้าไปโดยพลการ เขาเป็นแค่เด็กหนุ่มระดับหยั่งสัจจะคนหนนึ่ง จะไปร่วมครึกครื้นทำบ้าอะไร อยากตายนักหรือ”
จ่างซุนเลี่ยปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว
ปัจจุบันป่าต้นหม่อนกลายเป็นตาพายุของสมรภูมิกระหายเลือด ดึงดูดสัตว์ประหลาดเฒ่าไม่รู้ตั้งเท่าไหร่มุ่งหน้าไป หากเด็กหนุ่มปรากฏตัว ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
“รายงาน!”
ในเวลานั้นผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งเหงื่อเต็มหน้าเข้ามารายงาน “ท่านแม่ทัพแย่แล้ว เมื่อครู่นี้ที่กองพลาธิการคุณชายหลินเพิ่งแลกเหรียญกล้าหาญทั้งหมดเป็นผลึกวิญญาณระดับสูง แล้วออกจากค่ายไปแล้ว”
“อะไรนะ” หลูเหวินถิงแข็งทื่อไปทั้งตัว
“ใจกล้าคับฟ้า!” จ่างซุนเลี่ยเองก็โกรธจนควันออกเจ็ดทวาร
“ทำไมพวกเจ้าไม่ขวางไว้!?” หลูเหวินถิงตะคอก เส้นเลือดเขียวปูดโปน
“พวกเรา… พวกเราจะกล้าได้อย่างงไร…” ใบหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้นเต็มไปด้วยความลำบากใจ
คุณชายหลินในตอนนี้ไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มผู้กล้าที่ฆ่าราชันกึ่งระดับ แต่ยังเป็นปฐมาจารย์สลักวิญญาณคนหนึ่ง ฐานะในค่ายหมายเลขเจ็ดสูงส่งอย่างที่สุด
ในสถานการณ์เช่นนี้ใครจะกล้าขวางเขา
“เจ้าหนูนั่นต้องการจะสร้างความเดือดร้อนให้ข้าชัดๆ!” จ่างซุนเลี่ยโกรธจนกระทืบเท้า ตะโกนว่า “เร็ว! ส่งคนตามไป! ต้องขวางเขาไว้ให้ได้!”
เพียงแต่เวลาหนึ่งเค่อหลังจากนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชามารายงานว่า กองกำลังที่ส่งออกไปค้นหาหลายรอบแล้วก็ยังไม่เจอร่องรอยของเด็กหนุ่ม สุดท้ายกลับมามือเปล่า
เรื่องนี้ทำให้จ่างซุนเลี่ยและหลูเหวินถิงต่างเคร่งเครียด
“เจ้าหนูนี่ใจกล้าเกินไปแล้ว เขาคงยังไม่รู้ว่าเพราะฐานะปฐมาจารย์สลักวิญญาณของเขา พวกพ่อมดเถื่อนต่ำทรามนั่น ได้ปรับระดับในหมายจับกระดานโลหิตของเขาจากอันดับที่สี่สิบเก้ามาอยู่ที่สิบแปดแล้ว!”
“และมูลค่ารางวัลนำจับก็สามารถนำมาเปรียบเทียบกับห้าอันดับแรกเลยทีเดียว! ในสถานการณ์แบบนี้ การที่เขาไปป่าต้นหม่อนไม่ใช่เป็นการรนหาที่ตายหรือ!?”
จ่างซุนเลี่ยปวดหัวอย่างหนัก
หลูเหวินถิงเองก็โกรธจะแย่แล้ว
แต่สุดท้ายทั้งสองก็จนปัญญา เด็กหนุ่มจากไปแล้ว อยากขวางก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
……
ป่าต้นหม่อนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างจากค่ายหมายเลขเจ็ดหลายพันลี้ ห่างไกลอย่างยิ่ง
ครั้งนี้หลินสวินออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ เดินทางอย่างเร่งรีบ ระหว่างทางยิ่งเจอผู้แข็งแกร่งพ่อมดเถื่อนหลายกลุ่มปิดล้อมแต่ล้วนถูกเขาสังหารมาตลอดทาง
แม้แต่ทรัพย์หลังศึกยังคร้านจะค้นหาแล้ว ช่วยไม่ได้ ในสมรภูมิกระหายเลือดไม่สามารถใช้สมบัติเก็บของได้ ใช้ได้เพียงห่อสัมภาระเก็บทรัพย์หลังศึก พื้นที่มีจำกัดและไม่พอใช้ อีกทั้งจะกระทบต่อการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ด้วย
หากแม้จะเป็นเช่นนี้ ห่อสัมภาระของหลินสวินก็ยังเต็มมาก ภายในมีผลึกวิญญาณระดับสูงเกือบสี่พันชิ้น นี่คือสิ่งที่เขาแลกมาจากแต้มกล้าหาญที่เขาสั่งสมในช่วงนี้
และเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนใหญ่ถูกเขาซ่อนไว้ในค่าย
ครั้งนี้หลินสวินตัดสินใจจะต่อสู้ในสนามรบหลายวัน แม้สมรภูมิกระหายเลือดในยามรัตติกาลจะน่าสะพรึงกลัวยิ่ง แต่เพื่อค้นหาความลึกลับภายในป่าต้นหม่อนนั่น เขาก็จำต้องทำเช่นนี้
เหตุผลก็เพราะว่าที่ตั้งของป่าต้นหม่อนห่างไกลมากจริงๆ แม้ทุกอย่างจะราบรื่น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกลับค่ายได้ทันก่อนราตรีมาเยือน
……
สี่ชั่วยามหลังจากนั้น
ฟ้าดินมืดสลัว หมอกควันบดบังท้องฟ้า กลิ่นคาวเลือดและเหม็นเน่าในอากาศรุนแรงขึ้นอย่างที่สุด ถึงขั้นที่ฉุนจมูกไม่น้อย พาให้รู้สึกคลื่นไส้
บนขอบฟ้าในระยะใกล้มีสีเลือดเดือดพล่านอยู่รางๆ ย้อมฟ้าดินจนกลายเป็นสีแดงก่ำ
สวบ!
ร่างของหลินสวินเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า เขาแบกห่อสัมภาระ สะพายดาบหักไว้ตรงเอว ในมือถือธนูวิญญาณไร้แก่นสารและศรแห่งนภาครามไว้ข้างละอย่าง ท่าทางระแวดระวังอย่างมาก
ระหว่างทางก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเดินผ่านบริเวณแม่น้ำที่แห้งแล้งแห่งนี้ จู่ๆ พื้นดินก็แตกเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ คายพลังกลืนกินอันน่ากลัวออกมา หากไม่ใช่เพราะเขาหลบทันก็เกือบจะถูกม้วนเข้าไปแล้ว
นี่ทำให้หลินสวินตกใจจนเหงื่อท่วมตัว ยิ่งตระหนักได้ถึงความน่ากลัวของสมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้ ระหว่างทางก็ยิ่งระมัดระวังกว่าเดิม
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์