เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด นิยาย บท 64

หนานกงเฉินยื่นมือไปเอากระดาษทิชชูบนหัวเตียงมาเช็คเลือดที่มุมปากและหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า ก่อนลืมตาจ้องมองไปที่เธอ เห็นแล้วนะว่าทำไมฉันถึงไม่ลงโทษเธอ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ไม่มีแรงพอ

เขายกมุมปากยิ้มหยัน "นี่แหละตัวตนที่แท้จริงของฉัน ถ้ารับไม่ได้ จะทำเหมือนผู้หญิงคนนั้นก็ได้ หนีไปให้ไกล ไปในที่ที่ฉันหาเธอไม่เจอ ไปอยู่เคียงข้างคนที่เธอรัก"

ไป๋มู่ชิงปวดแปลบที่หัวใจ จากตอนแรกที่ไม่พอใจเขาเพราะผู้หญิงคนนั้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเห็นใจเขาแทน เธอมองไปที่เขา คงมีแค่ช่วงเวลาแบบนี้ซินะที่เธอจะได้เห็นความอ่อนแออย่างจำยอมในตัวเขา

เขาในเวลานี้ ทำให้เธอรู้สึกปวดใจเหลือเกิน

เธอค่อยๆดึงสติกลับมา ก่อนจะดึงผ้าห่มคลุมตัวเขาและถาม คุณเป็นยังไงบ้าง? รู้สึกไม่สบายตรงไหน? ต้องกินยามั้ย? หรือไปโรงพยาบาลมั้ย?

เวลานี้สุขภาพร่างกายของเขาสำคัญที่สุดไม่ใช่เหรอ?

หนานกงเฉินไม่ได้ตอบคำถามเธอ เขาหันหลังให้โดยไม่มองหน้าเธอ "เธออยากกลับไปหาหลินอันหนานใช่มั้ย?"

"ไม่ใช่นะ "ไป๋มู่ชิงรีบส่ายหัวประฏิเสธ "หลินอันหนานเป็นคู่หมั้นของน้องสาว ความสัมพันธ์ของฉันและเขามันจบไปตั้งแต่ฉันแต่งงานกับคุณแล้ว จริงๆนะ"

ไป๋มู่ชิงอยากถามกลับเขา คุณเองก็มีผู้หญิงอื่นอยู่ในใจนินา

แต่นึกแล้วก็ไม่อยากตรอกกลับเขาในเวลาแบบนี้ ไม่อยากตอกย้ำแผลในใจเขาให้เจ็บอีก

"คุณชายใหญ่ เราไปโรงพยาบาลดีมั้ย" เธอถามขึ้นอย่างระมัดระวัง

หนานกงเฉินไม่ตอบเธอ เขาค่อยๆลุกขึ้นจากพื้นไปนอนบนเตียงแล้วหันหลังให้เธอ พูดด้วยน้ำเสียงบางเบา "เธอออกไปได้แล้ว"

"แต่ว่าคุณ......"

"ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ตายง่ายๆหรอก"

ไป๋มู่ชิงมองใบหน้าซีดขาวของเขาจากด้านข้าง เธอไม่อยากทิ้งเขาไว้คนเดียว เมื่อกี้นี้เขาก็อ้วกออกมาเป็นเลือด ถึงเขาจะทำเป็นไม่ใส่ใจ แต่เธอดูอาการของเขาแล้วน่าจะหนักไม่เบา

"ให้ฉันอยู่ดูแลคุณเถอะ" เธอพูด

เขาขยับตัวขึ้นนั่งแล้วหันมามองเธอ "ทำไม? เธอไม่กลัวว่าฉันจะอ้วกเป็นเลือดใส่เธอ? ไม่กลัวว่าฉันจะเรียกชื่อผู้หญิงอื่น? ไม่กลัวฉันจะตายอยู่ข้างๆเธอ? ไม่กลัว.........."

"ฉันไม่กลัวอะไรทั้งนั้น" ไป๋มู่ชิงแทรกขึ้น เธอโน้มตัวไปกอดเขา พูดปนสะอื้น "ฉันไม่กลัวอาการคุณจะกำเริบ และไม่เชื่อว่าคุณจะตาย แล้วก็ไม่กลัวว่าคุณจะเรียกชื่อผู้หญิงอื่น เพราะถึงยังไงตอนนี้ฉันก็คือภรรยาคุณ ฉันแค่อยากอยู่เคียงข้างคุณแบบนี้ตลอดไป อยากมีลูกให้คุณสักคน............"

"ฉันไม่ต้องการ!" หนานกงเฉินผลักเธอออกจากอ้อมกอด จากที่รู้สึกหวั่นไหวไปกับคำพูดและการกระทำเธอเมื่อครู่ พอได้ยินเธอพูดถึงเรื่องลูก สีหน้าเขาก็กระด้างขึ้นทันที เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ฉันเคยพูดชัดเจนแล้วว่าฉันไม่อยากมีลูก หรือต่อให้อนาคตเกิดอยากมีขึ้นมาก็ไม่ใช่จะมีกับเธอ"

ไป๋มู่ชิงปวดแปลบที่หัวใจ มองหน้าเขาและถามอย่างเศร้าๆ " ทำไม?"

ทำไม่ถึงมีกับเธอไม่ได้? เพราะไม่ได้รักเหรอ?

วินาทีก่อนเธอยังนึกว่าสวรรค์อาจเมตตา คาดหวังว่าเขาอาจทำให้เธอมีความมั้นใจพอที่จะเก็บเด็กคนนี้ไว้ แต่ดูแล้วคงเป็นไปไม่ได้

เด็กน้อยที่น่าสงสาร ยังไงก็คงถูกทอดทิ้งแน่แล้ว

หนานกงเฉินตอบอย่างขอไปที "ไม่ต้องถามว่าทำไม ยังไงก็อย่าคิดวางแผนอะไรกับเรื่องนี้ ไม่งั้น.....ฉันจะตอบแทนเธออย่างสาสม"

หรือคุณยังหวังอยู่ว่าเธอจะกลับมามีลูกให้คุณ? ไป๋มู่ชิงรู้สึกเจ็บปวดมากจึงรวบรวมความกล้าตรอกกลับเขา

หนานกงเฉินนิ่งอึ้ง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงโมโห " ต่อไปอย่าพูดถึงเธออีก!"

ในใจปวดแปลบขึ้นมา

นั้นซินะ เขายังคาดหวังว่าเธอจะกลับมามีลูกให้เขา? ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ เธอคงแต่งงานและมีครอบครัวที่มีความสุขไปแล้ว

ทุกวันนี้ที่เขายังไม่ยอมมีลูกกับผู้หญิงคนอื่น นอกจากกลัวว่าลูกจะเกิดมาสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเขาแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือเขายังเฝ้าฝันว่าผู้หญิงคนนั้นจะกลับมาเหรอ?

เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงได้โดนผู้หญิงธรรดาคนหนึ่งทรมานมาได้ขนาดนี้

ไป๋มู่ชิงตกใจจนพูดอะไรไม่ออก เขากลับพูดขึ้นอีกอย่างหัวร้อน "ทำไมถึงอยากมีลูกกับฉันขนาดนั้น ทรัพย์สมบัติของตระกูลหนานกงมีความสำคัญกับเธอขนาดนั้นเลยเหรอ?"

ไป๋มู่ชิงโกรธจนไม่รู้จะพูดอะไร อะไรๆก็ทรัพย์สมบัติ นี่มันเป็นอาการฝังใจของผู้ชายที่ถูกผู้หญิงทิ้งหรือไง? ทำอย่างกับว่าผู้หญิงข้างกายเขาทุกคนเข้าหาเขาเพราะหวังในสัมบัติของตระกูลหนานกงเท่านั้น

ถ้าเขาจะเชื่อหมดใจว่ามันเป็นแบบนี้ เธอเองก็ไม่มีอะไรจะพูด

หลังกลับถึงห้อง เธอนอนลงบนที่นอน เอาโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาข้อมูลโรงพยาบาลที่รับทำแท้ง เธอตัดสินใจแล้ว พรุ่งนี้จะไปเอาเด็กออก!

เขาไม่อยากมีลูกกับเธอ เธอเองก็ใช่ว่าอยากจะมีให้เขา!

เช้าวันรุ่งขึ้น ไป๋มู่ชิงโดนคนปลุกแต่เช้า

เธอลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย พบว่าผู่เหลียนเหยายืนอยู่ข้างเตียงด้วยสีหน้ากังวล เธอรีบลุกขึ้นนั่งพร้อมขยี้ตาก่อนถาม "เป็นอะไร เช้าขนาดนี้มีเรื่องอะไรเหรอ?"

ยังมัวแต่นอนอีก ดูซินี่อะไร ผู้เหลียนเหยายื่นหนังสือพิมพ์ให้เธอ

ไป๋มู่ชิงรับไว้ ก่อนจะทำตาโตอย่างตกใจ เธอเห็นอะไร? บนหนังสือพิมพ์มีรูปเธอกับหลินอันหนาน? ยังเป็นรูปที่ดูสนิทแนบชิดด้วย?

รูปชุดนี้เป็นรูปที่ถูกถ่ายที่ศูนย์วัฒนธรรมเมื่อวาน ใช้เทคนิคมุมกล้องทำให้ได้รูปที่ดูสนิทแนบชิด ที่สำคัญยังมีการระบุข้อความว่าฝ่ายหญิงเป็นภรรยาใหม่ของหนานกงเฉิน

เห็นรูปแล้วไป๋มู่ชิงหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง รีบถามขึ้นอย่างตกใจ "นี่มันเรื่องอะไรกัน"

ผู่เหลียนเหยาส่ายหัวคิดไปมาก่อนพูด "พี่เฉินใช้ชีวิตอย่างเงียบๆมากว่าสามสิบปี อยู่ๆวันก่อนก็ไปปรากฏตัวที่งานเลี้ยง สื่อต่างๆต้องเกิดสนใจชีวิตพี่และครอบครัวขึ้นมาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเรื่องภรรยาของเขา ฉนั้น.........."

เธอตบหลังมือไป๋มู่ชิงเบาๆเป็นการปลอบใจ "ไม่ต้องกังวลไปนะ เมื่อเช้าตอนหนังสือพิมพ์มาส่ง ได้ให้คนงานเอาไปทำลายทิ้งแล้ว คุณย่ายังไม่ทันได้ดูหนังสือพิมพ์"

แต่.......ผู่เหลียนเหยามีสีหน้ากังวลขึ้นเล็กน้อย พี่เฉินน่าจะรู้เรื่องแล้ว เพราะปกติเลขาเหยียนจะรายงานทุกเรื่องไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดี

ถึงคุณผู้หญิงจะยังไม่รู้เรื่อง แต่ไป๋มู่ชิงก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก

หนานกงเฉินมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ข่าวที่ว่าภรรยาของเขามีการนัดพชายอื่นต้องเป็นที่สนใจกันอย่างมากแน่นอน และสื่อต่างๆก็จะพากันตีประเด็นนี้ต่อไปไม่เลิก อาจตีความกันไปต่างๆนาๆจนเสียหายไปกันใหญ่

ถึงคุณผู้หญิงจะยังไม่รู้เรื่องตอนนี้ แต่ช้าเร็วก็ต้องรู้อยู่ดี

ใครทำเรื่องนี้กันแน่? เธอพบกับหลินอันหนานไม่ถึงยี่สิบนาที ยังมีคนแอบถ่ายรูปได้?

ถ้าเป็นนักข่าวทำไมไม่ตีแผ่เรื่องที่เธอไปโรงพยาบาลด้วย แต่เลือกลงแค่เรื่องที่เธอไปศูนย์วัฒนธรรม?

เธอมองไปที่ผู่เหลียนเหยา หรือจะเป็นเธอ? แต่ดูจากใบหน้าที่เป็นมิตรแล้วไม่น่าจะใช่นะ

หรือว่าจะเป็นหลินอันหนาน เธอสะปัดหัวอย่างงุดงิด ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้ ที่ต้องทำตอนนี้คือรีบหาวิธีรับมือก่อนที่ข่าวรอบเย็นจะออกมา

"พี่สะใภ้ ไม่ต้องกังวลใจไป พี่เฉินเองก็น่าจะเร่งหาวิธีปิดข่าวเรื่องนี้อยู่ พี่เฉินลงมือเองไม่เคยมีอะไรที่ไม่สำเร็จ" ผู่เหลียนเหยาพูดปลอบ

" อืม " ไป๋มู่ชิงตอบอย่างสับสน

"พี่สะใภ้ ฉันเชื่อว่าพี่บริสุทธิ์ เรื่องเมื่อวานฉันจะช่วยอธิบายให้พี่เฉินเข้าใจเอง" ผู่เหลียนเหยามองเธอ

"ขอบใจนะ" ไป๋มู่ชิงตอบด้วยสีหน้าตื้นตัน

ผู่เหลียนเหยาเป็นคนเดียวที่เห็นเธอในศูนย์วัฒนธรรม ถ้าเธอยอมเป็นพยานให้ เรื่องก็จะง่ายขึ้นเยอะ

แต่ว่า......ไป๋มู่ชิงดูยังไงก็ดูไม่ออกว่าใบหน้ายิ้มแย้มของเธอนั้นจริงใจมากน้อยแค่ไหน

ตั้งแต่เจอเรื่องต้องแต่งงานแทน เธอกลายเป็นคนที่ไม่สามารถเชื่อใจอะไรได้ง่ายๆไปแล้ว เริ่มไม่เชื่อในความรักความสัมพันธ์ต่างๆ ไม่ว่าจะคนรัก ครอบครัว หรือแม้กระทั่งเพื่อน........

เมื่อคืนหลังจากที่โดนหนานกงเฉินจับได้ เธอมีความคิดอย่างน่าละอายขึ้นมาในหัวว่า หรือจะเป็นเหยาเหม่ยที่เรียกหนานกงเฉินออกมา

เธอรู้สึกว่าตัวเองต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่สงสัยได้แม้แต่เพื่อนสนิทของเธอเอง

หลังจากผู่เหลียนเหยาออกไปแล้ว ไป๋มู่ชิงก็เริ่มเดินวนไปมาคิดหาวิธีแก้ปัญหา เธอเชื่อว่าอำนาจของตระกูลหนานกงจะสามารถจัดการให้สำนักพิมพ์ต่างๆหยุดลงข่าวได้

แต่เธอก็รู้ว่าถ้ามีคนตั้งใจจะทำลายเธอแล้วล่ะก็ ยังไงรูปพวกนั้นก็ต้องถูกปล่อยออกมาตามช่องทางสื่อในรูปแบบอื่นอีกเป็นแน่

ถ้าจะหยุดไม่ให้ข่าวกระจายไปมากกว่านี้ ก็ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

เธอยิบโทรศัพพ์มือถือจากหัวเตียง แล้วกดโทรฯหาไป๋ยิ่งอัน

ปลายสายมีเสียงล้อเลียนของไป๋ยิ่งอันพูดขึ้น "นายหญิงน้อยตระกูลหนานกง ได้ข่าวว่าเธอสร้างปัญหาอีกแล้ว? จิ๊จิ๊ ก่อนหน้ายังออกตัวว่าม้าดีไม่กินหญ้าเก่า ยังไม่ทันไรก็จะกลับมาซบอกคุณชายหลินแล้วเหรอ?"

" คุณหนูไป๋ เจอกันแล้วค่อยคุยดีกว่า" ไป๋มู่ชิงไม่มีกะใจจะต่อล้อต่อเถียงกับเธอทางโทรศัพท์ จึงบอกชื่อร้านกาแฟร้านหนึ่งให้เธอไป

เธอแต่งตัวเรียบก่อนเดินลงไปชั้นล่าง พบว่าคุณผู้หญิงยังไม่รู้เรื่องจริงๆ ท่านยังคงพูดคุยและทานอาหารเช้ากับผู่เหลียนเหยาอย่างสขายใจ

หลังจากทักทายทุกคนแล้ว เธอก็นั่งประจำที่ของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดอาการแพ้ท้องขึ้น เธอตักข้าวต้มใส่ชามพร้อมผักนิดหน่อยแล้วเริ่มกินทันที

ทำไมพี่เฉินยังไม่ลงมาอีก? ผู่เหลียนเหยาถามยังไม่ทันจบ ก็มีเสียงเดินมาจากประตูทางเข้า

ไป๋มู่ชิงเห็นเขาปุ๊บ ก็รีบก้มหน้ากุด ไม่กล้าสบตากับเขา

คุณผู้หญิงเห็นหน้าหนานกงเฉินซีดเซียว รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาจับใจ ก่อนพูดว่า "เฉิน เป็นอะไรหรือเปล่า? เมื่อคืนไม่สบายเหรอ? "

พอได้ยินคุณผู้หญิงพูดแบบนี้เธอจึงเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขา พบว่าหน้าเขาดูซีดขาวจริงๆ เมื่อคืนเขาอ้วกเป็นเลือด มีแต่เธอที่รู้

หนานกงเฉินรู้สึกได้ถึงสายตาของเธอ แต่เขาทำเป็นไม่สนใจ หันไปยิ้มให้คุณผู้หญิงเล็กน้อย " ไม่เป็นไรครับ "

"ยังมาบอกว่าไม่เป็นไร ดูสีหน้าซิ" คุณผู้หญิงพูดอย่างเป็นห่วง "ถ้าไม่สบายก็ไม่ต้องไปบริษัทฯแล้วนะ อยู่บ้านพักผ่อนซักวัน"

"คุณย่า..........."

"นี่เป็นคำสั่ง" คุณผู้หญิงขัดขึ้น

หนานกงเฉินย่นหัวคิ้ว ก่อนพูดยืนยันความต้องการของตัวเอง "คุณย่า วันนี้ที่บริษัทฯมีเรื่องด่วน ผมต้องเข้าไปดูครับ"

"เรื่องด่วน?" เรื่องข่าวในหนังสือพิมพ์? ไป๋มู่ชิงจากที่ก้มหน้าอยู่ยิ่งก้มต่ำไปอีก

คุณผู้หญิงรู้จักนิสัยหนานกงเฉินดี ท่านจึงพูดด้วยน้ำเสียงจำยอม "บริษัทฯไม่มีเราสักคนก็ยังคงเดินต่อได้ แต่ถ้าสุขภาพร่างกายเป็นอะไรขึ้นมา มันจะไม่คุ้มนะ เฉิน"

"สบายใจเถอะครับ ผมจะดูแลตัวอย่างดี" หนานกงเฉินยืนกรานที่จะไปบริษัทฯ

ไป๋มู่ชิงตอนแรกก็กะจะช่วยคุณผู้หญิงโน้มน้าวเขาให้พักผ่อนอยู่บ้าน แต่พอเห็นสายตาเย็นยะเยือกที่เขาส่งมา เธอก็รีบก้มหน้าลงอีกครั้ง

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเวลานี้หนานกงเฉินในใจนั้นกำลังโมโหแค่ไหน เธออย่าไปขัดเขาเลยดีกว่า

หลังทานอาหารเช้าเรียบร้อย หนานกงเฉินก็รีบร้อนออกจากบ้านไป ส่วนเธอก็มุ่งหน้าไปหาไป๋ยิ่งอันที่ร้านกาแฟตามที่นัดไว้

เจอหน้าปุ๊บ ไป๋ยิ่งอันก็มองเธอด้วยสายเย้ยหยันปนตาสะใจก่อนจะพูดเหยียดขึ้น "ทำไม? มีปัญหาร้อนใจจนต้องขอความช่วยเหลือจากฉันเลยเหรอ ? ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ฉันไม่มีเวลามานั่งสนใจเรื่องไร้สาระของเธอสองคนหรอกนะ"

ไป๋มู่ชิงชินชากับหน้าตาท่าทางแบบนี้ของเธอมานานแล้ว เธอไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่ใช้แววตาที่จริงจังมองจ้องไปที่เธอก่อนพูดขึ้น " ในเมื่ออีกสามเดือนเข้าหน้าเธอก็จะมาแทนที่ฉัน นั้นหมายความว่าเรื่องของฉันก็คือเรื่องของเธอ"

สีหน้าไป๋ยิ่งอันเปลียนไปเล็กน้อย แสดงให้เห็นว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้คิดถึงจุดนี้เลย

เธอไม่รอให้ยิ่งอันอ้าปาก ไป๋มู่ชิงรีบพูดต่อ ตอนนี้คุณผู้หญิงยังไม่ได้ดูหนังสือพิมพ์ นั้นหมายความว่าท่านยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่ด้วยหนานกงเฉินเป็นคนมีชื่อเสียง เรื่องแบบนี้ย่อมเป็นที่สนใจของผู้คน เชื่อว่าอีกไม่นานเรื่องก็จะถึงหูคุณผู้หญิงแน่ ฉันคิดว่าเธอคงไม่อยากเห็นฉันโดนคุณผู้หญิงไ่ล่ออกจากบ้านตระกูลหนานกงหรอกใช่มั้ย?"

ไป๋ยิ่งอันไม่อยากให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว เธอกำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อจะได้เข้าแทนที่เธอในบ้านตระกูลหนานกงอยู่

เธอยิ้มมุมปากเล็กน้อย "แต่เท่าที่ฉันรู้มา ตอนนี้หนานกงเฉินได้ขอให้สื่อส่วนใหญ่ปิดข่าวเรื่องนี้ไว้แล้วนะ "

"หนานกงเฉินทำแบบนั้นก็จริง แต่เธอเคยคิดบ้างไหมว่า ในยุคออนไลน์แบบนี้ ต่อให้เขาจะเก่งกาจแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะสั่งปิดข่าวได้ทุกช่องทางแน่ "

ยิ่งอันคิดตามเธอ ก่อนจะถามขึ้น "เธออยากให้ฉันทำอะไร?"

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เจ้าสาวอันดับที่เจ็ด