เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 555

ตอนที่ 555 เจ้ารู้จักข้างั้นหรือ

“ทุกท่าน ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเราจะดวงดีมิน้อยเลย ! ”

“ใช่แล้ว เพิ่งจะกำจัดนิกายเล็ก ๆ มาได้สองนิกาย และก็ฆ่าล้างเมืองไปได้อีกหนึ่งเมือง คิดมิถึงว่าจะมาเจอเรือวิเศษที่ล้ำค่าเช่นนี้เหาะผ่านมาพอดีอีกต่างหาก”

“สามารถมีเรือวิเศษเช่นนี้ในครอบครองได้ แสดงว่าเบื้องหลังของพวกเขาจะต้องมิธรรมดาเป็นแน่”

“ถูกต้อง แต่หากเราสามารถหาเบาะแสสถานที่หลบซ่อนของสำนักหรือเผ่าของพวกเขาได้ จะต้องเป็นวาสนาที่มิอาจประเมินค่าได้อย่างแน่นอน”

“ฮี่ฮี่ ดูเหมือนว่าความโกลาหลอันดำมืดครั้งนี้ ตาเฒ่าอย่างพวกเราทั้งหกจะถูกกำหนดให้ผงาดขึ้นแล้วสินะ ! ”

“……”

“……”

กลุ่มคนลึกลับที่มีพลังมหาศาลและมีหมอกสีดำหนาทึบปกคลุมไว้

พวกเขากวาดตามองเรือวิเศษของอวิ๋นจงเอี้ยน ก่อนจะส่งเสียงอันแหบแห้งออกมาด้วยความตื่นเต้น

ทว่าเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป

เมื่อพวกเขามองเห็นเย่ฉางชิงที่ยืนอยู่หน้าราวกั้นบนหัวเรือเพียงลำพัง ก็อดมิได้ที่จะส่งกระแสจิตสื่อสารกันทันที

“ทุกท่าน คนผู้นี้ดูมิธรรมดาเลย เพียงแค่ลักษณะท่าทางที่แผ่ออกมาจากภายในของเขา ก็ทำให้ข้าขวัญเสียได้แล้ว”

“ฮี่ฮี่ ตาเฒ่าหู เจ้านี่ชอบถอยหลังลงคลองอยู่เรื่อยเลย”

“ตาเฒ่าอย่างพวกเราอยู่มากี่ปี ข้าเองยังจำมิได้แล้วด้วยซ้ำ อีกอย่างเหล่าผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งที่ตายด้วยน้ำมือของพวกเรา เกรงว่าคงนับมิหวาดมิไหวแล้วกระมัง ? ”

“ตาเฒ่าซานเอ่ยถูก อีกอย่างที่นี่คือสวรรค์บูรพา อย่าว่าแต่พวกผู้ที่มีพรสวรรค์สูงส่งเลย ต่อให้เป็นพวกที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับเทพพิภพ ก็มีมิต่ำกว่าร้อยคนแล้วที่ตายด้วยน้ำมือของพวกเรา”

“แต่ต้องยอมรับว่า ลักษณะท่าทางเฉพาะตัวของคนผู้นี้ รวมถึงใบหน้าอันหล่อเหลานั่น สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวได้จริง ๆ ”

“พวกท่านลองสัมผัสไอพลังของเขาดูสิ เพราะข้ามิสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังวิถีเซียนใด ๆ จากกายของคนผู้นี้เลย”

“เฒ่าหู ข้าจะด่าเจ้าว่าเยี่ยงไรดี ไอพลังวิถีเซียนบนกายหากเขาใช้สมบัติเซียนสะกดเอาไว้ เจ้าจะสัมผัสได้เยี่ยงไรกัน ? ”

“แต่สิ่งนี้ก็สามารถยืนยันได้ว่า สำนักหรือเผ่าที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นี้จะต้องมิธรรมดาอย่างแน่นอน”

“ปลาตัวใหญ่ ปลาตัวใหญ่ที่ป้อนถึงปาก”

“……”

“……”

ขณะเดียวกัน หลังจากเย่ฉางชิงได้ยินประโยคสนทนาของเหล่าเซียนทุรชนแล้ว เขาก็ได้ส่งกระแสจิตลงไปสำรวจยังเบื้องล่างอย่างเงียบ ๆ

มินานกระแสจิตของเขาก็ได้ปกคลุมเมืองด้านล่างเอาไว้ทั้งหมด

เมืองนี้มีพื้นที่ขนาดใหญ่ เทียบกับเมืองหลวงแคว้นต้าเอี้ยนที่เย่ฉางชิงเคยไปท่องเที่ยวตอนอยู่โลกเบื้องล่างแล้ว เกรงว่าน่าจะใหญ่กว่าหลายเท่า

และเห็นได้ชัดว่าเมืองโบราณแห่งนี้ก็เป็นเพียงเมืองหลวง ของเหล่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไปเช่นกัน

เพียงแต่เวลานี้เมืองโบราณแห่งนี้ได้กลายสภาพเป็นเมืองร้างไปเรียบร้อยแล้ว

กำแพงเมืองพังทลาย เต็มไปด้วยซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่ทุกหนทุกแห่ง สิ่งก่อสร้างโบราณนับมิถ้วนพังราบเป็นหน้ากลอง

มิว่ามองไปทางใด ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยความหายนะ ราวกับนรกบนดินก็มิปาน

หลังจากได้เห็นทุกสิ่งด้วยตาตนเองแล้ว

ตอนนั้นเองเย่ฉางชิงจึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งที่เรียกว่าความโกลาหลอันดำมืดแท้จริงแล้วน่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยเลือด และโหดร้ายเพียงใด

ทว่าจู่ ๆ เขาก็เกิดความคิดอันหาญกล้าอย่างหนึ่งขึ้น

‘หากตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นผู้ไร้พ่าย ดังเช่นที่คนอื่น ๆ คิดแล้วล่ะก็’

‘เขาจะสามารถขัดขวางความโกลาหลเช่นนี้มิให้เกิดขึ้นได้หรือไม่ ? ’

‘เขามองว่าแม้โลกบำเพ็ญเพียรจะโหดร้าย แต่ก็ควรเป็นเรื่องระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรด้วยกัน และมิควรเข่นฆ่ามนุษย์ธรรมดาเช่นนี้’

‘หากผู้บำเพ็ญเพียรลงมือกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไปโดยไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ก็จะกลายเป็นการสังหารเพียงฝ่ายเดียว และผิดต่อกฎของสวรรค์’

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ภายในหัวของเย่ฉางชิงพลันปรากฏหน้าของหลี่เสวียนเทียนขึ้นมา

‘เจ้านั่นบอกว่าตนเองเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพามิใช่หรือ ? ’

‘เช่นนั้นหากพบกันครั้งหน้า จะต้องให้เขาจัดการกฎของสวรรค์บูรพาเสียใหม่ ? ’

‘อืม ! ’

‘จำเป็นต้องปรึกษาหารือกันหน่อยแล้ว’

‘อีกอย่างขอให้เจ้านั่นเป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพาจริง ๆ เถอะ หากเขาโกหกล่ะก็ ข้าคงต้องประมือกับเขาดูสักตั้ง’

ทว่าขณะที่เย่ฉางชิงกำลังจมดิ่งอยู่กับความคิด ที่ต้องการช่วยเหลือสรรพสิ่งอยู่นั้น

จู่ ๆ บนร่างของเขาก็มีแสงเปล่งประกายขึ้นมา ไอพลังที่สงบเยือกเย็นและศักดิ์สิทธิ์กลุ่มหนึ่งก็ได้แผ่ออกมาโดยมิรู้ตัว

ร่างทั้งร่างจึงดูราวกับเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์มาเยือนโลกมนุษย์ก็มิปาน ให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน

“ทุกท่าน จะมัวยืนตกตะลึงอยู่ทำไม ! ”

“ถ้ายังมิรีบหนี คาดว่าวันนี้พวกเราคงได้ตายอยู่ที่นี่กันหมดแน่ ! ”

“ใช่ ๆ ๆ รีบหนีกันเถอะ ! ”

“แม้พวกเราจะกลายเป็นเซียนทุรชน แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังมิคิดที่จะตายเช่นนี้”

ทันใดนั้น เซียนทุรชนทั้งหกก็ส่งเสียงแหลมเล็กออกมา กระตุ้นเคล็ดวิชาลับเพื่อหวังที่จะหนีไปจากที่นี่

ทว่าเพียงเสี้ยววินาที

ห่างออกไปพันลี้

ขณะที่พวกเขาทั้งหกทยอยปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง กลับมีร่างสีดำประหลาดร่างหนึ่งปรากฏขึ้นทางด้านหลังของพวกเขา

เหนือศีรษะของพวกเขาในเวลานี้ ได้ถูกกระดานหมากเก่าแก่กระดานหนึ่งปกคลุมเอาไว้ และเหมือนกับมีเคล็ดวิชาลับบางอย่างผนึกพื้นที่นั้นเอาไว้ด้วย

“เจ้า……เจ้าเป็นผู้ใดกัน ? ”

เซียนทุรชนตาเดียวหอบหายใจออกมา ราวกับคนเพิ่งหนีตายมาหมาด ๆ

ทว่าวินาทีที่เขาเห็นผู้เฒ่าชุดดำ ร่างทั้งร่างราวกับถูกสายฟ้าฟาด ใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น มีสีหน้าหวาดหวั่นขึ้นมาในทันที

สามารถปรากฏกายขึ้นทางด้านหลังของพวกเขาได้ โดยที่พวกเขามิรู้ตัวแม้แต่น้อย

นี่ก็หมายความว่าอีกฝ่ายต้องเป็นผู้ที่ไร้เทียมทานที่พวกเขาคาดมิถึงอีกหนึ่งท่านเยี่ยงนั้นหรือ

วันนี้มันวันอันใดกันแน่ ถึงได้พบกับผู้ที่น่ากลัวเช่นนี้ติด ๆ กัน !

หรือพวกเราจะต้องดับสูญในยุคนี้แล้วจริง ๆ ?

สิ้นเสียง เซียนทุรชนที่เหลือต่างก็มีสีหน้าตื่นตกใจทันที ท่าทางของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นจนถึงขีดสุด

เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ

เซียนทุรชนหนึ่งในนั้นเหมือนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ พลันมีสีหน้าตื่นตกใจ และรีบลนลานคุกเข่าลงตรงหน้าของผู้เฒ่าชุดดำ

“ผู้น้อย หลินหยวนจื่อ คารวะผู้อาวุโสขอรับ”

เซียนทุรชนผู้นี้รีบก้มหน้าลงกับพื้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง

มุมปากของผู้เฒ่าชุดดำโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ “เจ้ารู้จักข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน