ตอนที่ 546 ผู้น้อยขอคำชี้แนะด้วยได้หรือไม่ขอรับ ?
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
เย่ฉางชิงก็ถอนสายตากลับมา พลางลอบชำเลืองมองซือถูเจิ้นผิงเล็กน้อย
เมื่อเห็นซือถูเจิ้นผิงมีสีหน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นจนเต็มขมับ และมีท่าทางตื่นตระหนก
มุมปากของเขาก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา
แม้บนใบหน้าของเย่ฉางชิงจะมิได้เผยอารมณ์ใด ๆ ออกมา ทว่าภายในใจกลับมีความสุขยิ่งนัก
‘ความรู้สึกเช่นนี้มิเลวเลย’
‘การได้เป็นผู้สูงส่งนี่มันช่างดีจริง ๆ ’
‘เพียงแค่บอกว่าหลี่เสวียนเทียนผู้นั้นเป็นผู้ใด ซือถูเจิ้นผิงยังตกใจจนหน้าซีดถึงเพียงนี้’
‘เช่นนี้มิเท่ากับว่าในสายตาของซือถูเจิ้นผิงในเวลานี้ เขามิกลายเป็นผู้ที่ไร้เทียมทานที่แท้จริงไปแล้วหรอกหรือ ? ’
‘เยี่ยม ! ’
‘เยี่ยมมาก ! ’
‘เยี่ยมสุด ๆ ไปเลย ! ’
ส่วนกู่เจิงเฟิงที่อยู่บนหมู่เมฆในเวลานี้ ก็ได้ปะทะเข้ากับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตแล้ว
พลังปราณรอบกายของเขาปะทุขึ้น แสงอันดำมืดชนิดต่าง ๆ ไหลเวียน ด้านหลังศีรษะมีวงแสงมากมายแห่งมหามรรคาหมุนวน ดูราวกับเทวดายืนอยู่ตรงนั้นก็มิปาน
มิเพียงเท่านั้น ร่างของเขายังปกคลุมไปด้วยจิตกระบี่มหาศาล พร้อมกับปล่อยไอกระบี่ที่ห่อหุ้มเจตจำนงแท้จริงของกระบี่อันบริสุทธิ์ออกมาหลายสาย ก่อนจะแปลงเป็นแสงอันเจิดจ้าพุ่งขึ้นไปด้านบนอย่างต่อเนื่อง
ส่วนทัณฑ์สวรรค์พิฆาตที่มาจากส่วนลึกของหมู่เมฆ แม้พลานุภาพจะเบาบางลงกว่าก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคงมีแรงแห่งกฎคอยส่งเสริมอยู่ดี
ดังนั้นเมื่อทัณฑ์สวรรค์พิฆาตฟาดฟันลงมา ไอกระบี่นับมิถ้วนยังมิทันได้เข้าปะทะกับทัณฑ์สวรรค์พิฆาต แค่ไอพลังอันน่ากลัวที่ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตแผ่ออกมา ก็ทำให้ไอกระบี่นับมิถ้วนมลายหายไปภายในเสี้ยววินาที
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น กู่เจิงเฟิงก็ยังคงมิลดละความพยายาม
เขาขมวดคิ้วแน่น มีสีหน้าเคร่งเครียด มือทั้งสองข้างสร้างตรากระบี่รอยหนึ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะปล่อยออกไป
ตู้ม !
จากนั้นเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
รอยตรากระบี่ที่เปล่งประกายระยิบระยับปะทะเข้ากับทัณฑ์สวรรค์พิฆาต และเกิดการระเบิดขึ้นภายในพริบตา
คลื่นพลังอันรุนแรงสายหนึ่งกระจายไปทั่วท้องนภา เกิดพายุฝนฟ้าคะนองโหมกระหน่ำทั่วทุกทิศทุกทาง
ทันใดนั้นภายในรัศมีร้อยจั้งรอบกายของกู่เจิงเฟิงก็กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกผนึกเอาไว้
เพียงพริบตาความว่างเปล่ารอบกายก็กลายเป็นเหมือนกับกระจกที่มองมิเห็น ก่อนจะเกิดรอยแยกแตกร้าวขึ้นมากมาย
เปรี้ยง !
มินานห้วงอากาศบริเวณกว้างก็เกิดการพังทลายลง
ภาพเช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก !
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง เมฆสายฟ้าก็เคลื่อนมาปกคลุมด้านบนกู่เจิงเฟิงอีกครั้ง
เปรี้ยง……
และส่วนลึกของชั้นเมฆก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นมาอีกระลอก
นี่ก็หมายความว่า กู่เจิงเฟิงผ่านการทดสอบทัณฑ์สวรรค์รอบที่หนึ่งสำเร็จแล้ว
แน่นอนว่าทัณฑ์สวรรค์พิฆาตของระดับเทพพิภพมิได้มีเพียงสายเดียว ทว่ากลับมีถึง 12 สาย
แต่ละสายก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
พลังแห่งกฎที่แฝงอยู่ในแต่ละสายก็จะรุนแรงตามไปด้วย อีกทั้งยังเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างต่อเนื่อง และเมื่อผู้ที่รับการทดสอบมิสามารถทานทนได้อีกต่อไป
สุดท้าย
ขณะที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ก็จะสามารถค้นพบหนทางรอดได้ในที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดตอนนี้ กู่เจิงเฟิงก็สามารถผ่านการทดสอบของทัณฑ์สวรรค์ทั้งห้าสายได้สำเร็จติดต่อกัน ท่ามกลางการจับตามองของทุกคน
ทว่าขณะที่เขากำลังต่อกรกับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตสายที่หกอยู่นั้น
พลานุภาพของทัณฑ์สวรรค์จู่ ๆ ก็ทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่ทัณฑ์สวรรค์จะกลายร่างเป็นรูปทรงกระบี่ บีบให้เขาถอยไปหลายร้อยจั้ง จนแขนเสื้อทั้งสองข้างฉีกขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
จากนั้นทัณฑ์สวรรค์พิฆาตสายที่เจ็ดก็บีบให้เขาต้องถอยหลังออกไปอีกสิบกว่าลี้ และแขนทั้งสองข้างก็เริ่มมีเลือดไหลออกมา และถูกพลังทำลายจนเผยให้เห็นกระดูกสีขาวโพลนอีกด้วย……
กู่เจิงเฟิงประสบกับทัณฑ์สวรรค์พิฆาตอันน่าสะพรึงกลัวต่อเนื่องถึงเจ็ดสาย
โดยเฉพาะทัณฑ์สวรรค์พิฆาตสายสุดท้าย
ที่ได้แปลงร่างเป็นตำหนักโบราณหลังหนึ่ง ที่ห่อหุ้มพลังแห่งสายฟ้ามากมายมหาศาล รวมถึงแรงแห่งกฎอันน่ากลัวเอาไว้ ก่อนจะกระแทกเข้าใส่กายเนื้อของกู่เจิงเฟิง
ภาพเช่นนี้ช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก
ขณะตกอยู่ในช่วงเวลาระหว่างความเป็นและความตาย กู่เจิงเฟิงก็ได้ตัดสินใจละทิ้งกายเนื้อของเขา
จึงสามารถเอาชีวิตรอดจากทัณฑ์สวรรค์มาได้
ภาพอักษรพู่กัน !
หากเขาขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิถีกระบี่ เช่นนั้นก็มอบภาพอักษรพู่กันให้เขาไปสักภาพหนึ่ง และให้ไปศึกษาเอาเอง
เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว !
อืม !
ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน !
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ เย่ฉางชิงก็โบกมือให้เบา ๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “มิจำเป็นต้องเกรงใจข้าถึงเพียงนี้ ลุกขึ้นเถอะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง กู่เจิงเฟิงก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
ทว่าเมื่อได้เห็นใบหน้าของเย่ฉางชิง เขาถึงกับชะงักไปทันที
ใช่แล้ว !
เพราะเขาอดมิได้ที่จะตกตะลึงกับใบหน้าอันหล่อเหลานั้นของเย่ฉางชิง โดยเฉพาะท่าทางสง่างามและอ่อนโยนที่แผ่ออกมาจากภายใน
เพียงแค่มองแวบเดียวก็ทำให้คนรู้สึกสบาย ราวกับต้องสายลมยามวสันต์ฤดู
ที่สำคัญที่สุดด้วยตบะบารมีระดับเทพพิภพของเขาในเวลานี้ แต่กลับมิอาจสัมผัสได้ถึงไอพลังวิถีเซียนใด ๆ ของเย่ฉางชิงแม้แต่น้อย
บุคคลเช่นนี้หากมิใช่ยอดฝีมือที่ไร้เทียมทาน เช่นนั้นคนเช่นไรกันที่จะนับว่าเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานได้ ?
เปิดหูเปิดตาข้าจริง ๆ !
ครั้งนี้นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตามากขึ้นจริง ๆ !
“ความแตกฉานในวิถีกระบี่ของเจ้ามิเลวเลย”
เย่ฉางชิงเอ่ยขึ้นแบบส่ง ๆ “ทว่าวิถีกระบี่นั้นลึกซึ้งยิ่ง หาได้ง่ายดายดังเช่นที่พวกมนุษย์คิดไม่ การบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่จึงเปรียบเสมือนการพายเรือทวนน้ำ มิอาจละเลยได้”
‘หากจะถกกันถึงเรื่องวิถีกระบี่แล้วล่ะก็’
‘ข้าเองก็มิสามารถทำได้จริง ๆ หรอก แต่การแสร้งกล่าวราวกับผู้ส่งส่งนั้นข้าทำได้ดีทีเดียว’
‘อีกอย่างการแสร้งทำตัวสูงส่งก็คือการเอ่ยเกินจริงเข้าไว้มิใช่หรือ ? ’
ได้ยินดังนั้นกู่เจิงเฟิงก็ขมวดคิ้วมุ่น และมิได้ตอบกลับใด ๆ
เห็นดังนั้นเย่ฉางชิงจึงหันไปเอ่ยกับซือถูเจิ้นผิงแทนว่า “ซือถู พวกเราจากกันตรงนี้เลยก็แล้วกัน”
ซือถูเจิ้นผิงสะดุ้งน้อย ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น พลางเอ่ยอย่างอึกอักว่า “ท่านเย่……”
ขณะเดียวกัน กู่เจิงเฟิงหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดก็อดมิได้ที่จะเอ่ยออกมาว่า “ท่านเย่ ผู้น้อยขอคำชี้แนะด้วยได้หรือไม่ขอรับ ? ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน