ตอนที่ 549 หลี่เสวียนเทียนผู้เจ็บปวด
เมื่อเห็นเย่ฉางชิงพยักหน้าน้อย ๆ
กู่เจิงเฟิงก็รีบสั่งองครักษ์ให้นำโต๊ะและเก้าอี้เขียนหนังสือออกมาจากห้องโดยสารเรือทันที
จากนั้นก็นำกระดาษซวนหายาก รวมทั้งพู่กันและหมึกที่ตนเองสะสมเอาไว้ วางลงบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
จากความชำนาญในการจัดวางแล้ว ดูได้มิยากว่ากู่เจิงเฟิงเองก็เป็นผู้ชำนาญด้านอักษรพู่กันเช่นกัน
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้น จึงเอ่ยกับกู่เจิงเฟิงด้วยรอยยิ้มว่า “ดูท่าท่านเองก็คงเคยเขียนอักษรพู่กันมาบ้างกระมัง ? ”
กู่เจิงเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ ว่า “เรียนท่านเย่ ขอเรียนตามตรง”
“นับตั้งแต่ผู้น้อยบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มา เคยไปพบเหล่ายอดฝีมือกระบี่มามากมาย โดยบางคนก็สามารถนำวิถีกระบี่ของตนผสานเข้าไปในภาพอักษรพู่กันด้วย และขณะที่ฝึกเขียนอักษรพู่กันก็เหมือนเป็นการขัดเกลาวิถีกระบี่ของตนไปพร้อม ๆ กัน”
“และหลังจากที่ผู้น้อยก้าวเข้าสู่ระดับเซียน การบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ก็มาถึงจุดที่ชะงักและไม่อาจไปต่อได้ ดังนั้นจึงได้หันมาลองใช้วิธีนี้ขัดเกลาวิถีกระบี่ของตนดู แต่ก็เห็นผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นขอรับ”
เย่ฉางชิงพยักหน้าอีกครั้ง แต่มิได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ออกมาอีก
เขาเองก็ยังมิทราบว่าเหตุใดภาพอักษรพู่กันของตน จึงมีสิ่งที่เรียกว่าเจตจำนงแท้จริงของกระบี่และต้นกำเนิดของวิถีกระบี่ผสานลงไปได้
ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะเงียบและมิได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในเรื่องนี้อีก
เอ่ยไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง คำกล่าวนี้เขาเข้าใจเป็นอย่างดี
ผู้สูงส่งก็ควรมีความหยิ่งทะนงและวางตัวให้เหมาะสม เพราะหากเอ่ยมากแล้วจะเผยความมิรู้ของตนออกมา
เช่นนั้นแสร้งทำตัวสูงส่งอยู่เงียบ ๆ มิดีกว่าหรือเยี่ยงไร ?
อีกอย่างเวลานี้ในหัวของเขาก็มีเรื่องน่าสงสัยมากมายเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงและยังมิได้คำตอบอยู่แล้ว จะเพิ่มอีกสักเรื่องสองเรื่อง เขาก็มิสน
หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ ๆ เย่ฉางชิงก็เดินมาที่หน้าโต๊ะ พลางครุ่นคิดถึงเนื้อหาที่จะเขียนคร่าว ๆ รวมทั้งการจัดวางทั้งหมดของภาพอักษรพู่กัน จากนั้นก็ได้ยกพู่กันขึ้น
แน่นอนว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่เช่นกู่เจิงเฟิง ภายในใจของเขาก็อดมิได้ที่จะสั่นไหวขึ้นมาน้อย ๆ
ดังนั้นก่อนที่จะจรดพู่กันลงไป ภายในหัวของเขาก็เริ่มถอดกระบวนท่าในเคล็ดวิชากระบี่ไร้สิ้นสุดอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมา
แม้เขาจะยังมิได้จรดพู่กันลงไป ทว่าบนร่างของเขากลับมีจิตกระบี่จำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกมา
ขณะเดียวกันก็มีไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์ชนิดต่าง ๆ แผ่ออกมาด้วย
ทันใดนั้น มิว่าจะเป็นพวกกู่เจิงเฟิงที่ยืนอยู่ข้างกายเย่ฉางชิง หรือเหล่าองครักษ์ของพวกเขาที่เหลืออยู่
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตกระบี่จำนวนมหาศาลและไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์ชนิดต่าง ๆ เช่นนี้ ต่างก็มีสีหน้าตื่นตกใจ ท่าทางเต็มไปด้วยตื่นตระหนกอย่างมิเคยเป็นมาก่อน
“นี่มัน ! ! ! ”
“นี่มันน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก”
“จิตกระบี่จำนวนมหาศาลที่กลืนกินทุกสิ่งราวกับมหาสมุทร และไอพลังวิถีกระบี่อันบริสุทธิ์ชนิดต่าง ๆ ที่ไหลออกมาจากร่างเช่นนี้ คนผู้นี้มีตบะบารมีระดับใดกันแน่ ! ”
“คนผู้นี้แม้จะดูว่ามีอายุมิมาก ใบหน้าหล่อเหล่า ท่าทางสง่างาม ทว่าแท้จริงแล้วอยู่มานานเพียงใดกันแน่ จึงมีความแตกฉานในวิถีกระบี่ถึงเพียงนี้ได้”
“……”
“……”
ขณะที่เหล่าองครักษ์กำลังลอบทอดถอนใจอย่างอดมิได้นั้น
กู่เจิงเฟิงเองก็ลอบมองเสี้ยวหน้าของเย่ฉางชิงอย่างใช้ความคิดเช่นกัน ทำให้เวลานี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึมลงจนเห็นได้ชัด
‘หรือว่าระดับสูงสุดของวิถีกระบี่ที่แท้จริง จะเป็นเหมือนกับท่านเย่ ? ’
กู่เจิงเฟิงครุ่นคิดอยู่ภายในใจ ‘ใช่แล้ว มิผิดแน่’
ในตอนนั้นเอง ท่ามกลางสายตาที่กำลังจับอยู่นั้น
ในที่สุดเย่ฉางชิงก็ค่อย ๆ จรดพู่กันลงไป
“คลื่นสีขาวซัดไปไกลสุดสายตา หาดทรายบนฝั่งไร้ที่สิ้นสุด”
“วันคืนที่ผันผ่านคลื่นมิเคยหยุดกัดเซาะทรายฉันใด การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง ๆ ก็ยังคงเกิดขึ้นฉันนั้น”
ในวินาทีที่เย่ฉางชิงจรดพู่กันลงไป พู่กันพลันเคลื่อนไหวอย่างฉวัดเฉวียน
เพียงมิกี่อึดใจ ตัวอักษรโบราณหลายแถวก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษ
สิ้นเสียงหลี่เสวียนเทียนก็เหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเงยหน้าขึ้นมองคันฉ่องหลิงเสวียนที่ลอยอยู่กลางอากาศอีกครั้ง
ทว่าในตอนนั้นเองภาพบนคันฉ่องหลิงเสวียนก็ค่อย ๆ เลือนรางลง แสงหลากสีที่ลอยอ้อยอิ่ง รวมทั้งสัญลักษณ์มหามรรคามากมายก็อ่อนแสงลง
ทว่าเพียงพริบตาบนคันฉ่องก็ปรากฏรอยร้าวขึ้น และขณะที่รอยร้าวแผ่ขยายออกไป ตัวคันฉ่องก็ค่อย ๆ ปริแตกออก
เปรี้ยง !
จู่ ๆ ก็มีเสียงอันดังกังวานเกิดขึ้น
ทันใดนั้น เมื่อคลื่นพลังอันรุนแรงสายหนึ่งได้ส่องออกมา
อาวุธเทพขั้นสูงชิ้นนี้ของหลี่เสวียนเทียนพลันแตกกระจาย กลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลอยอยู่กลางอากาศ
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่เสวียนเทียนรู้สึกราวกับโดนมีดกรีดลงกลางใจ
แต่เขารู้ดีว่าการที่คันฉ่องหลิงเสวียนถูกทำลายเช่นนี้ เป็นเพราะเมื่อครู่เขาใช้คันฉ่องหลิงเสวียนสอดแนมความเป็นไปของคนที่ไร้เทียมทานท่านนั้น
“คัน……คันฉ่องหลิงเสวียนถูกทำลายง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ ? ”
ใบหน้าของหลี่เสวียนเทียนเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พลางเงยหน้าขึ้นมองเบื้องบน ก่อนจะคร่ำครวญออกมาอย่างเจ็บปวดว่า “บาปกรรมจริง ๆ ข้าเดาไว้อยู่แล้วว่าผู้อาวุโสท่านนี้ หาใช่ผู้ที่พวกเราจะสามารถสอดแนมได้ไม่”
“แต่สิ่งที่ข้าคิดมิถึงก็คือ เพียงแค่ใช้คันฉ่องหลิงเสวียนสอดแนม กลับทำให้คันฉ่องหลิงเสวียนของข้าถูกทำลายจนมิอาจซ่อมได้เช่นนี้”
“คันฉ่องหลิงเสวียนนี้เป็นถึงอาวุธเทพโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า ทว่ากลับถูกทำลายได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เลยหรือ”
ชางหลันสูดลมหายใจเข้าด้วยความหวาดหวั่น ก่อนจะยื่นมือไปตบที่บ่าของหลี่เสวียนเทียนเบา ๆ
“พี่เสวียนเทียน เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วขอท่านได้โปรดอย่าเสียใจไปเลย ! ”
ชางหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน รอการประชุมใหญ่เจ้าผู้ปกครองโลกครั้งหน้า ข้าจะอยู่ข้างท่านอย่างแน่นอน”
หลี่เสวียนเทียนเอ่ยอย่างเจ็บปวดว่า “พี่ชางหลัน พวกเราตกลงกันแล้ว ถึงเวลาท่านอย่าได้กลับคำเป็นอันขาดนะ”
ชางหลันพยักหน้าเบา ๆ และจู่ ๆ ก็เหมือนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะรีบถอยหลังไปสองก้าว
“พี่เสวียนเทียน ท่านลองดูให้ข้าหน่อยว่าครั้งนี้ได้แปดเปื้อนผลกรรมอันใดอีกหรือไม่ ? ” ชางหลันเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง
หลี่เสวียนเทียนพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป และเริ่มสำรวจตนเองในทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน