ตอนที่ 599 พวกเจ้าตามข้าไปเผ่าสวรรค์
หลังจากอวิ๋นจงเอี้ยนเอ่ยออกไป
ทันใดนั้น คนที่เหลือต่างก็นิ่งงันราวกับหินในทันที สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความละอายใจ
ทว่าแม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากลับมิมีใครส่งเสียงคัดค้านเลยแม้แต่คนเดียว เอาแต่ก้มหน้าลงอยู่เช่นนั้น
เพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่าการบำเพ็ญเพียรนั้นมิใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงมิมีผู้ใดอยากเอาชีวิตตนเองเป็นเครื่องสังเวยให้แก่บรรพบุรุษท่านนี้
แต่มิกี่อึดใจต่อมา
เสียงชราที่เต็มไปด้วยความน่าเกรงขามเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“มิจำเป็น”
“เจ้ามีคำสาปติดกายทว่ากลับสามารถมีตบะบารมีเช่นทุกวันนี้ได้ ก็สามารถอธิบายถึงคุณสมบัติและโชคชะตาของเจ้าแล้ว ส่วนพวกเขาแม้จะมีคุณสมบัติที่มิเลว แต่การจะไปถึงระดับที่เจ้าอยู่ในตอนนี้ โอกาสนั้นช่างเลือนรางยิ่งนัก”
เอ่ยเพียงเท่านั้น บรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ท่านนั้นก็มิเอ่ยสิ่งใดอีก
ทว่าหลังจากนั้นภาพอันน่าแปลกประหลาดก็เกิดขึ้น
เมื่อเหล่าผู้อาวุโสของเผ่าสวรรค์ หรือว่าจะเป็นอัจฉริยะหนุ่มสาว ที่ต่างหมอบอยู่ทางด้านหลังอวิ๋นจงเอี้ยน ก็ได้ทยอยหายไปอย่างเงียบ ๆ โดยมิทราบสาเหตุ
ผ่านไปมิกี่อึดใจ
สระสายฟ้าต้องห้ามบนท้องฟ้านั้นก็มีหมอกเลือดระเบิดขึ้นมาในทันใด และเพียงพริบตาก็มลายหายไปในอากาศ……
จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม
ปรากฏการณ์อันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้จึงได้หยุดลง
วินาทีต่อมาป้ายโบราณลึกลับเหล่านั้น ก็กลายเป็นผุยผงและลอยไปตามลมโดยมิทราบสาเหตุเช่นกัน
และในที่สุดสระสายฟ้าต้องห้ามแห่งนั้นก็ได้มลายหายไป
ในตอนนั้นเองก็พบว่ามีบุรุษชุดดำร่างกายสูงใหญ่ผู้หนึ่ง ได้ยืนตระหง่านอยู่ข้างโลงสัมฤทธิ์โบราณใบนั้น
ผมหนานุ่มและยาวสลวยของเขาปลิวไสว ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายวาวโรจน์ออกมา
รอบกายมีงูขนาดใหญ่ที่เกิดจากไอสีดำคอยวนเวียนอยู่ ด้านหลังมีวงแสงที่เกิดจากมหามรรคาวงแล้ววงเล่าหมุนอย่างช้า ๆ และแผ่ไอพลังหลักเต๋าอันประหลาดออกมา ราวกับกำลังกลืนกินทุกสิ่งรอบกายอย่างต่อเนื่อง
และอาจเป็นเพราะบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ท่านนี้แข็งแกร่งเกินไป
เพียงแค่เขายืนอยู่นิ่ง ๆ ตรงนั้น ก็ทำให้ความว่างเปล่าโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยว แตกร้าว พังทลาย……
อีกทั้งยังเกิดสายฟ้าที่แข็งแกร่งไร้ที่เปรียบ ที่แผ่ไอพลังกฎของโลกที่เกิดขึ้นในความว่างเปล่า โจมตีใส่เขามิหยุดเหมือนต้องการที่จะขับไล่เขาไป
ทว่าบรรพบุรุษของเผ่าสวรรค์ผู้นี้กลับหาได้ใส่ใจไม่ ปล่อยให้สายฟ้าพิฆาตเหล่านั้นโจมตีร่างกายของตนอย่างมิสะทกสะท้าน
“ข้าสร้างกายเนื้อได้สำเร็จแล้ว แต่เนื่องจากไอพลังของข้าแข็งแกร่งเกินไป ทำให้โลกใบนี้มิสามารถยอมรับได้ และเพื่อป้องกันทัณฑ์สวรรค์ฟาดฟันลงมา ข้าจำเป็นต้องไปจากโลกใบนี้แล้ว”
“แน่นอนว่าพวกเจ้ามิต้องเป็นกังวล รอข้าทำลายอาวุธเทพของตาเฒ่าผู้นั้นได้แล้ว คำสาปบนกายของพวกเจ้าย่อมจะสลายไปด้วย ถึงตอนนั้นข้าจะเปิดเส้นทางสายหนึ่งขึ้น เพื่อให้พวกเจ้าได้กลับไปยังแดนเซียนโบราณอีกครั้งอย่างแน่นอน”
บุรุษชุดดำเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ขณะเดียวกันก็สะบัดแขนเสื้อหนึ่งครั้ง ให้โลงสัมฤทธิ์โบราณลอยไปตรงกับร่างของตู๋กูชิงเฟิงที่อยู่ด้านล่าง
เปรี้ยง !
จากนั้นลำแสงสายหนึ่งก็สาดส่องไปบนร่างของตู๋กูชิงเฟิง
เมื่อพลังอันประหลาดกลุ่มหนึ่งเข้าห่อหุ้มร่างของนางเอาไว้ ตู๋กูชิงเฟิงก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นไปด้านบน และเข้าไปอยู่ภายในโลงสัมฤทธิ์โบราณใบนั้น
จากนั้นโลงสัมฤทธิ์โบราณก็พลิกกลับ
ปากโลงหงายขึ้น ก่อนที่ฝาโลงจะถูกปิดลงอีกครั้ง
จากนั้นบุรุษชุดดำก็กวาดตามองคนของเผ่าสวรรค์ที่เหลืออยู่เพียงมิกี่คน
ก่อนจะหมุนกายและพาโลงสัมฤทธิ์โบราณก้าวเข้าไปในรอยแยกยาวนับร้อยจั้งเส้นหนึ่งที่เกิดขึ้นในความว่างเปล่า
มินาน รอยแยกในความว่างเปล่าก็หายไป ทุกอย่างกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
ทว่าบนจัตุรัสที่พวกอวิ๋นจงเอี้ยนอยู่กลับยังคงเงียบสงัด บรรยากาศหนักอึ้ง
มิว่าจะเป็นอวิ๋นจงเอี้ยน หรือคนในเผ่าสวรรค์ที่เหลืออยู่ ต่างก็เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมา
บรรพบุรุษท่านนี้เอ่ยเสียน่าฟัง รอทำลายอาวุธเทพของผู้แข็งแกร่งท่านหนึ่งได้แล้ว ก็จะสามารถขจัดคำสาปที่มีมาแต่กำเนิดที่อยู่บนกายของพวกเขาได้
จากนั้นก็จะเปิดเส้นทางสายหนึ่งขึ้น ให้พวกเขาได้กลับไปยังแดนเซียนโบราณอีกครั้ง
จู่ ๆ เย่ฉางชิงก็หยุดฝีเท้าลง และหันไปถามด้วยท่าทางเคร่งเครียด
“มิใช่ เจ้าต้องมีอันใดในใจเป็นแน่”
หนิงซู่ซู่ปริปากขึ้น ก่อนเอ่ยออกมาอย่างอึกอักว่า “ฉางชิง ความจริงแล้วข้ามีเรื่องหนึ่งที่ปิดบังเจ้าเอาไว้”
“และเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันถึงผู้สืบทอดหญิงของเผ่าสวรรค์ผู้นั้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้นางกำชับข้าเอาไว้ และมิอยากให้เจ้ารู้เรื่องนี้”
เย่ฉางชิงรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างขึ้นมา จึงเอ่ยด้วยท่าทางเคร่งขรึมว่า “บอกข้ามา”
หนิงซู่ซู่กวาดตามองมาถนนเส้นนั้น เพื่อป้องกันหายนะที่จะเกิดขึ้นหากเย่ฉางชิงเกิดโมโหขึ้นมา จากนั้นนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เรื่องนี้ค่อนข้างยาว พวกเรากลับไปค่อยคุยกันเถอะ”
เย่ฉางชิงจึงพยักหน้าให้น้อย ๆ
จากนั้นเมื่อกลับมาถึงเรือน
หนิงซู่ซู่ก็ตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เย่ฉางชิงทราบจนหมด
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
เย่ฉางชิงแม้จะมิได้เผยสีหน้าใด ๆ ออกมา ทว่าภายในใจของเขากับร้อนรุ่มราวกับมีเปลวไฟสุมอยู่มาตั้งนานแล้ว
“พวกเผ่าสวรรค์ถึงกับกล้าบีบบังคับผู้สืบทอดหญิงของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นชิงเฟิงยังเป็นสตรีของข้า เย่ฉางชิง อีกด้วย”
“ช่างเถอะ มิว่าวันนี้ชิงเฟิงจะพบกับอันตรายหรือไม่ แต่เผ่าสวรรค์จะต้องมีคำตอบให้กับข้า ! ”
เย่ฉางชิงเอ่ยขึ้น แม้จะยังคงมีสีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าไอพลังรอบกายเขา รวมทั้งไอพลังมหามรรคาที่แผ่ออกมาในเวลานี้ เห็นได้ชัดว่าเริ่มปะทุขึ้นแล้ว
“ฉางชิง……เจ้ามิโทษข้าใช่หรือไม่ ? ” หนิงซู่ซู่เอ่ยถามขึ้นอย่างอึกอัก
ทว่าเย่ฉางชิงมิได้ตอบคำถามของหนิงซู่ซู่ แต่กลับเบนสายตาไปทางราชันทมิฬและเทพหลิว
“พวกเจ้าตามข้าไปเผ่าสวรรค์”
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั้งสามได้หายวับไปในอากาศทันที มิทิ้งร่องรอยใด ๆ เอาไว้แม้แต่น้อย
ตอนนั้นเอง นันนันจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยใบหน้าใสซื่อว่า “พี่สาว เหตุใดพวกท่านเย่ถึงได้หายไปแล้วเจ้าคะ ? ”
หนิงซู่ซู่ขอบตาแดงเรื่อขึ้นมา พลางฝืนตอบเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเขา……มีเรื่องที่ต้องไปจัดการ”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน