ชายาเกิดใหม่ของข้า นิยาย บท 73

ตอนที่ 73 ก่อกบฏ

ความสนิทสนมของคนทั้งคู่อยู่ในสายตาของโหร่วเฟยที่กำลังยืนถือกรรไกรจัดแต่งกระถางดอกไม้อยู่ในสวนตลอดเวลา

ความจริงแล้วเรื่องของคนทั้งคู่มีคนนำเรื่องมารายงานนางตั้งแต่แรกแล้ว นางกำนัลมารายงานว่าหลี่เฉินเย่นและท่านหมอชูมีความสนิทสนมกันอย่างยิ่ง แต่ทว่านางไม่เคยเชื่อ เพราะนางทราบดีว่าหัวใจของหลี่เฉินเย่นไม่เหลือที่ว่างให้กับผู้ใดอีกแล้ว ไม่ต้องเอ่ยถึงรูปโฉมของท่านหมอชูที่เพียงแค่สบายตาน่ามองเท่านั้น แต่ถึงนางจะมีรูปโฉมงามพิลาศ หลี่เฉินเย่นก็คงไม่เห็นนางอยู่ในสายตาเป็นแน่ เพราะในหัวใจของชายผู้นี้มีแต่พี่สาวของนางอยู่เต็มหัวใจ คนที่มีชีวิตอยู่ไม่มีทางเทียบเคียงคนที่ตายไปแล้วได้ หลายปีมานี้นางรู้ดีว่าต่อให้พยายามเพียงใดก็ไร้ผล

แต่ทว่ายามนี้นางเห็นกับตาว่าพวกเขาทั้งคู่จับมือกันเดินอย่างไร้ยางอาย

ชูเซี่ยเหลือบมันเห็นสายตาของโหร่วเฟยที่จับจ้องมาที่นางด้วยแววตาน่ากลัวก็รีบปล่อยมือจากหลี่เฉินเย่นทันที นางรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “โหร่วเฟยก็อยู่ด้วยหรือเจ้าคะ!”

น้อยครั้งนักที่โหร่วเฟยจะออกมาจากเรือนของตนนอกจากจะเดินทางไปหาฉ่ายเวิน แต่ทว่าวันนี้นางเกิดอารมณ์ดีออกมาชมสวนตัดแต่งดอกไม้เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝันจริงๆ

สีหน้าของโหร่วเฟยยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง นางค่อยๆย่อกายเล็กน้อย “ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ!”

หลี่เฉินเย่นใบหน้านิ่งเฉย “ร่างกายของเจ้าไม่แข็งแรงเหตุใดจึงไม่อยู่ในห้องของตนเองเล่า ออกมาทำอะไรข้างนอกกัน ฝนก็เพิ่งหยุดตก อากาศก็หนาวเย็นยิ่งนักระวังลมหนาวจะเข้ากระดูกได้”

โหร่วเฟยเอ่ยเสียงอ่อนเสียงหวาน “ขอบพระทัยที่ท่านอ๋อง เป็นห่วงหม่อมฉัน หลายวันมานี้ฝนตกหนักเหลือเกิน ยากนักทราบจะหยุดได้ ข้าเพิ่งจะได้ออกมาตัดแต่งดอกไม้ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่ทว่าน่าเสียดายเหลือเกินเดิมทีดอกไม้กระถางนี้เป็นดอกไม้ที่ออกดอกสวยงามยิ่งนักแต่กลับโดนพายุฝนพัดกระหน่ำจนดอกร่วงเกือบทั้งหมด” กล่าวจบ นางก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ดวงตาเป็นประกายล้ำลึกแต่สายตาไม่ได้มองมาที่ชูเซี่ยแม้แต่น้อย

ชูเซี่ยหวนคิดถึงเรื่องสมัยก่อน นางยังไม่อยากตั้งตนเป็นศัตรูกับอีกฝ่ายเหมือนอย่างครั้งก่อนอีกแล้วจึงรีบร้อนเอ่ยขึ้น “พวกท่านคุยกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปดูฉ่ายเวินเสียหน่อย” กล่าวจบนางก็เตรียมจะก้าวเดินออกไป

แต่ทว่าหลี่เฉินเย่นกลับรั้งมือของนางไว้ จากนั้นก็เอ่ยเสียงเบา “ข้าจะไปกับเจ้า”

ชูเซี่ยเหลือบมองโหร่วเฟยอย่างอึดอัด นางพยายามดึงมือของตนออกจากการเกาะกุมของเขา “ท่านอ๋องอยู่เป็นเพื่อนโหร่วเฟยเถิดเจ้าค่ะ” นางพยายามดึงมือของตนออกจากมือหนาของเขาอีกครั้งแต่มีหรือชายหนุ่มข้างกายจะยอมปล่อยมือนางง่ายๆ ท้ายที่สุดนางก็หยุดใช้กำลังและช้อนสายตามองเขาอย่างหมดหนทาง

หลี่เฉินเย่นไม่สนใจท่าทางอึดอัดของนางแม้แต่น้อย “ไปกันเถิด!” กล่าวจบชายหนุ่มก็ประสานมือเข้ากับนิ้วเล็กๆทั้งสิบของนางอย่างแนบแน่นและดึงร่างของนางให้ออกเดินไปพร้อมกัน

ชูเซี่ยลอบถอนหายใจพลางกระซิบบอกเขาเสียงเบา “ท่านไม่ควรทำกับนางเช่นนี้”

หลี่เฉินเย่นเอ่ยตอบเสียงราบเรียบ “หัวใจของข้าสามารถเก็บหญิงสาวได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากไม่ใช่เจ้าก็เป็นนาง เจ้าก็เลือกเอาเองก็แล้วกัน”

ชูเซี่ยเดินนำหน้าเขาไปไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ผ่านไปสักพักจึงค่อยๆเอ่ยออกมา “ถ้าหากเลือกได้ข้าก็หวังอย่างยิ่งว่าให้คนที่ท่านรักเป็นนาง” หากเป็นเช่นนั้นแล้วยามที่นางตายจากเขาไปหัวใจของเขาจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดทรมาน แต่ถึงจะเอ่ยเช่นนั้นออกไป หัวใจของนางก็รู้สึกขมขื่นเหลือเกิน ราวกับว่าเท้าที่เปรอะเปื้อนคราบดินโคลนที่ไม่ไหวนางจะเดินไปถึงไหนก็ฝากรอยไว้ในทุกๆที่ที่นางเหยียบย่ำ

หลี่เฉินเย่นก้าวไปข้างหน้ารั้งนางไว้ ดวงตาคมถลึงตามองมาที่นางทั้งๆที่ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาคมกวาดมองใบหน้านางอย่างต้องการค้นหาคำตอบ “เจ้ากล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร”

เมื่อชูเซี่ยเห็นว่าชายหนุ่มโมโหเสียแล้วก็รีบยิ้มซุกซนออกมา “แน่นอนว่าข้าโกหก ท่านฟังไม่ออกหรือเจ้าคะ ในใจของข้าย่อมปรารถนาให้ทั้งชีวิตท่านมีเพียงข้าแต่เพียงผู้เดียวอยู่แล้วเจ้าค่ะ”คำพูดเช่นนี้สิถึงจะออกมาจากใจจริงของนาง เป็นความจริงที่นางพยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บมันไว้ในส่วนลึกของหัวใจ

แต่นางไม่อาจทำเรื่องที่เห็นแก่ตัวเช่นนี้ได้ไม่ใช่หรือ

ชูเซี่ยยิ้มฝืน “เจ้าค่ะ ข้าจะไม่กล่าวคำพูดเช่นนี้อีกแล้ว”

หลังจากการฝังเข็มเสร็จสิ้น ชูเซี่ยก็ทำการนวดให้ฉ่ายเวินเพื่อทำการกระตุ้นจุดที่นางฝังเข็มลงไป นางจ้องมองใบหน้าที่งดงามของฉ่ายเวิน ในฐานะที่เป็นหมอนางย่อมต้องการให้ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมาอยู่แล้ว แต่ในฐานะที่นางเป็นผู้หญิงของหลี่เฉินเย่น นางก็หวังอีกเช่นกันว่าฉ่ายเวินจะฟื้นขึ้นมาได้ในเร็ววัน เพราะว่านางไม่สามารถรู้ได้จริงๆว่ายามใดที่จะถึงช่วงเวลาสุดท้ายของนาง หากว่าก่อนหน้าที่เวลาของนางสิ้นสุดนางสามารถทำให้ฉ่ายเวินฟื้นขึ้นมาได้อย่างน้อยนางก็คงตายตาหลับ

ดังนั้นในสองวันนี้ยามที่นางมาฝังเข็มในฉ่ายเวินนางมักจะแอบป้อนเลือดของตนเองให้ฉ่ายเวินดื่มอีกด้วย เพราะในร่างกายของนางมียาวิเศษที่อาจารย์เทวดาเคยมอบให้นาง นางได้แต่หวังว่าวิธีนี้จะสามารถแบ่งยาวิเศษที่อยู่ในร่างกายนางมอบให้อีกฝ่ายได้บ้าง

แม้ว่าผลที่ได้จะไม่ชัดเจนแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นผลเลย

สีหน้าของฉ่ายเวินนับวันยิ่งมีเลือดฝาดขึ้นมา ใบหน้าที่เคยขาวซีดเผือดยามนี้ดูแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมากโข มีอยู่บ้างที่บางครั้งปลายนิ้วของนางจะมีการขยับแต่นางก็คิดว่าบางทีอาจจะเป็นเพราะหัวสมองนางเริ่มทำงานทำให้เกิดเส้นกระตุกบ้างในบางครา แต่จากที่ชูเซี่ยสังเกตมาหลายครั้งนางก็รู้ได้ว่าการที่จะทำให้ฉ่ายเวินฟื้นขึ้นมามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

เมื่อตกค่ำโหร่วเฟยก็เดินทางมาหาชูเซี่ยถึงเรือนหรูอี้

เดิมชูเซี่ยนึกว่านางจะมาเพื่อพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่ทว่าทันทีที่นางนั่งลงกลับกวาดสายตามองไปรอบๆ

ชูเซี่ยที่นั่งลงตรงข้ามนางจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย “โหร่วเฟยมองหาอะไรอยู่หรือเจ้าคะ”

โหร่วเฟยจึงเอ่ยถามนางขึ้นอย่างอดไม่ได้ “ข้าแค่สงสัยว่าสาวใช้ที่คอยปรนนิบัติเจ้าเหตุใดจึงมีเพียงเสี่ยวฉิงเท่านั้น มามาและเสี่ยวจี๋เล่าไปไหนเสียแล้ว”

ชูเซี่ยยิ้มออกมา “มามาอายุอานามก็มากแล้วเจ้าค่ะข้าจึงให้เงินนางไว้ก่อนหนึ่งเพื่อให้นางกลับไปบ้านเดิมใช้ชีวิตอยู่กับลูกหลานของตนเอง”

โหร่วเฟยผุดยิ้มออกมา “ท่านหมอชูช่างมีจิตใจดีงามยิ่งนักถึงกับส่งมามาให้กลับบ้านเพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่กับครอบครัว แล้วเสี่ยวจี๋เล่าเหตุใดนางจึงไม่อยู่ที่นี่ด้วยเล่า ท่านหมอชูไม่ชอบนิสัยของนางหรือเจ้าคะ ความจริงแล้วนิสัยของเสี่ยวจี๋ว่านอนสอนง่ายมากเลยทีเดียว นางเป็นสาวใช้ที่พี่สาวข้ารักและเอ็นดูมากเลยทีเดียว ท่านหมอชูควรจะให้ความสำคัญกับนางมากกว่านี้”

ชูเซี่ยยิ้มพลางเอ่ย “เสี่ยวฉิงเองก็ไม่เลว ท่านพ่อบ้าน/แม่บ้าน/แม่บ้านบอกกับข้าว่าอีกสองวันจะทำการคัดเลือกสาวใช้ใหม่มาให้ข้าอีกสองนาง แต่ข้าคงไม่ขอรับอีกแล้ว เพราะแค่สาวใช้ข้างนอกนั่นกับสาวใช้ข้างกายข้าอย่างเสี่ยวฉิงก็คงเพียงพอแล้วเจ้าค่ะ เพราะข้างกายข้าคงไม่ต้องการคนปรนนิบัติมากถึงเพียงนี้”

โหร่วเฟยดึงมือของนางไว้ ใบหน้ามีรอยยิ้มจริงใจ “เด็กโง่ ยามนี้เจ้าไม่เป็นเช่นเมื่อก่อนอีกแล้ว ท่านอ๋องชอบเจ้าเข้าแล้วในไม่ช้าเขาจะต้องรับเจ้าเข้ามาเป็นสนมในจวนแน่ ข้างกายไม่มีสาวใช้ให้มากหน่อยได้อย่างไรกัน เรือนจื่อยี่แห่งนี้เดิมทีเคยมีชื่อว่าเรือนหรูอี้มาก่อนทั้งยังเป็นเรือนที่พี่สาวของข้าเคยอยู่ สถานที่ที่เคยมีคนตายเช่นนี้อาจจะไม่มงคลเท่าใดนัก เช่นนี้ดีหรือไม่เดี๋ยวข้าจะหาเรือนหลังใหม่ให้เจ้าดีหรือไม่”

ชูเซี่ยเงยหน้ามองโหร่วเฟยอย่างตกอกตกใจ แม้ว่าใบหน้าของนางจะดูอ่อนหวานแต่ทว่าดวงตาของนางกลับมีประกายคมบางอย่างที่ทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ แต่ทว่านางก็ไม่อาจบอกได้ว่ามีอะไรที่ไม่ถูกต้อง นางไม่คิดว่าที่ผ่านมาใบหน้าที่อ่อนโยนและรอยยิ้มอ่อนหวานของโหร่วเฟยเป็นสิ่งที่แสร้งทำขึ้นมา แต่ดูจากท่าทีของนางยามนี้ทำให้นางอดรู้สึกแปลกประหลาดไม่ได้

“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ ลำบากเสียเปล่าๆ นอกจากนั้นข้าก็ไม่คิดที่จะเป็นสนมอีกด้วย” ชูเซี่ยยิ้มปฎิเสธ

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ชายาเกิดใหม่ของข้า