เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 480

ตอนที่ 480 เสี่ยวเจี้ยน พวกเราไปกันเถอะ

ความจริงแล้วเรื่องที่เมื่อใดท่านเย่จะออกฌานนั้น เจี้ยนอู๋เหินเองก็มิทราบเช่นกัน

ทว่าทุกคนรู้กันดีว่า ช่วงนี้เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ข้างกายท่านเย่มาโดยตลอด และเขาในฐานะศิษย์เอกของนิกายกระบี่สวรรค์ ก็คงมิสามารถเอ่ยได้เต็มปากว่า แท้จริงแล้วตนนั้นเป็นเพียงแค่คนรับใช้ข้างกายท่านเย่เท่านั้น มิได้บำเพ็ญเพียรแต่อย่างใด

ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาหน้าตาในฐานะศิษย์เอก เจี้ยนอู๋เหินจึงทำได้เพียงตอบส่ง ๆ ไปเท่านั้น

“ผู้อาวุโสเหมย ท่านยังมิได้บอกข้าเลยว่าพวกอาจารย์หายไปไหนกันหมด ? ” เจี้ยนอู๋เหินเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“เห้อ อู๋เหิน เจ้าคงยังมิรู้ว่าตอนนี้เซียนทุรชนผู้นั้นได้มาถึงแล้ว”

ผู้อาวุโสแซ่เหมยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยออกมาว่า “หากท่านเย่ยังมิออกจากฌานอีก นิกายกระบี่สวรรค์ของเรารวมที่สำนักเซียนใหญ่ที่เหลืออีกสองสำนัก คงตกอยู่ในอันตรายเป็นแน่”

“เซียนทุรชนงั้นหรือ ? ”

“ผู้อาวุโสเหมย ท่านช่วยอธิบายให้ละเอียดทีสิ ว่านี่มันเรื่องอันใดกัน สถานการณ์ตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง ? ”

“อู๋เหิน ความจริงแล้วเจ้ามิต้องกังวลไปหรอก ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างกายท่านเย่ ต่อให้นิกายกระบี่สวรรค์ของเราจะประสบกับหายนะจนสำนักล่มสลาย เซียนทุรชนผู้นั้นก็มิกล้าไปรบกวนท่านเย่ที่บำเพ็ญเพียรอยู่แน่นอน”

“ผู้อาวุโสเหมย ท่านช่วยเอ่ยให้รู้เรื่องหน่อยจะได้หรือไม่ ! ”

“เฮ้อ เรื่องเป็นเช่นนี้……”

เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป

ผู้อาวุโสแซ่เหมยก็ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เจี้ยนอู๋เหินฟังอย่างละเอียด

ทว่าขณะที่เขาเล่ายังมิทันจบนั้น

รอบกายของเจี้ยนอู๋เหินก็มีพลังปราณปะทุขึ้น ก่อนจะกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปทางสำนักชั้นนอกในทันที

ทว่าขณะที่เวลาเพิ่งผ่านไปชั่วอึดใจ

ลำแสงสายหนึ่งกลับเหาะผ่านนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นใน และเหาะไปทางส่วนลึกด้วยความรวดเร็ว

“ท่านบรรพจารย์ทั้งสาม ท่านอาจารย์ พวกท่านต้องมิเป็นอันใดนะขอรับ พวกท่านต้องอดทนเอาไว้ ศิษย์จะไปเรียนให้ท่านเย่ทราบและออกฌานเดี๋ยวนี้ขอรับ”

เจี้ยนอู๋เหินเหาะด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า พลางพึมพำกับตนเองไปด้วย

ศิษย์เอกของนิกายกระบี่สวรรค์เช่นเขา ย่อมเคยได้ยินความน่ากลัวของเซียนทุรชนมาบ้าง ดังนั้นขณะที่เขากำลังเหาะนั้น จู่ ๆ ก็ได้สติขึ้นมา

ด้วยตบะบารมีของเขาในเวลานี้ ต่อให้ไปช่วยก็คงได้แต่เพิ่มจำนวนคนที่ตายเท่านั้น เช่นนั้นมิสู้ยอมทำผิด โดยการไปขอร้องให้ท่านเย่ออกหน้า ช่วยแก้วิกฤตในครั้งนี้ให้เสียยังจะดีกว่า

……

……

ในขณะเดียวกัน หลังจากเจี้ยนอู๋เหินไปจากยอดเขาที่เย่ฉางชิงกำลังเข้าฌานอยู่

ทว่าผ่านไปมินานหมอกหนาที่ปกคลุมยอดเขามาหลายเดือน ในที่สุดก็ค่อย ๆ จางหายไป

จากนั้นเย่ฉางชิงที่ตั้งใจบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน ก็ได้เดินออกมาจากส่วนลึกของป่าไผ่

เห็นได้ชัดว่าเขาที่อยู่ในชุดสีเขียวอ่อน มีบุคลิกท่าทางที่เปลี่ยนไปอีกแล้ว

ใช่แล้ว !

ใช้เวลานานถึงเพียงนี้ ตบะบารมีของเขาย่อมเกิดพัฒนา และสามารถบรรลุถึงระดับแดนก่อกำเนิดขั้นกลางแล้ว

แต่อาจเป็นเพราะฝึกเคล็ดเทพปีศาจโบราณ หรือด้วยเหตุผลบางอย่าง ดังนั้นจึงทำให้เมื่อเขาหยุดบำเพ็ญเพียร ไอพลังก็จะถูกสะกดเอาไว้ในทันที ด้วยเหตุนี้มิว่าจะเป็นผู้แข็งแกร่งเช่นไรก็มิสามารถสัมผัสถึงพลังของเขาได้

และด้วยความพยายามในช่วงที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะตบะบารมีที่สูงขึ้น ในที่สุดเขาก็ถอดภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดได้อย่างสมบูรณ์ตามที่หวังแล้ว

เขาในตอนนี้แม้ว่าจะมีตบะบารมีอยู่ในระดับแดนก่อกำเนิดขั้นกลาง แต่ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเขานั้นถือว่าสูงมากแล้ว

โดยเฉพาะเคล็ดกระบี่ เขาคิดว่ามิแพ้ผู้ใดอย่างแน่นอน

“เสี่ยวเจี้ยนเล่า ? ”

เมื่อกลับมาถึงลานภายในเรือนและกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วมิพบเจี้ยนอู๋เหิน

เย่ฉางชิงจึงเดินมาที่ศาลาเพียงลำพัง และรินสุราชิงอี่ให้ตนเองหนึ่งจอก ก่อนจะยกขึ้นดื่มทีเดียวจนหมด

“ตั้งใจบำเพ็ญเพียรมาตั้งนาน จนเกือบจะลืมรสชาติของสุราชิงอี่ไปเสียแล้ว ใช่แล้ว รสชาติยังเหมือนเดิมมิเปลี่ยนเลยจริง ๆ ”

ใบหน้าของเย่ฉางชิงแฝงรอยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นและเช็ดสุราที่มุมปากเบา ๆ แล้วรินใหม่อีกครั้ง ดูรื่นรมย์ยิ่งนัก

ทว่าขณะที่เขาดื่มสุราจอกที่สองหมดนั้น

ร่าง ๆ หนึ่งก็มาปรากฏกายอยู่หน้าศาลาด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้วหมอบลงทันที คนผู้นั้นก็คือเจี้ยนอู๋เหิน

“ท่านเย่ เซียนทุรชนปรากฏกาย นิกายกระบี่สวรรค์ตกอยู่ในอันตราย ขอท่านได้โปรดยื่นมือเข้าช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ”

‘ถึงเวลาก็เอาตำหนักเทพวาสนาออกมาก็สิ้นเรื่อง มิหนำซ้ำยังมีของวิเศษอีกตั้งหลายชิ้นในแหวนเทพเก็บสมบัติ ถึงตอนนั้นก็แค่โยน ๆ ออกมา’

‘หากทำถึงเพียงนี้แล้วยังมิสามารถทำให้เซียนทุรชนอันใดนั่นล่าถอยได้ เช่นนั้นก็มิต้องรักษาภาพลักษณ์ใด ๆ อีก ถึงเวลาหนีก็มิควรรีรอเด็ดขาด’

‘อีกอย่างเพิ่งจะบรรลุระดับแดนก่อกำเนิดขั้นกลาง ทำไมต้องออกฌานมาเดินเล่นด้วยห๊ะ ? ’

‘เป็นนักเลงข้างถนนหรือไง ? ’

‘เย่ฉางชิงเอ๊ยเย่ฉางชิง’

‘เจ้าทำตนเองแท้ ๆ จะไปโทษผู้ใดได้ ! ’

เมื่อเจี้ยนอู๋เหินได้ยินดังนั้นภายในใจก็รู้สึกยินดีขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น

“ท่านเย่ เดิมศิษย์มิควรเรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบ แต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของนิกายกระบี่สวรรค์ ศิษย์จึงจำเป็นต้องทำเช่นนี้ ขอท่านเย่อย่าได้โกรธเคืองเลยนะขอรับ”

เจี้ยนอู๋เหินประสานมือขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับ และเอ่ยขออภัยเย่ฉางชิง

“เสี่ยวเจี้ยน เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว”

เย่ฉางชิงโบกมือไปมา ก่อนจะดื่มสุราชิงอี่จนหมดจอกอีกครั้ง จากนั้นจึงได้ลุกขึ้นยืนในทันที

“เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าก็ไปพร้อมกับข้าเลยก็แล้วกัน”

เจี้ยนอู๋เหินนิ่งไปสักพัก แล้วจึงรีบลุกขึ้นยืน

ในตอนนั้นเองก็ได้มีลำแสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งออกมาจากมือของเย่ฉางชิง เพียงพริบตาดอกบัวที่แผ่ไปด้วยไอพลังมหามรรคา และปกคลุมไปด้วยไอหมอกสีเขียวมีแสงส่องออกมาจาง ๆ ที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์โบราณมากมายดอกหนึ่งก็ลอยขึ้นตรงหน้า

‘ในเมื่อโกหกว่าตนเองนั้นเป็นผู้เก่งกาจ เช่นนั้นต้องคงต้องเล่นใหญ่กันหน่อย’

‘ดอกบัวดอกนี้แม้จะมิมีประโยชน์อันใดมากนัก แต่ก็เป็นถึงสุดยอดของวิเศษที่เอาไว้ข่มศัตรูได้มิมากก็น้อย’

วินาทีต่อมา เย่ฉางชิงก็ได้ก้าวขึ้นไปบนดอกบัวและทะยานขึ้นไปด้านบนทันที

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า และสัมผัสได้ถึงไอพลังหลักเต๋าอันบริสุทธิ์ที่แผ่ออกมาจากดอกบัว

เจี้ยนอู๋เหินจึงเขม็งด้วยความตกตะลึง พลางเอ่ยในใจอย่างตื่นตระหนกว่า ‘ท่านเย่แท้จริงแล้วเป็นผู้ใดกันแน่ แม้แต่พาหานะที่ใช้ก็ยังแผ่ไอพลังมหามรรคาออกมามากมายเพียงนี้’

‘มิใช่ ๆ นี่มิใช่แค่ไอพลังมหามรรคาที่แผ่ออกมาเท่านั้น แต่น่าจะเป็นมหามรรคาชนิดต่าง ๆ ที่ถูกกลั่นขึ้นมาต่างหาก น่าเหลือเชื่อ ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก……’

“เสี่ยวเจี้ยน พวกเราไปกันเถอะ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน