ตอนที่ 505 พวกเจ้าเชื่อในแสงหรือไม่ ?
เมื่อเย่ฉางชิงเห็นจ้าวปีศาจที่เหลือเหาะเข้ามาพร้อมกัน ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกทันที
เดิมเขาคิดว่าต้องทำทีว่าสู้มิได้ จากนั้นรอคนที่เหลือเข้ามาพร้อมกัน แล้วค่อยใช้ตำหนักเทพวาสนาสังหารพวกเขาทั้งหมดในคราเดียว
ทว่าคิดมิถึงว่าอีกฝ่ายจะติดเบ็ดง่ายดายเช่นนี้
‘มาพร้อมกันก็ดีเลย ! ’
‘ต้องขอบใจที่พวกเจ้าทำตามที่ข้าต้องการ ! ’
เพียงพริบตาขณะที่เย่ฉางชิงถอนสายตากลับมา แล้วบังเอิญเหลือบไปเห็นจ้าวปีศาจหน้าหยกที่ถูกตำหนักเทพวาสนาสะกดเอาไว้ ร่างทั้งร่างพลันชะงักไปทันที
เมื่อจ้าวปีศาจหน้าหยกในเวลานี้ มิใช่บุรุษวัยกลางคนที่มีใบหน้าหวานผู้นั้นอีกแล้ว แต่กลับกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ตัวหนึ่งแทน
ร่างทั้งร่างเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แสงสีขาวนวลลอยอบอวล ขนทุกเส้นนุ่มลื่น โดยเฉพาะส่วนหางที่มีหางขนาดใหญ่สีขาวราวกับหิมะงอกออกมาถึงเก้าหาง
มิเพียงเท่านั้น ไอปีศาจบนกายของเขาก็ถูกปล่อยออกมาจนหมด
ถูกต้อง !
นี่ก็คือ ร่างที่แท้จริงของจ้าวปีศาจหน้าหยก
จิ้งจอกเก้าหาง !
เย่ฉางชิงกะพริบตาปริบ ๆ พลางเอ่ยอย่างครุ่นคิดว่า “เป็นปีศาจนี่เอง……อีกทั้งยังเป็นเผ่าจิ้งจอกซะด้วย เช่นนี้คนอื่น ๆ ที่มาด้วยกันก็เป็นปีศาจหมดเลยงั้นหรือ ? ”
“จริงสิ หนานกงเสวียนจีบอกว่าถูสือซานเองก็ขึ้นมาบนสวรรค์บูรพาแล้ว เช่นนั้น ถูสือซานจะมีความเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือไม่……”
ระหว่างที่เย่ฉางชิงพึมพำกับตนเองอยู่นั้น
จ้าวปีศาจหน้าหยกที่แปลงเป็นร่างเดิมแล้วก็ได้เอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มชั่วร้ายว่า “เจ้ามนุษย์น้อย ตำหนักเทพวาสนาถือเป็นสมบัติล้ำค่าในตำนาน ตอนนี้ดูเหมือนว่าด้วยตบะบารมีของเจ้า จะยังมิสามารถปล่อยพลานุภาพที่แท้จริงของสมบัติไร้เทียมทานชิ้นนี้ออกมาได้กระมัง ? ”
เอ่ยเพียงเท่านั้นรอบกายของจ้าวปีศาจหน้าหยกก็ระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมา
ขณะเดียวกันก็มีวงแสงมหามรรคาปกคลุมด้านหลัง สัญลักษณ์มหามรรคาอันเจิดจ้าราวกับเปลวไฟอบอวลขึ้นทั่วร่าง ก่อนจะพุ่งขึ้นฟ้าไปทันที
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงก็กลอกตาด้วยความรำคาญ
‘ข้าแค่ต้องการให้พวกเจ้าทุกตนมารวมตัวกัน จากนั้นค่อยสังหารในคราเดียวต่างหากเล่า’
‘แต่เจ้าคิดว่าข้ามีพลังต่ำต้อย จึงมิสามารถปล่อยพลานุภาพที่แท้จริงของตำหนักเทพวาสนาออกมาได้งั้นหรือ ? ’
‘หรือว่า……พวกเจ้าแข็งแกร่งว่าเซียนทุรชนอีกงั้นหรือ ? ’
ปัง !
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงระฆังทองคำเสียงหนึ่ง ดังก้องไปทั่วบริเวณทันที
เย่ฉางชิงหันไปตามเสียง ก็พบว่าจ้าวปีศาจหน้าหยกที่กลายร่างเป็นจิ้งจอกเก้าหาง กำลังเอาหัวชนตำหนักเทพวาสนาที่ลอยอยู่ด้านบน
ทว่าตำหนักเทพวาสนากลับยังคงตั้งตระหง่านหาได้ไหวติงแม้แต่น้อยไม่ ส่วนจิ้งจอกเก้าหางกลับมีอาการมึนงง จนเห็นดาวพร่างพราวไปหมด
และในตอนนั้นเอง พวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวหลังจากได้เห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าชราพลันเผยสีหน้ายินดีออกมา
“มิผิดแน่ สมบัติชิ้นนี้ต้องเป็นตำหนักเทพวาสนาในตำนานอย่างแน่นอน ! ”
“บรรพบุรุษคุ้มครอง วันนี้พวกเรามิเพียงได้เห็นตำหนักเทพวาสนาในตำนาน แต่ยังมีหวังที่จะนำตำหนักเทพวาสนากลับไปอีกด้วย”
“พี่ไก่ฟ้า ข้าเหมือนมองเห็นเส้นทางโบราณกำลังกวักมือเรียกพวกเราอยู่ ประตูแดนเซียนโบราณกำลังค่อย ๆ เปิดออกเพื่อต้อนรับพวกเรา”
“ทุกท่านอย่าได้ประมาทไป มนุษย์ผู้นี้แม้จะมิน่ากลัว แต่ดูท่าทางของเขาตอนนี้เหมือนกำลังกลั่นตำหนักเทพวาสนาอยู่ นอกจากนี้เขายังควบคุมอิทธิฤทธิ์ส่วนหนึ่งของตำหนักเทพวาสนาไว้อีกด้วย”
“พี่คิ้วแดง ท่านวางใจเถอะ ขอเพียงพวกเราลงมือพร้อมกัน จะต้องชิงตำหนักเทพวาสนามาได้อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็รีบลงมือกันเถอะ มิจำเป็นต้องยั้งมือใด ๆ ขอแค่ชิงตำหนักเทพวาสนามาให้ได้ก็พอ ! ”
ทันทีที่สิ้นเสียง ด้านหลังของพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ปรากฏเงาดำขนาดใหญ่มากมายขึ้นมาในทันที
มิเพียงเท่านั้นระหว่างที่พลังปราณปะทุขึ้นรอบกายของพวกเขา ไอปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวจำนวนมหาศาลกลุ่มหนึ่งก็แทบจะปกคลุมไปทั่วรัศมีร้อยลี้ภายในพริบตา
วินาทีต่อมา พวกเขาที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งก็แปลงกายเป็นลำแสงอันลุกโชนไร้ที่เปรียบหลายสาย พร้อมพุ่งไปหาเย่ฉางชิงที่กำลังยืนอยู่ในทันที
ทว่าขณะที่พวกเขาอยู่ห่างจากเย่ฉางชิงมิถึงร้อยจั้ง ราวกับสัมผัสได้ถึงอันตรายบางอย่าง จึงได้หยุดการโจมตีลงกะทันหัน
ตอนนั้นเองเย่ฉางชิงก็ได้ถอนสายตากลับมามองพวกเขาด้วยใบหน้าแฝงรอยยิ้มที่เย็นชา
“พวกเจ้าเชื่อในแสงหรือไม่ ? ”
อีกทั้งตอนนี้เขายังมีสุดยอดอาวุธสังหารอย่างตำหนักเทพวาสนาอยู่ในมือ ช้าเร็วก็คงต้องแสดงความเก่งกาจออกมา แล้วเหตุใดมิสร้างจิตกระบี่ที่มีท่วงท่างดงามและร้ายกาจของตนเองขึ้นมาด้วยเล่า ?
หลังจากค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเขาก็สามารถสร้างจิตกระบี่ของตนเองขึ้นมาได้สำเร็จ
จิตกระบี่แห่งแสง !
ด้วยเหตุนี้เขาจึงถึงถามอีกฝ่ายซ้ำไปซ้ำว่าว่าเชื่อในแสงหรือไม่
ด้วยความที่เขาเคยอ่านนิยายแฟนตาซีตอนอยู่ที่โลกใบแรกมามากมาย จึงเข้าใจเหตุผลข้อหนึ่งเป็นอย่างดี
พวกที่แสร้งทำเป็นเก่งกาจ มักจะมีคำกล่าวเจ๋ง ๆ ติดปาก เพียงเอ่ยประโยคนั้นออกมา
นั่นหมายความว่าพร้อมจะลงมือแล้ว
เจ้าเชื่อในแสงหรือไม่ ?
จิตกระบี่แห่งแสง !
ทว่าเมื่อพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวได้ยินคำถามที่มิมีที่มาที่ไปเช่นนี้อีกครั้ง มุมปากพลันกระตุกขึ้นมาทันที
“เด็กน้อย เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่ ? ”
จ้าวปีศาจที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าผู้หนึ่งจ้องเขม็งไปที่เย่ฉางชิง พลางเอ่ยถามด้วยความเกรี้ยวกราด
“เฉียนเหริน มัวเอ่ยพล่ามอยู่ทำไมกัน พวกเราแปลงเป็นร่างเดิมแล้วทำลายผนึกนี่ซะ จากนั้นก็จับตัวเจ้าเด็กนั่นมา แล้วค่อยว่ากันอีกที”
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวคำรามก้อง ร่างของเขาพลันขยายใหญ่ขึ้น
มิกี่อึดใจต่อมา
มังกรยักษ์ที่มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวและมีไอปีศาจจำนวนมหาศาลตัวหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตา
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เย่ฉางชิงที่กำลังเตรียมจะลงมือกลับนิ่งอึ้งและชะงักงันไป ก่อนจะลอบกลืนน้ำลายลงคอ
‘โบราณกล่าวไว้ว่า เบื้องล่างมีเนื้อลา ท้องนภามีเนื้อมังกร’
‘คิดมิถึงว่าข้าจะโชคดีได้กินเนื้อมังกรแล้ว’
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่เย่ฉางชิงก็ยังคงเอ่ยย้ำอีกครั้งว่า “พวกเจ้าเชื่อในแสงหรือไม่ ? ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน