ตอนที่ 554 จากไปโดยมิลา
วันต่อมา
เมื่อกู่เจิงเฟิงตื่นขึ้นมาจากภวังค์แห่งการรู้แจ้ง
ด้านหน้าพลันปรากฏเรือวิเศษลำหนึ่ง
และเย่ฉางชิงกำลังยืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าราวกั้นบนหัวเรือ
ทว่าในเวลาต่อมา
สีหน้าของเขาก็กลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ร่างทั้งร่างแข็งค้างราวกับหิน
เมื่อบนเรือวิเศษลำที่เขาอยู่ มิได้มีเพียงเย่ฉางชิงคนเดียวเท่านั้น แต่เวลานี้ได้มีผู้เฒ่าชุดดำ และพวกอวิ๋นจงเอี้ยนอยู่ด้วย
แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุด ก็คือ แม้เวลานี้กู่เจิงเฟิงจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพในตำนาน หรือเรียกง่าย ๆ ว่าระดับสูงสุดในสวรรค์บูรพาแล้ว
ทว่าในสายตาของเขา นอกจากหนิงซู่ซู่ที่งดงามราวกับเทพธิดาแล้ว คนที่เหลือล้วนแต่ดูลึกล้ำราวกับหุบเหว ทำให้คนอดที่จะสะพรึงกลัวมิได้
“พวกเขาล้วนแต่เป็นผู้ติดตามของท่านเย่เยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“นอกจากสตรีนางนั้นแล้ว คนที่เหลือล้วนดูลึกล้ำสุดจะหยั่ง ในทางกลับกันแม้ว่าข้าจะก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพได้สำเร็จ แต่หากต้องประมือกับคนเหล่านี้แล้วล่ะก็ เกรงว่าคงมิมีแม้แต่โอกาสที่จะเอาชนะได้อย่างแน่นอน”
“น่าขัน ช่างน่าขันสิ้นดี คิดมิถึงว่าต่อให้ข้าก้าวสู่ระดับเทพพิภพแล้ว แต่ก็ยังมิมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ติดตามของท่านเย่ได้ด้วยซ้ำ”
กู่เจิงเฟิงเมื่อได้สติขึ้นมา ก็อดมิได้ที่จะพร่ำบ่นออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก
อีกด้านหนึ่ง
“นายท่าน มีคนตื่นขึ้นมาแล้วขอรับ”
เมื่อเห็นกู่เจิงเฟิงตื่นขึ้นมา และยืนตะลึงอยู่บนเรือวิเศษ
ผู้เฒ่าชุดดำก็รีบเดินมาหยุดทางด้านหลังของเย่ฉางชิง พลางเอ่ยขึ้นด้วยความเคารพยำเกรง
เย่ฉางชิงได้ยินดังนั้น จึงค่อย ๆ ถอนสายตากลับมา ก่อนจะหมุนกายมองไปทางกู่เจิงเฟิง
“ผู้น้อยคารวะท่านเย่”
เมื่อเห็นเย่ฉางชิงหมุนกายกลับมา กู่เจิงเฟิงพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะรีบโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิง
“ในเมื่อเจ้าตื่นแล้ว คิดว่าพวกเขาเองก็คงจะใกล้ตื่นแล้วกระมัง ? ”
มุมปากของเย่ฉางชิงโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยถามเสียงเบาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
กู่เจิงเฟิงจึงโค้งคำนับลงอีกครั้ง “เรียนท่านเย่ คาดว่า……คงใกล้แล้วขอรับ”
เย่ฉางชิงพยักหน้าน้อย ๆ แล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางต่อกันเถอะ”
“ขอรับ/เจ้าค่ะ ! ”
……
……
ใช้เวลาเกือบสองเดือน
เรือวิเศษทั้งสองลำที่พวกเย่ฉางชิงโดยสาร จึงได้มาแล่นมาถึงอีกฟากของมหาสมุทรแท้จริง
ช่วงเวลานี้สิ่งที่ทำให้เย่ฉางชิงหงุดหงิดอย่างมาก ก็คือ เดิมทีเขาคิดว่าเมื่อกู่เจิงเฟิงตื่นขึ้นมาแล้ว อีกมินานพวกซือถูเจิ้นผิงก็คงจะตื่นขึ้นเช่นเดียวกัน
แต่จนแล้วจนรอด เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ๆ ซือถูเจิ้นผิงเพิ่งจะตื่นขึ้นมา
และอีกหลายวันต่อมา พวกกู่หยวนจื้อและเหล่าองครักษ์ก็ได้ทยอยตื่นขึ้นตามลำดับ
ทว่าจนถึงวันนี้ก็ยังคงมีองครักษ์อีกหลายคนที่ตกอยู่ในภวังค์
แค่คิดก็รู้แล้วว่าการที่พวกซือถูเจิ้นผิงต่างตั้งหน้าตั้งตารู้แจ้งได้อย่างต่อเนื่องนั้น สร้างผลกระทบให้กับจิตใจของเย่ฉางชิงเช่นไร
เป็นถึงยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานในความคิดของพวกเขา แต่กลับมิสามารถคาดเดาแม้กระทั่งเวลาที่พวกเขาจะตื่นขึ้นจากการรู้แจ้งได้ เช่นนี้มิเท่ากับเผยความอ่อนด้อยของตนออกมาหรอกหรือ ?
สิ่งนี้หมายความเช่นไรนั้น คงมิต้องอธิบายให้มากความกระมัง
หากมิใช่เพราะว่าเขาทำอันใดก็มักจะมีนิมิตปรากฏขึ้น อีกทั้งความแตกฉานในวิถีกระบี่อยู่ในระดับสูงแล้วล่ะก็
เกรงว่าเขาคงถูกคนเหล่านี้สงสัยอย่างแน่นอน
แต่เพื่อป้องกันว่าจะถูกคนจับผิดได้ เย่ฉางชิงจึงต้องแสร้งทำเป็นส่ายหน้า และชิงวิจารณ์ตนเองเสียก่อน
“ข้าประเมินความแตกฉานในวิถีกระบี่ของพวกเขาสูงเกินไปจริง ๆ ”
วันนี้
ในเวลายามอู่
ขณะที่เย่ฉางชิงกำลังนั่งดื่มสุราอยู่นั้น
หนิงซู่ซู่ที่ทอดมองทิวทัศน์อยู่ที่หน้าราวกั้น จู่ ๆ ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจว่า “ฉางชิง เห็นชายฝั่งของมหาสมุทรแท้จริงแล้ว”
ได้ยินดังนั้นเย่ฉางชิงก็ลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะหมุนกายมองตรงไป
ก็พบว่าบัดนี้เส้นระหว่างขอบฟ้าและผืนน้ำ ค่อย ๆ ปรากฏภาพต้นไม้ที่เขียวชอุ่มขึ้นราง ๆ

VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน