ตอนที่ 514 เรียนนายท่าน พวกข้าก็มิกินเนื้อขอรับ
“จริงสิ พวกเจ้าเองก็มิต้องเกรงใจ ลองชิมเนื้อที่เสี่ยวเจี้ยนนำกลับมาครั้งนี้ดูสิ รสชาติมิเลวจริง ๆ นะ”
ขณะที่เย่ฉางชิงกำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย เขาก็มิลืมที่จะเชื้อเชิญหนิงซู่ซู่และเจี้ยนอู๋เหินให้กินด้วย
สิ้นเสียง ทั้งสองกลับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน
“ข้าเองก็มิชอบกินเนื้อสัตว์เช่นกันเจ้าค่ะ”
บนใบหน้าพริ้มพราวของหนิงซู่ซู่เผยรอยยิ้มอย่างขอลุแก่โทษ พลางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทว่าแม้ปากของนางจะเอ่ยเช่นนั้น แต่ความจริงนางกลับนั่งน้ำลายสอมาตั้งนานแล้ว
มิต้องเอ่ยถึงเนื้อที่ถูกแล่เป็นแผ่นบาง ๆ เหล่านี้จะมีรสชาติและรสสัมผัสเช่นไร เพียงแค่ปราณชีวิตอันรุนแรงที่แฝงอยู่ หากสามารถกลั่นได้ล่ะก็
ต่อให้เป็นเนื้อที่บางราวกับปีกจั๊กจั่นเพียงหนึ่งชิ้น เกรงว่าคงเทียบได้กับหญ้าเซียนอายุหลายพันปีต้นหนึ่งเลยทีเดียว
หากมิใช่เพราะเวลานี้ตบะบารมีของนางสมบูรณ์แล้ว จนต้องให้สมบัติเซียนเจิ้นหยวนสะกดเอาไว้ล่ะก็ วันนี้มิว่าเยี่ยงไรนางก็ต้องลองชิมสักชิ้นสองชิ้นให้จงได้
ตอนนั้นเองเมื่อเห็นเย่ฉางชิงเบนสายตามาทางตนเอง
เจี้ยนอู๋เหินก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรียนท่านเย่ ศิษย์เองก็มิกินเนื้อเช่นกันขอรับ”
แววตาของเย่ฉางชิงเกิดประกายบางอย่างพาดผ่าน ก่อนจะพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ช่างเถอะ ในเมื่อพวกเจ้ามิชอบกินเนื้อ เช่นนั้นก็คงต้องนั่งดูข้าเพลิดเพลินกับของอร่อยแล้วล่ะนะ”
เย่ฉางชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะคีบเนื้อที่แล่บาง ๆ หลายชิ้นขึ้นมา และจุ่มลงในหม้ออีกครั้งอย่างมิเกรงใจอีก
เมื่อเห็นพวกหนิงซู่ซู่พร้อมใจกันปฏิเสธ
ทว่าเย่ฉางชิงก็มิได้ติดใจสงสัยอันใดมากนัก
ในโลกที่เขาทะลุมิติมานั้น ก็มีผู้นับถือลัทธิเต๋าที่เคร่งครัดในข้อปฏิบัติอันยุ่งยากซับซ้อนอยู่มิน้อย
ยกตัวอย่างเช่น มิกินผักห้าชนิดและเนื้อสัตว์สามชนิด ผู้ถือศีลห้ามิดื่มสุราและมิกินเนื้อสัตว์ เป็นต้น
ดังนั้นการที่คนของนิกายกระบี่สวรรค์ล้วนแต่ปฏิเสธที่จะมิกินเนื้อสัตว์ บางทีอาจเป็นข้อปฏิบัติของนิกายกระบี่สวรรค์ก็เป็นได้
หลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก ในที่สุดเย่ฉางชิงก็เหมือนจะนึกถึงจ้าวปีศาจไป๋จือ ที่ออกไปหาผักป่าขึ้นมาได้
บนโต๊ะใหญ่ขนาดนี้ มีเขากินเพียงคนเดียว ส่วนคนอื่น ๆ เอาแต่นั่งดู
แม้ว่าพวกหนิงซู่ซู่จะมองว่าเขาเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานที่ต้องให้ความเคารพ ทว่าสถานการณ์เช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกอึดอัดมิน้อย
‘แต่เสี่ยวไป๋ออกไปได้พักใหญ่แล้ว เหตุใดจนถึงบัดนี้ยังมิกลับมาอีกเล่า ? ’
‘มิน่าจะเป็นไปได้ ! ’
‘ก่อนหน้านี้เขาได้มอบตำราผักป่าเล่มหนึ่งให้เสี่ยวไป๋ไป ด้านบนมีภาพวาดประกอบและรายละเอียดเขียนกำกับเอาไว้อย่างละเอียด’
‘ดังนั้นการจะหาผักป่าที่สามารถกินได้ คงมิยากมากกระมัง’
‘ยิ่งกว่านั้นเสี่ยวไป๋ยังเป็นถึงปีศาจตนหนึ่งอีกด้วย พลังของเขาก็ย่อมมิธรรมดา’
‘หรือว่าเสี่ยวไป๋จะมิรู้หนังสือ ? ’
‘หรือตัวหนังสือของพวกปีศาจจะแตกต่างจากของมนุษย์ ? ’
‘อืม ! ’
‘คงมีปัญหาในเรื่องนี้เป็นแน่’
คิดถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปทางพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวที่นั่งอยู่ทางด้านหลัง
เมื่อเห็นทั้งสี่ตนยังคงเอาแต่นั่งนิ่ง ๆ มองตาปริบ ๆ อีกทั้งจานเนื้อหลายจานบนโต๊ะก็ยังมิพร่องลงเลยแม้แต่น้อย
เย่ฉางชิงก็ขมวดคิ้วขึ้นน้อย ๆ อย่างอดมิได้ ก่อนจะเอ่ยถามออกไปอย่างสงสัย
“พวกเจ้านั่งทำอันใดกัน ? ”
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียว “……”
จ้าวปีศาจคิ้วแดง “……”
จ้าวปีศาจเสวียนอู๋ “……”
จ้าวปีศาจหน้าหยก “……”
“แม้พวกเจ้าจะคารวะข้าเป็นนาย แต่ที่นี่มิได้มีพิธีรีตองอันใด ดังนั้นพวกเจ้ามิต้องเกรงใจ ข้ามิตำหนิพวกเจ้าหรอก”
เมื่อเห็นพวกจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียว เอาแต่นั่งเงียบมิเอ่ยมิจา
เย่ฉางชิงก็ได้เอ่ยขึ้น พร้อมกับส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้
วินาทีต่อมา ระหว่างที่จ้าวปีศาจหน้าหยกกำลังจะยกมือขึ้นนั้น
อีกอย่างหลังจากได้คลุกคลีกับนายท่านมาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เขาก็พบว่าการมีอยู่ของนายท่านผู้นี้ มีแต่เรื่องน่าเหลือเชื่อมากมายเต็มไปหมด
อีกทั้งด้วยสายเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของเขานั้น ผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนที่เคยประมือกับเขาต่างก็รู้กันดีว่าแข็งแกร่งมากเพียงใด
แต่หลังจากนายท่านกินเนื้อที่แฝงปราณชีวิตอันน่ากลัวเข้มไปแล้ว กลับมิมีปฏิกิริยาใด ๆ
นอกจากนี้ยังมีสิ่งน่าเหลือเชื่อมากมาย ซุกซ่อนอยู่ข้างกายของนายท่านอีกด้วย
มีดทำครัวธรรมดาเล่มนั้นที่สามารถหั่นเนื้อปีศาจได้ราวกับหั่นเต้าหู้ โดยไร้ซึ่งแรงต้านใด ๆ
มิหนำซ้ำยังมีสมบัติล้ำค่าอื่น ๆ อีกนับมิถ้วน
คิดถึงตรงนี้
“ครั้งนี้ข้าคงต้องยอมแพ้จริง ๆ แล้ว”
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวน้ำตาคลอขึ้นมา ก่อนจะทอดถอนใจพลางพึมพำออกมาว่า “มิต้องเอ่ยว่าข้าจะหนีจากเงื้อมมือของนายท่านไปได้หรือไม่ ต่อให้หนีไปได้เกรงว่าเผ่ามังกรเขียวของข้า คงต้องประสบกับหายนะจนเผ่าอาจล่มสลายก็เป็นได้ ! ”
“นี่คงเป็นความอัดอั้นและสิ้นหวังของผู้อ่อนแอกระมัง ? ก่อนหน้านี้ข้าไร้ซึ่งศัตรู อีกทั้งทั่วทั้งสวรรค์บูรพาผู้ที่สามารถต่อกรกับข้าได้ก็มีเพียงมิกี่คนเท่านั้น ดังนั้นจึงมิเคยสัมผัสถึงความรู้สึกสิ้นหวังเช่นนี้มาก่อน”
“ทว่าบัดนี้……”
หลังจากทอดถอนใจออกมาอย่างจนปัญญาแล้ว
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ยกมือขึ้นลูบใบหน้าโทรม ๆ ของตน ก่อนจะปรับอารมณ์ให้สงบลงและเหาะขึ้นฟ้ามุ่งหน้าไปทางนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นนอกในทันที
เมื่อจ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวปรากฏกายขึ้นยังนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นนอก
ก็พบว่าด้านล่างเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ทุกสิ่งแทบจะมิเหลือชิ้นดี มีซากศพมากมายนอนเกลื่อนกลาดจนเต็มไปหมด
ทว่ากองทัพปีศาจที่ยังมิทันเข้ามาถึงนิกายกระบี่สวรรค์ชั้นในก็ต้องถอยกลับไปเสียก่อน
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
จ้าวปีศาจไก่ฟ้าเขียวก็ก้าวออกจากเขตของเขากระบี่สวรรค์ หลังจากสัมผัสได้ว่าไอพลังของจ้าวปีศาจไป๋จือนั้นมีการมุ่งหน้าไปทางทิศใต้หลายร้อยลี้
ในที่สุดเขาก็พบกับจ้าวปีศาจไป๋จือ รวมถึงกองทัพปีศาจที่ยกโขยงมาราวกับสายน้ำก็มิปาน บนพื้นที่แห้งแล้งแห่งหนึ่ง
เพียงแต่จ้าวปีศาจไป๋จือในเวลานี้กำลังยืนอยู่บนเขาเตี้ย ๆ ลูกหนึ่ง ขณะกอดตำราผักป่าที่เย่ฉางชิงมอบให้ไว้แนบอก พลางสั่งการเหล่าปีศาจมากมายอยู่

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน