เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 503

ตอนที่ 503 ผู้ใดกันที่ลอบโจมตีข้า ?

นับตั้งแต่ที่ปรากฏตัวบนท้องฟ้าด้านนอกนิกายกระบี่สวรรค์

พวกจ้าวปีศาจคิ้วแดงก็พบเบาะแสหลายอย่าง

ประการแรกที่นี่อยู่รอบนอกของสวรรค์บูรพา ปราณวิญญาณฟ้าดินเดิมควรบางเบาและมิบริสุทธิ์

ทว่าเมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้นิกายกระบี่สวรรค์ กลับพบว่าปราณวิญญาณฟ้าดินของที่นี่มิเพียงแต่หนาแน่น อีกทั้งยังบริสุทธิ์อย่างมากอีกด้วย

สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุด ก็คือ ที่นี่เหมือนยังมีไอพลังหลักเต๋าจาง ๆ แผ่ออกมาอีกด้วย

แต่ปัญหา ก็คือ โดยปกติแล้วสิ่งเหล่านี้มักจะปรากฏในดินแดนอันตราย ทว่าที่นี่เป็นเพียงสำนักเซียนของพวกมนุษย์แห่งหนึ่งเท่านั้น

มิเพียงเท่านั้นหลังจากเข้ามาในนิกายกระบี่สวรรค์แล้ว

เมื่อครู่นกสีเลือดที่พวกเขาใช้สุดยอดเคล็ดวิชาลับสร้างขึ้น กลับอันตรธานหายไปอย่างน่าประหลาด

นี่ก็หมายความว่าตำหนักเทพวาสนาที่พวกเขาตามหาอยู่ที่นี่จริง ๆ

และโชคดีที่จ้าวปีศาจคิ้วแดงมีเคล็ดวิชาลับ สามารถใช้จิตวิญญาณหลอมเป็นแสงสีแดงสายหนึ่ง ที่สามารถใช้ระบุตำแหน่งคร่าว ๆ ของตำหนักเทพวาสนาได้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลางสังหรณ์ของเขารุนแรงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาที่มีนิสัยมุทะลุและเด็ดขาด จนถึงตอนนี้ก็ยังเลือกที่จะมิเปิดศึก

ทันทีที่สิ้นเสียงของจ้าวปีศาจคิ้วแดง

จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็สูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่อย่างอดมิได้ ก่อนจะลอบสบตากับจ้าวปีศาจคิ้วแดง

เมื่อเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าน้อย ๆ

จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ลังเลสักพัก ทันใดนั้นรอบกายก็แผ่ไอพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่พวกอู๋ไท่เหอพร้อมพลังทำลายล้าง

จากนั้นเขาก็สะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย และใช้ฝีมืออันร้ายกาจทำให้พวกอู๋ไท่เหอกระเด็นไปหลายร้อยจั้ง

“ทางที่ดีพวกเจ้าควรคิดให้รอบคอบก่อนจะดีกว่า มิเช่นนั้นพวกเจ้าก็คงทราบผลลัพธ์ดีอยู่แล้ว”

จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวแค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะเหาะไปทางส่วนลึกของนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นใน

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ขงซิงเจี้ยนที่ถอยไปหลายร้อยจั้งก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางเอ่ยออกมาด้วยงุนงงและกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดว่า “ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจที่น่ากลัวเหล่านี้จะทำอันใดกันแน่ ? ”

“ผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจ ข้าเองก็มิเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน”

นักพรตจิ่วอั้นเองก็เอ่ยด้วยความฉงนว่า “หากมิมีสิ่งใดผิดพลาด พวกเขาคงจะมาจากดินแดนปีศาจที่อยู่ทางตอนกลางเป็นแน่ มิเช่นนั้นก็ยากที่จะหาสิ่งใดมาอธิบายได้แล้ว”

บรรพจารย์อีกท่านของนิกายจื่ออวิ๋นลูบหนวดของตนเอง ก่อนจะเอ่ยว่า “หากเป็นเช่นนั้นจริง แล้วเหตุใดพวกเขาต้องมาที่นี่ด้วยเล่า อีกทั้งยังมาปรากฏตัวที่นิกายกระบี่สวรรค์เช่นนี้อีก ? ”

สิ้นเสียงอู๋ไท่เหอก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะลอบหันไปสบตากับขงซิงเจี้ยน

หากพวกเขามาจากดินแดนปีศาจที่อยู่ตอนกลางของสวรรค์บูรพาจริง เช่นนั้นย่อมต้องมาเพราะสิ่งที่เรียกว่า ตำหนักเทพวาสนา เป็นแน่

แต่ปัญหาก็คือราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่มีสายลับแฝงอยู่ในนิกายกระบี่สวรรค์ และคอยส่งข่าวผ่านเคล็ดวิชาลับ

แต่เผ่าปีศาจรู้ได้เยี่ยงไรกัน ?

หรือจะมีสายลับมาแฝงตัวอยู่เช่นกัน ?

มิมีทาง !

มิมีทางเป็นไปได้เด็ดขาด !

แต่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นวันนี้เช่นไรเล่า ?

หรือบนตำหนักเทพวาสนาอันใดนั่น จะมีรอยประทับอยู่ ?

รอยประทับ ?

ต้องใช่แน่ !

ต้องเป็นเช่นนี้แน่ !

แล้วบนตำหนักเทพวาสนายังมีรอยประทับของผู้อื่นอีกหรือไม่ ?

หากเป็นเช่นนั้นจริงต่อไปนิกายกระบี่สวรรค์ มิเพียงต้องเผชิญหน้ากับราชวงศ์เซียนหมื่นกระบี่ที่ใกล้จะมาถึง บางทีอาจต้องเผชิญหน้ากับเผ่าโบราณอื่น ๆ อีกมากมาย

วินาทีนี้ อู๋ไท่เหอและขงซิงเจี้ยนเหมือนกำลังคิดเรื่องเดียวกันอยู่

“ศิษย์น้องขง……”

“ศิษย์พี่อู๋……”

“ศิษย์น้องขง เจ้าเองก็คิดว่าบนตำหนักเทพวาสนามีรอยประทับบางอย่างอยู่ใช่หรือไม่ จึงทำให้ผู้แข็งแกร่งของเผ่าปีศาจเหล่านี้มายังนิกายกระบี่สวรรค์ของพวกเรา ? ”

“ข้าคิดเช่นนั้นอยู่จริง ๆ อีกทั้งดูจากทิศทางที่พวกเขามุ่งหน้าไปแล้ว คงกำลังไปหาท่านเย่เป็นแน่ นั่นก็หมายความว่าตำหนักเทพวาสนาอยู่ที่ท่านเย่”

“ศิษย์น้องขง ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็มิมีความจำเป็น ที่จะต้องรั้งท่านเย่ให้อยู่ต่อแล้วใช่หรือไม่ ? ”

‘คงมิใช่กระมัง ! ’

‘ข้าเขียนเพลงใหม่ตั้งหลายเพลง แต่กลับหาคนที่จะดีดพิณด้วยมิได้เลย’

ตอนนั้นเองเย่ฉางชิงที่ยังคงนั่งสมาธิอยู่กลางป่าไผ่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา

“สตรีนั้นเชื่อถือมิได้จริง ๆ บทจะหายก็หายไปเสียดื้อ ๆ ”

เย่ฉางชิงถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะลุกขึ้นยืน

อีกทั้งหลายวันมานี้เขากลับคิดถึงรสชาติเนื้อเสือดำย่างและหม้อไฟเสือดำ ตอนอยู่ที่เมืองเสี่ยวฉือขึ้นมาอย่างมิมีสาเหตุ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้เจี้ยนอู๋เหินออกไปล่าสัตว์

แต่เนื้อที่เจ้าเด็กนั่นนำกลับมา กลับมีรสชาติแย่จนมิอาจที่จะกลืนลงคอได้จริง ๆ

ดังนั้นเย่ฉางชิงจึงสั่งให้เจี้ยนอู๋เหินออกไปล่าสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ กลับมาให้เขาในทุก ๆ วันเพื่อทดสอบรสชาติ

ซึ่งนี่เป็นเวลาปกติที่เจี้ยนอู๋เหินใกล้จะกลับมาแล้ว

มินาน ขณะที่เย่ฉางชิงเพิ่งเดินออกมาจากในป่าไผ่

จู่ ๆ ก็มีแสงสีแดงสายหนึ่งพลันพุ่งใส่เขาในทันที

เห็นดังนั้นสีหน้าของเย่ฉางชิงก็เปลี่ยนไป ก่อนจะเพ่งสมาธิไปที่แหวนเก็บสมบัติ มิกี่อึดใจตำหนักเทพวาสนาก็พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า

ทว่าในวินาทีต่อมาภาพอันประหลาดก็เกิดขึ้น

ทันทีที่แสงสีแดงสายนั้นปะทะเข้ากับตำหนักเทพวาสนา กลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย มิมีระลอกคลื่นใด ๆ เกิดขึ้น

เย่ฉางชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

ทว่าในวินาทีต่อมา เขาก็มีสีหน้าเข้ม เพราะแสงสีแดงที่มิธรรมดาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามีคนต้องการโจมตีเขา

‘เป็นผู้ใดกัน ถึงกล้าลอบโจมตีข้า ? ’

‘หรือคนผู้นั้นมิรู้ว่าตอนนี้ข้ามีอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนาอยู่ในมืองั้นหรือ ? ’

เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่ฉางชิงก็ทะยานขึ้นไปกลางอากาศ และนำตำหนักเทพวาสนาที่หดจนมีขนาดเล็กวางไว้กลางฝ่ามือ

“ผู้ใดกันที่ลอบโจมตีข้า ? ” เย่ฉางชิงกวาดตามองโดยรอบ พลางเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ

ทว่าทันทีที่สิ้นเสียง ร่างหลายร่างก็เหาะเข้ามาด้วยความรวดเร็ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน