ตอนที่ 547 ท่านเย่เก่งจริง ๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น เย่ฉางชิงหาได้ตอบกลับในทันทีไม่
การเป็นยอดฝีมือผู้สูงส่งในสายตาของผู้อื่นนั้น ยามที่จะชี้แนะอันใดควรจะต้องวางตัวให้ดูเย่อหยิ่ง มิเช่นนั้นก็จะถูกคนสงสัยเอาได้
มิกี่อึดใจต่อมา
เย่ฉางชิงหลังจากใคร่ครวญอยู่สักพัก ก็ได้หันไปเอ่ยอย่างลึกซึ้งว่า “ข้าสงสัยจริง ๆ ด้วยตบะบารมีในตอนนี้ของเจ้า รวมทั้งความแตกฉานในวิถีกระบี่ ยังมีคำถามอันใดให้ข้าชี้แนะอีกเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
กู่เจิงเฟิงชำเลืองมองเย่ฉางชิงอย่างระแวดระวัง ก่อนจะโค้งลงคำนับอีกครั้ง พลางเอ่ยว่า “เรียนท่านเย่ตามตรง”
“ก่อนที่จะได้พบกับซือถูนั้น ผู้น้อยเข้าใจผิดมาโดยตลอด คิดว่าตนเองนั้นอยู่ในระดับสูงสุดของวิถีกระบี่แล้ว ขาดแต่เพียงบรรลุตบะบารมีระดับสุดท้ายเท่านั้น”
“ทว่าเมื่อผู้น้อยได้พบกับซือถู และได้พิจารณาภาพอักษรพู่กันภาพนั้นของท่านแล้ว ผู้น้อยจึงได้รู้ว่าก่อนหน้านี้ตนเองนั้นโง่เขลาเพียงใด”
“อีกทั้งเมื่อครู่นี้ตอนที่รับการทดสอบจากสวรรค์ ผู้น้อยก็ได้สัมผัสถึงต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ที่บางเบาจากทัณฑ์สวรรค์พิฆาตด้วย ดังนั้นภายในใจจึงเกิดความสงสัยขึ้นขอรับ”
ได้ยินดังนั้น มุมปากของเย่ฉางชิงก็เผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา ขณะยืนเอามือไพล่หลังอยู่บนดอกบัว ด้วยท่าทางที่ดูสบาย ๆ
ทว่าในเวลานี้เขาเองก็รู้สึกงุนงงมิน้อย
‘ภาพอักษรพู่กันภาพนั้น’
‘ทัณฑ์สวรรค์พิฆาตแฝงต้นกำเนิดของวิถีกระบี่เอาไว้’
‘ภายในภาพอักษรพู่กันนี้แฝงความลึกลับอันใดของวิถีกระบี่เอาไว้กันแน่ ถึงทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่เช่นเจ้าเกิดความสงสัยนี้ขึ้นมา ? ’
‘และสิ่งที่เรียกว่าเจตจำนงแท้จริงของกระบี่ รวมไปถึงพลังแห่งต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่ ! ’
‘แม้ข้าจะรู้แจ้งภาพกระบี่ไร้สิ้นสุดได้สำเร็จ อีกทั้งยังสามารถสร้างจิตกระบี่ขึ้นมาได้ถึงสองชนิด และล้วนแต่มีพลานุภาพที่แข็งแกร่ง’
‘แต่ข้าเองก็ยังคงมิเข้าใจเกี่ยวกับสองสิ่งนี้เช่นกัน ! ’
‘แต่ช่างเถอะ’
‘ในเมื่อเป็นเช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าฟังก็แล้วกัน ว่าสองสิ่งนี้คืออันใดกันแน่’
คิดได้ดังนั้น
“เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน”
“ก่อนที่เจ้าจะอยากรู้คำตอบในสิ่งที่เจ้าสงสัย ข้าอยากจะถามเจ้าก่อนว่า”
เย่ฉางชิงยังคงเอ่ยด้วยท่าทีสบาย ๆ “เจ้าบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มาโดยตลอด เช่นนั้นเจ้ามองว่าสิ่งที่เรียกว่าเจตจำนงแท้จริงของกระบี่คือสิ่งใด ? ”
“แล้วต้นกำเนิดของวิถีกระบี่คือสิ่งใด ? ”
เมื่อได้ยินคำถามของเย่ฉางชิง
กู่เจิงเฟิงก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะครุ่นคิดในทันที
เขาเริ่มนึกย้อนไปตั้งแต่เขาบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มา การรู้แจ้งแต่ละครั้ง การล้มเหลวในแต่ละครั้ง……
ทว่าจากนั้นเขาก็ตกอยู่ในภวังค์ลึกลับบางอย่างโดยมิรู้ตัว
ทันใดนั้นจิตใจของเขาก็รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างประหลาด พลังปราณมหาศาลรอบกายพลุ่งพล่านขึ้นอย่างมิอาจควบคุมได้ พร้อมกับมีแสงระยิบระยับเปล่งออกมา
ขณะเดียวกันจิตกระบี่ต่าง ๆ รวมทั้งไอพลังวิถีกระบี่ต่างแผ่ซ่านไปทั่ว
เมื่อได้เห็นภาพเช่นนี้
มิเพียงแต่ซือถูเจิ้นผิงเท่านั้นที่ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง แม้แต่เย่ฉางชิงเองก็อดมิได้ที่จะรู้สึกหน้าชาเช่นกัน
‘นี่มัน ? ? ? ’
‘นี่มันเรื่องอันใดกัน ? ’
‘ข้าแค่ตั้งคำถามออกไปส่ง ๆ เหตุใดเขาจึงตกอยู่ในภวังค์การรู้แจ้งลึกลับบางอย่างได้เล่า ? ’
‘ยอดผู้บำเพ็ญเพียรเช่นพวกเจ้าชอบทำอันใดตามอำเภอใจเช่นนี้ตลอดเยี่ยงนั้นหรือ ? ’
‘ข้าเพียงแค่จะแสร้งทำตัวสูงส่งเท่านั้น มิได้คิดจะชี้แนะพวกเจ้าจริง ๆ จัง ๆ ’
ขณะเดียวกัน ซือถูเจิ้นผิงที่ได้สติคืนกลับมา พลันต้องสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่
จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดมองกู่เจิงเฟิงชั่วขณะ ก่อนจะเหลือบมองไปทางเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
‘คำกล่าวนี้ของท่านเย่มีความหมายลึกซึ้งอันใดกันแน่ ถึงทำให้อาจารย์ตกอยู่ในภวังค์แห่งการรู้แจ้งเช่นนี้ได้’
‘เพราะมิว่าจะเป็นวิถีกระบี่หรือวิถีอื่น ๆ หากบำเพ็ญเพียรถึงช่วงท้ายแล้ว การจะตกอยู่ในภวังค์แห่งการรู้แจ้งได้นั้น ล้วนเป็นไปได้ยาก’
เอ่ยถึงตรงนี้ กู่เจิงเฟิงก็ได้เงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิง และเห็นเย่ฉางชิงพยักหน้าให้น้อย ๆ
เขาจึงเอ่ยต่ออีกว่า “แต่ผู้น้อยมองว่าต้นกำเนิดของวิถีกระบี่นั้นกลับตรงกันข้ามขอรับ”
“ตอนที่ผู้น้อยยังเยาว์วัย เคยบังเอิญได้เห็นประโยคหนึ่งบนกำแพงหินของแดนลับแห่งหนึ่งเขียนเอาไว้ว่า มิมีกระบี่ก็สามารถชนะกระบี่ได้ มิมีกระบวนท่าก็สามารถชนะกระบวนท่าได้”
“ในตอนนั้นผู้น้อยยังไร้ซึ่งปัญญา ทว่าเมื่อครู่นี้ผู้น้อยกลับสามารถเข้าใจประโยคนี้ได้อย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เรียกว่าเคล็ดกระบี่ คือ จิตกระบี่เปลี่ยนแปลงนับพันนับหมื่นรูปแบบ และเจตจำนงแท้จริงของกระบี่ก็ไร้ที่สิ้นสุดด้วยเช่นกัน”
“อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงนับพันหมื่นรูปแบบของวิถีกระบี่ จิตกระบี่ และเจตจำนงแท้จริงของกระบี่อันไร้ที่สิ้นสุดนั้น มาจากต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ หลังจากอยู่ในระดับสูงสุดของวิถีกระบี่แล้ว ทุกสิ่งก็จะกลับคืนสู่ต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ เรียกว่าเต๋าก่อเกิดหนึ่ง หนึ่งก่อเกิดสอง สองก่อเกิดสาม สามก่อเกิดสรรพสิ่ง บางทีอาจเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่ขอรับ ? ”
ทันทีที่สิ้นเสียง แม้ใบหน้าของเย่ฉางชิงจะยังคงเรียบนิ่ง แต่ภายในใจกลับรู้สึกตกตะลึงมิน้อย
‘ที่เขาเอ่ยมาฟังดูมีเหตุผลอย่างมาก’
‘ทว่ากลับดูเป็นนามธรรมเกินไป จนข้าเองก็ยังมิค่อยเข้าใจ’
‘เฮ้อ ! ’
‘เป็นข้านี่ช่างลำบากจริง ๆ ’
‘เพียงแค่อยากแสร้งทำตัวสูงส่ง ยังจะต้องมาตอบคำถาม ที่แม้แต่ตัวข้าเองยังมิเข้าใจเช่นนี้’
หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เย่ฉางชิงก็พยักหน้ารับ พลางเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้ายังมีคำถามอันใดอีกหรือไม่ ? ”
กู่เจิงเฟิงจึงตอบกลับอย่างมิลังเลว่า “มีขอรับ”
เย่ฉางชิงถึงกับชะงักไปทันที และเหมือนจะฉุกคิดอันใดขึ้นมาได้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องในทันที
“จริงสิ ครั้งนี้ที่พวกเจ้าข้ามมหาสมุทรแท้จริงมา ก็เพื่อตามหาตำหนักเทพวาสนาใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงกวาดตามองกู่เจิงเฟิงและซือถูกเจิ้นผิง พลางเอ่ยถามขึ้น
ซือถูเจิ้นผิงมีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านเย่ ท่านก็ได้ยินเรื่องตำหนักเทพวาสนามาเช่นกันหรือขอรับ ? ”
เย่ฉางชิงยิ้มออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “มิเพียงได้ยินมา แต่ตำหนักเทพวาสนายังเป็นของข้าอีกด้วย”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปมองกู่เจิงเฟิงที่มีสีหน้าตื่นตระหนก ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ครั้งนี้ข้าต้องการที่จะข้ามไปอีกฝั่ง เช่นนั้นพวกเจ้าก็ร่วมเดินทางไปกับข้าเถอะ”
กู่เจิงเฟิงชะงักไป ก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักเป็นการตกลงในทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน