เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 504

ตอนที่ 504 ลงมือพร้อมกัน

เหล่าคนที่มา ก็คือ พวกจ้าวปีศาจคิ้วแดงและจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวนั่นเอง

เพียงพริบตาเมื่อสัมผัสได้ว่าแสงสีแดงที่กลั่นด้วยเคล็ดวิชาลับถูกตัดไป จ้าวปีศาจคิ้วแดงก็หยุดลงทันที เพราะแสงสีแดงนั้นสร้างมาจากจิตวิญญาณของเขา จึงเกิดความเชื่อมโยงกับเขาอย่างแยกมิออก แต่ภายในพริบตากลับถูกตัดการเชื่อมต่อไป

‘เช่นนี้มิถูกต้อง’

“คิ้วแดง ทำไมถึงหยุดกะทันหันเล่า ? ”

“ใช่แล้วพี่คิ้วแดง ท่านหยุดลงกะทันหันเช่นนั้น มิใช่ว่าลางสังหรณ์มิดีก่อนหน้านี้เกิดขึ้นจริงหรอกกระมัง ? ”

“ตอบได้ยาก แสงสีแดงที่ข้าใช้จิตวิญญาณตนเองนำทาง และใช้เคล็ดวิชาลับโบราณสร้างขึ้นมา เดิมสามารถสัมผัสถึงตำแหน่งของตำหนักเทพวาสนาได้อย่างชัดเจน แต่ภายในพริบตาการเชื่อมต่อนี้กลับถูกตัดขาดไป”

“พวกเจ้าดูบุรุษหนุ่มผู้นั้นสิ เหมือนจะมิธรรมดาเลยนะ”

หลังจากเหล่าจ้าวปีศาจปรึกษากันด้วยวิธีการส่งกระแสจิตแล้ว มินานก็เบนสายตาไปทางเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่มิไกลนัก

ทว่าวินาทีที่พวกเขาเห็นเย่ฉางชิงก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ดวงตาเบิกโพลง และมีท่าทางหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด

ต้องบอกว่าพวกเขานั้นล้วนประสบกับการเปลี่ยนแปลงมามากมาย เป็นผู้อมตะที่มีชีวิตอยู่มายาวนาน ย่อมได้พบผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนมานับมิถ้วน และพบเจอเหล่าผู้เก่งกาจที่พวกเขายอมเคารพนับถือมามิน้อย

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงสามารถคาดเดาฝีมือของอีกฝ่ายได้ทันที เพียงแค่เห็นลักษณะท่าทางของผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนแผ่ออกมาจากภายใน

ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ แม้จะดูอายุยังน้อย ทว่าท่าทางสง่างามที่แผ่ออกมาจากภายในนั้น แม้แต่พวกเขาก็อดมิได้ที่จะรู้สึกนับถือ

ช่างมิธรรมดาจริง ๆ !

มิเคยพบเคยเห็นมาก่อน

และสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ ก็คือ แม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าปีศาจอย่างพวกเขา ก็ยังมิสามารถสัมผัสได้ว่าบนกายของอีกฝ่ายมีไอพลังวิถีเซียนใด ๆ แผ่ออกมา

ในทางกลับกันบุรุษผู้นั้นกลับมีไอพลังมหามรรคาจาง ๆ แผ่ออกมาแทน

คนเช่นนี้จากประสบการณ์ของพวกเขา สามารถคาดเดาได้สองทาง

ก็คือ ตบะบารมีของอีกฝ่ายสูงถึงระดับที่พวกเขามิสามารถคาดเดาได้ จึงมิสามารถสัมผัสไอพลังวิถีเซียนใด ๆ ได้

อีกอย่าง ก็คือ อีกฝ่ายมีสมบัติที่ไร้เทียมทาน และใช้มันปกปิดไอพลังวิถีเซียนของตนเอาไว้ ส่วนไอพลังมหามรรคาจาง ๆ นั้นก็มาจากสมบัติที่ไร้เทียมทานนั่นเอง

ทว่าเวลานี้บนฝ่ามือข้างขวาของอีกฝ่ายได้มีตำหนักขนาดเล็กรูปทรงธรรมดาหลังหนึ่งวางอยู่ด้วย

ดังนั้นบุรุษหนุ่มผู้นี้มีความเป็นไปได้สูง ที่จะเป็นคนประเภทที่สอง

“พวกท่านเห็นตำหนักขนาดเล็กที่มีกลิ่นอายโบราณหลังนั่นหรือไม่ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นตำหนักเทพวาสนาในตำนาน”

“ตำหนักเทพวาสนา นั่นคือตำหนักเทพวาสนาในตำนานงั้นหรือ ? ”

“หากมิมีสิ่งใดผิดพลาดก็คงใช่ ข้าใช้จิตวิญญาณสร้างไอพลังออกมาใหม่ และทิศทางที่ไอพลังนี้ชี้นำไป ก็คือ ทางบุรุษหนุ่มผู้นั้น”

“ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ลงมือเถอะ จะมัวยืนตกตะลึงอยู่ตรงนี้ทำไมกัน ! ”

“ยังมิเหมาะ เพราะมิมีผู้ใดรู้ว่าตบะบารมีของบุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็นเช่นไรกันแน่ แต่หากสามารถควบคุมตำหนักเทพวาสนาได้ เกรงว่าคงมิอาจเอาชนะได้โดยง่าย หากเขาเลือกที่จะนำตำหนักเทพวาสนาหนีไป เช่นนั้นก็จะยิ่งลำบากขึ้นไปอีก”

“พวกเจ้าต้องไตร่ตรองให้ดี ๆ ศึกครั้งก่อนเจ้ามนุษย์ผู้นั้นเมื่อถูกบีบจนมุมก็ได้โยนตำหนักเทพวาสนาออกไป ขณะที่ผู้แข็งแกร่งเผ่าต่าง ๆ ก็สู้กันมิหยุด ก่อนที่พวกเขาจะดับสูญจึงได้ทิ้งรอยประทับเอาไว้บนตำหนักเทพวาสนา เพื่อให้คนรุ่นหลังรับรู้ถึงตำหนักเทพวาสนาได้”

“ดังนั้นหากพวกเรามิสามารถชิงตำหนักเทพวาสนามาด้วยวิธีละมุนละม่อม เกรงว่าอนาคตอันใกล้ที่นี่จะต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน”

“พี่คิ้วแดง ที่ท่านเอ่ยมา ข้าเข้าใจแล้ว ให้ข้าต่อรองกับมนุษย์ผู้นี้ก่อนก็แล้วกัน”

“ก็ดีเหมือนกัน ต้องใช้วิธีการเจรจาและสู้กันด้วยจิตใจ ห้ามเปิดศึกโดยตรงเด็ดขาด”

“……”

“……”

หลังจากเหล่าจ้าวปีศาจปรึกษากันเสร็จเรียบร้อย ก็ตัดสินใจให้จ้าวปีศาจหน้าหยกที่มีใบหน้าอ่อนโยนเป็นผู้ไปเจรจากับมนุษย์ผู้นั้น

มินานจ้าวปีศาจหน้าหยกหายตัวไป ก่อนปรากฏกายขึ้นมิไกลจากเย่ฉางชิงนักราวกับภูตผี

เขามีเครื่องหน้าอ่อนหวาน ผมดำยาวสลวย ผิวพรรณผุดผ่อง ราวกับอิสตรีรูปงามที่แต่งกายเป็นบุรุษก็มิปาน

“น้องชายท่านนี้ มิทราบว่าในมือของเจ้า คือ ตำหนักเทพวาสนาหรือไม่ ? ”

ทว่าวินาทีนี้กลับปล่อยพลานุภาพอันน่ากลัวออกมา ก่อนปกคลุมร่างของจ้าวปีศาจหน้าหยกและผนึกเขาเอาไว้

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแผนการของเย่ฉางชิง

ปีศาจพวกนี้สามารถบุกเข้ามาที่นี่ได้ ก็พอจะอธิบายถึงฝีมือของพวกเขาได้แล้ว

และเหล่าผู้แข็งแกร่งของนิกายกระบี่สวรรค์ก็คงมิสามารถขวางพวกเขาได้ มิเช่นนั้นจะมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไร

ดังนั้นการที่เขาแสดงฝีมืออันไร้เทียมทานในเวลานี้ย่อมเหมาะสมที่สุดแล้ว

อีกอย่างเวลานี้เขามีตบะบารมีเพียงระดับแดนก่อกำเนิดขั้นกลางเท่านั้น

หากเขาใช้ตำหนักเทพวาสนาสังหารปีศาจตนนี้ทันที เกรงว่าปีศาจที่เหลือคงรีบหนีอย่างมิคิดชีวิตแน่นอน ถึงตอนนั้นต่อให้มีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนา ก็คงยากที่จะจัดการพวกเขาได้ทั้งหมด

เช่นนี้มิเท่ากับการแสดงของเขาล้มเหลวหรอกหรือ ?

เป็นถึงยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานในสายตาของทุกคน แต่กลับปล่อยให้ศัตรูหนีไปได้ มิเรียกว่าล้มเหลวหรอกหรือ ?

ตอนนั้นเอง

“นี่มัน……นี่มันตำหนักเทพวาสนาในตำนานเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

“มิธรรมดาจริง ๆ ด้วย แต่หากจะสังหารข้าล่ะก็ยังห่างชั้นนัก ! ”

จ้าวปีศาจหน้าหยกที่ถูกพลานุภาพของตำหนักเทพวาสนาสะกดไว้ บัดนี้ร่างกายเริ่มสั่นเทาอย่างควบคุมมิได้ น้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนที่จู่ ๆ จะมีสีหน้าคลุ้มคลั่ง ขณะเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย

เอ่ยจบ จ้าวปีศาจหน้าหยกก็ยกยิ้มชั่วร้ายออกมา ด้านหลังมีเงาดำเงาหนึ่งบังเกิดขึ้น

ขณะเดียวกันรอบกายก็เปล่งแสงอันเจิดจ้าออกมา พร้อมมีไอปีศาจจำนวนมหาศาลแผ่ออกมาด้วย

เมื่อเห็นภาพตรงหน้า

“ลงมือพร้อมกัน ! ”

พวกจ้าวปีศาจคิ้วแดงที่ยืนอยู่มิไกลสบตากันเล็กน้อย ก่อนคำรามเสียงดังขึ้นมาพร้อม ๆ กัน จากนั้นก็ได้หายตัวไปทันที ก่อนจะพุ่งไปทางเย่ฉางชิงด้วยความรวดเร็ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน