ตอนที่ 476 เปิดศึก
“คิดมิถึงว่า ในบรรดาผู้แข็งแกร่งระดับเซียนมากมาย จะมีเพียงสตรีเช่นเจ้าที่ยังมีความกล้าอยู่บ้าง”
ชวี่สิงหยางที่เวลานี้ยังยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าราวกั้น แสยะยิ้มออกมา “คนอย่างเจ้าถือว่ามิเลวเลย แต่ต่อให้เจ้าจะอยู่จุดสูงสุดของระดับเซียน แต่สำหรับข้า เจ้าก็ยังไร้ความสามารถอยู่ดี”
“แต่ช่างเถอะ เห็นแก่หน้าของเด็กคนนั้น ข้าจะมิฆ่าเจ้า และจะมินำเจ้ามาทำเป็นหุ่นเชิด ข้าจะให้เจ้าได้เห็นกับตาว่าข้าก้าวสู่เส้นทางโบราณ และขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณได้อีกครั้ง เพื่อไปจุดสูงสุดของวิถีเซียนได้เยี่ยงไร”
เอ่ยเพียงเท่านั้น ชวี่สิงหยางก็เพ่งสมาธิ จากนั้นหุ่นเชิดด้านหลังตนหนึ่งพลันหายวับไป ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หนิงซู่ซู่
ขณะเดียวกันหนิงซู่ซู่เองก็มิประมาท นางเพ่งสมาธิจากนั้นพิณโบราณตัวหนึ่งก็ได้ลอยอยู่ตรงด้านหน้าของนาง
“เหวินเซี่ย ที่ผ่านมาอาจารย์มิได้ชี้แนะอันใดให้เจ้ามากนัก วันนี้เจ้าจงยืนอยู่ตรงนี้เพื่อสัมผัสวิถีดนตรีของอาจารย์ให้ดีก็แล้วกัน”
หนิงซู่ซู่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะดีดสายพิณเบา ๆ
ทันใดนั้นความว่างเปล่าก็เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น ไอพลังวิถีดนตรีแผ่ออกมา
คลื่นพลังอันรุนแรงไร้ที่เปรียบสายหนึ่งระเบิดออก
ทุกที่ที่คลื่นพลังพาดผ่าน จะเกิดเป็นรอยแยกขึ้นกลางอากาศยาวนับร้อยจั้ง ราวกับคมมีดตัดผ่าน
แค่คิดก็รู้แล้วว่าคลื่นพลังที่แฝงจิตแท้ของวิถีดนตรีสายนี้ แท้จริงแล้วน่าสะพรึงกลัวเพียงใด !
เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า มิใช่เพียงคนของสามสำนักเซียนใหญ่เท่านั้นที่มีสีหน้าตื่นตระหนก แม้แต่ชวี่สิงหยางเองก็อดมิได้ที่จะขมวดคิ้วน้อย ๆ
เห็นได้ชัดว่าฝีมือที่หนิงซู่ซู่แสดงออกมานั้น เหนือกว่าที่พวกเขาคาดหมายเอาไว้มาก
มิเพียงมีตบะบารมีสูงสุดของระดับเซียน อีกทั้งความรู้แจ้งในวิถีดนตรียังอยู่ในระดับที่พวกเขามิสามารถคาดเดาได้
น่ากลัว !
ช่างน่ากลัวยิ่งนัก !
วินาทีต่อมาเพียงชั่วประกายไฟแลบ หุ่นเชิดที่พุ่งเข้ามาหมายสังหารหนิงซู่ซู่ตนนั้น ร่างของเขาก็เกิดสั่นเทา จู่ ๆ แขนข้างหนึ่งก็มีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมา
เปลวไฟชนิดนี้น่ากลัวยิ่งนัก มันร้อนแรงและลุกไหม้จนความว่างเปล่ารอบ ๆ บิดเบี้ยวไปหมด
เปรี้ยง !
จากนั้นก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องขึ้น
ความว่างเปล่าภายในรัศมีร้อยจั้งเกิดการบิดเบี้ยว มีรอยแตกร้าวปรากฏขึ้น ก่อนจะพังทลายลงในที่สุด ประกายไฟสว่างเจิดจ้าสาดกระเซ็นออกมา ราวกับดอกไม้ไฟนับหมื่นถูกจุดขึ้นในวินาทีนี้
พลังฟ้าดินมหาศาลพวยพุ่งออกมามิหยุด และทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง……
เพียงมินานเลือดสีแดงฉานก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ใช่แล้ว !
เพียงแค่ประจันหน้ากัน แม้ว่าหุ่นเชิดตนนี้จะสามารถต้านทานคลื่นพลังที่พุ่งเข้าใส่ได้ ทว่าเกราะที่สวมอยู่เกิดแตกออก จึงทำให้แขนข้างหนึ่งของเขาถูกคลื่นพลังทำลายจนมีเลือดไหลทะลักออกมา และแผลลึกจนเผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลน
ทว่าแม้จะได้รับบาดเจ็บ แต่หุ่นเชิดตนนี้ก็ยังคงมิยอมแพ้ เขาก้าวเดินออกไปพร้อมพุ่งตัวเข้าโจมตีด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง
ส่วนหนิงซู่ซู่ ด้านหน้าของนางยังคงมีไอหมอกปิดบังจนมองใบหน้าได้มิชัดเจน ดังนั้นเวลานี้จึงมิมีผู้ใดได้เห็นสีหน้าของนาง
ทว่าหลังจากพลังมหาศาลรอบกายของนางปะทุขึ้น วงแสงอันเจิดจ้าราวกับเปลวเพลิงทางด้านหลังก็ปรากฏขึ้น
จากนั้นนิ้วอันเรียวยาวของนางก็ดีดไปที่สายพิณอีกครั้ง
“แต๊ง……แต๊งแต๊งแต๊ง……แต๊งแต๊งแต๊งแต๊ง……แต๊ง……”
เสียงพิณอันพลิ้วไหว นุ่มนวลชวนฟัง ราวกับเสียงสวรรค์ แต่กลับแฝงไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวมากมายเอาไว้
คลื่นพลังที่แฝงจิตแท้ของวิถีแห่งดนตรีอันรุนแรงหลายสาย พุ่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
ทันใดนั้นก็เกิดรอยแยกยาวนับร้อยจั้งขึ้นมากมาย ทำให้เหตุการณ์ทวีความน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนหุ่นเชิดตนนั้น มือทั้งสองข้างกำหมัดแน่น ร่างทั้งร่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง วงแสงสีเลือดมากมายปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา ราวกับเทพมารก็มิปาน
ตู้ม !
ตู้ม !
ตู้ม!
“ศิษย์น้องขง แม้ว่าบทเพลงนี้ของศิษย์น้องหนิงจะทรงพลัง แต่ก็ต้องใช้พลังอย่างมาก พวกเราจะนิ่งดูดายเช่นนี้มิได้อีกแล้ว”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
“แม้ศิษย์น้องหนิงจะมีตบะบารมีระดับเซียนขั้นท้าย แต่การที่นางเกิดการบรรลุติด ๆ กันเช่นนี้ เกรงว่ารากฐานเต๋าคงยังมิมั่นคงพอ หากยังคงสู้ต่อไปเช่นนี้มิช้าก็เร็วนางต้องทนมิไหวเป็นแน่”
หลังจากปรึกษากันแล้ว อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนก็สบตากัน จากนั้นทั้งสองก็หายตัวไปทันที ก่อนจะพุ่งออกไปนอกค่ายกลป้องภูผา
เห็นดังนั้น
“ทุกท่าน ในเมื่อเปิดศึกแล้วเช่นนั้น พวกเราก็มิอาจเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ได้อีกแล้ว”
นักพรตจิ่วอั้นที่อยู่ด้านล่างเม้มริมฝีปากอันแห้งผาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากพวกพี่อู๋พ่ายแพ้ขึ้นมา เช่นนั้นพวกเราก็คงมิมีโอกาสชนะได้”
เอ่ยจบนักพรตจิ่วอั้นและผู้อาวุโสที่เหลืออยู่ของนิกายจื่ออวิ๋นก็ส่งสายตาสื่อสารกัน
จากนั้นทุกคนพลันทะยานขึ้นฟ้า และออกไปด้านนอกค่ายกลป้องภูผา
“ทุกท่านเห็นเป็นเช่นไร ? ”
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก หนานหลิงจื่อก็ถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา พลางเอ่ยขึ้นว่า “เวลานี้พวกเราสามสำนักเซียนใหญ่เป็นพันธมิตรกันแล้ว พวกเราคงมิอาจผิดสัญญาได้แล้วกระมัง ? ”
“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คงทำได้เพียงต้องสู้จนตัวตายไปข้าง”
หญิงชราของจวนหนานหลิงผู้นั้นเม้มริมฝีปากเล็กน้อย และเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญาเช่นกัน “หากวันนี้เราทอดทิ้งนิกายกระบี่สวรรค์ไป วันหน้าหากเซียนทุรชนเกิดบุกมาที่จวนหนานหลิงของเราจะทำเช่นไรเล่า ? ”
จากนั้นก็ได้มีบรรพจารย์อีกท่านเอ่ยต่อว่า “อย่างน้อยที่นี่ก็ยังมีท่านเย่เป็นแนวป้องกันสุดท้ายของพวกเรา จวนหนานหลิงของเราคงมิถึงขนาดสิ้นชื่อไปจากหลิงโจวหรอกกระมัง”
หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว บรรพจารย์ของจวนหนานหลิงก็เหาะออกไปนอกค่ายกลป้องภูผาเช่นกัน
เมื่อเห็นดังนั้น ชวี่สิงหยางจึงได้ส่งหุ่นเชิดที่เหลือทั้งหมดออกไปทันที เพื่อเตรียมเปิดศึกกับเหล่าบรรพจารย์ของสามสำนักเซียนใหญ่
……
……

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน