เข้าสู่ระบบผ่าน

เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน นิยาย บท 600

ตอนที่ 600 พบหลี่เสวียนเทียนอีกครั้ง

เพียงพริบตา

เมื่อพวกเย่ฉางชิงปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง ก็อยู่ที่ด้านนอกของเผ่าสวรรค์แล้ว

ทันใดนั้น มิใช่แค่เทพหลิวและราชันทมิฬที่มีสีหน้าประหลาดใจ แม้แต่เย่ฉางชิงเองก็อดมิได้ที่จะตกใจเช่นกัน

‘นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ? ’

‘เมื่อครู่ยังอยู่ที่เมืองเทียนซินอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับมาปรากฏตัวอยู่ที่เผ่าสวรรค์เสียแล้ว’

‘หรือเป็นเพราะข้าร้อนใจ จึงทำให้มาโผล่ที่นี่ได้ดั่งที่ใจต้องการเยี่ยงนั้นหรือ ? ’

‘ใช่แล้ว ! ’

‘เพียงแค่คิด ! ’

‘หากนี่มิใช่เป็นไปตามที่ข้าคิดแล้วจะเป็นอันใดไปได้อีก ? ’

‘อีกอย่างอิทธิฤทธิ์ที่พิสดารเช่นนี้ เคยเกิดขึ้นที่โลกเบื้องล่างมาก่อน’

‘ทว่าตอนนี้กลับเกิดขึ้นอีกครั้ง’

‘อีกทั้งครั้งนี้ยังมิใช่ความฝันอันใดนั่น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ ’

‘นี่หมายความว่าข้าจะกลายเป็นผู้ไร้พ่ายอีกแล้วงั้นหรือ ? ’

‘อีกอย่างหากครั้งนี้ข้าเป็นผู้ไร้พ่ายจริง ๆ ความทรงจำของข้าก็จะถูกปลดผนึกออกมาด้วยเยี่ยงนั้นหรือ ? ’

ระหว่างที่เย่ฉางชิงครุ่นคิดและพึมพำตนเองในใจนั้น

ราชันทมิฬก็เหลือบมองเทพหลิว พลางส่งกระแสจิตไปเอ่ยถามว่า “พี่ต้นไม้ อิทธิฤทธิ์เช่นนี้ของนายท่าน ท่านสามารถสำแดงได้หรือไม่ขอรับ ? ”

สีหน้าของเทพหลิวไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ เพียงจับจ้องไปที่ด้านหลังของเย่ฉางชิงอย่างครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าไปมาและตอบกลับว่า “หากเป็นอยู่ในพื้นที่รัศมีของข้ายังพอทำได้ แต่นอกพื้นที่……ข้าทำมิได้”

ราชันทมิฬพยักหน้าอย่างเข้าใจ แล้วเอ่ยต่ออีกว่า “จริงสิ จู่ ๆ นายท่านก็มาที่เผ่าสวรรค์เพราะเหตุใดกันหรือขอรับ ? ”

เทพหลิวยังคงส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ยว่า “คงจะเกี่ยวกับตู๋กูชิงเฟิง”

“เช่นนั้นก็คงถูกต้องแล้ว”

ราชันทมิฬชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มออกมา “หวังว่าเผ่าสวรรค์คงมิได้ทำเรื่องที่มิน่าให้อภัยลงไปหรอกนะ มิเช่นนั้นต่อให้นายท่านมิลงมือ ข้าก็จะเป็นคนกวาดล้างเผ่าสวรรค์ให้สิ้นซากด้วยตนเองซะ”

ซึ่งเทพหลิวมิได้เอ่ยสิ่งใดออกมา เพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางมองไปทางด้านหน้า

ก็พบว่ามีร่าง ๆ หนึ่งยืนอยู่บนยอดเขาอันโดดเดี่ยวตรงหน้า

รอบกายของเขาปั่นป่วนไปหมด จึงมิสามารถมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้

ทว่าแค่ไอพลังที่คนผู้นี้ปล่อยออกมา แม้แต่เทพหลิวก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา

แต่ในสายตาของเย่ฉางชิงแล้ว ใบหน้าของคนผู้นี้กลับชัดเจนยิ่งนัก

หากมิใช่เจ้าแห่งสวรรค์บูรพา หลี่เสวียนเทียน แล้วจะเป็นผู้ใดอีก ?

เพียงแต่เวลานี้หลี่เสวียนเทียนกำลังเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองไกลออกไป ด้วยท่าทางเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

“เจ้าผู้ปกครองโลกหลี่ ? ”

เย่ฉางชิงเอ่ยเรียกขึ้นเบา ๆ

ทว่าหลี่เสวียนเทียนหาได้ตอบกลับในทันทีไม่ แต่ยังคงทอดสายตามองไกลออกไป ด้วยท่าทางครุ่นคิด

เมื่อเห็นเย่ฉางชิงถูกเมินเช่นนั้น

แม้เย่ฉางชิงจะมิได้แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา แต่ราชันทมิฬไหนเลยจะปล่อยให้เจ้านายของมันถูกเหยียดหยามเช่นนี้ ?

อีกอย่าง ตอนนี้มีนายท่านอยู่ด้วย

อย่าว่าแต่ผู้แข็งแกร่งวิถีเซียนเลย ต่อให้เป็นเจ้าแห่งสวรรค์บูรพายืนอยู่ตรงนี้ ก็มิได้อยู่ในสายตาเขาเช่นกัน

“นี่ ! ”

“เจ้าหนุ่มคนนั้นน่ะ เจ้ามิได้ยินที่นายท่านข้าเรียกเยี่ยงนั้นหรือ ยังมิรีบคารวะอีก ? ”

ราชันทมิฬก้าวไปด้านหน้าหนึ่งก้าว แสยะยิ้มให้กับหลี่เสวียนเทียน และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงดังลั่น ด้วยท่าทางที่ดูหงุดหงิดเสียเต็มประดา

ในที่สุดหลี่เสวียนเทียนก็ได้ตอบกลับมา

เขาขมวดคิ้วน้อย ๆ ใบหน้าหล่อเหลานั้นเผยสีหน้าเกรี้ยวกราดออกมา แต่ยังคงมิได้หันกลับมามอง

เพียงแค่หันหลังให้กับพวกเย่ฉางชิง พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่น่าเกรงขามว่า “เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ? ”

“หากข้าจำมิผิดแล้วล่ะก็ ผู้ที่กล้าสามหาวต่อหน้าข้าครั้งก่อน ทั้งตระกูลของเขาล้วนต้องชดใช้ด้วยชีวิต เพื่อขออภัยต่อข้าทั้งสิ้น”

ทันทีที่สิ้นเสียง มุมปากของเย่ฉางชิงก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ และเริ่มเชื่อเรื่องฐานะของหลี่เสวียนเทียนแล้ว

ตบะบารมีของเทพหลิวและราชันทมิฬในตอนนี้ เขาพอจะได้ยินได้ฟังมาบ้าง

และด้วยตบะบารมีระดับเทวาของเขาในตอนนี้ ยังสามารถสัมผัสไอพลังวิถีเซียนของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย

ทว่าหลี่เสวียนเทียนผู้นี้กลับมิแยแสแม้แต่น้อย ถึงขนาดมิหันกลับมาเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นเห็นได้ชัดว่าหลี่เสวียนเทียนมีความมั่นใจในตนเองมากเพียงใด

‘อีกทั้งบนกายของสุนัขตัวนั้นยังไร้ซึ่งไอปีศาจอีกด้วย หรือว่าจะเป็นเพราะท่านเย่ ? ’

‘อืม ! ’

‘คงจะเป็นเช่นนั้น ! ’

‘มิใช่สิ ! ’

‘ต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ! ’

‘ข้าเป็นถึงเจ้าแห่งสวรรค์บูรพา ดังนั้นย่อมสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังของทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้’

‘ทว่าบนกายของสุนัขดำตัวนี้กลับมิมีไอปีศาจแม้แต่น้อย อิทธิฤทธิ์เช่นนี้คงมีเพียงท่านเย่เท่านั้นที่ทำได้’

‘มิหนำซ้ำหลี่เสวียนเทียนยังมิสามารถสัมผัสถึงไอพลังของเย่ฉางชิงได้เลยแม้แต่น้อย’

‘และสิ่งที่ทำให้เขามิเข้าใจมากที่สุด ก็คือ ก่อนหน้านี้ที่พบกันแม้เขาจะมิสามารถสัมผัสได้ถึงไอพลังของเย่ฉางชิง แต่อย่างน้อยก็ยังรับรู้ได้ถึงไอพลังมหามรรคาอันบริสุทธิ์ที่บางเบา’

‘ทว่าเวลานี้ไอพลังใด ๆ ก็มิอาจสัมผัสได้ทั้งสิ้น’

‘เรียกได้ว่ามิรู้สึกถึงการมีอยู่ของเย่ฉางชิงเลยด้วยซ้ำ’

‘เพราะเหตุนี้เมื่อได้พบท่านเย่ผู้นี้อีกครั้ง’

‘ภายในใจของเขาจึงรู้สึกตื่นตระหนกอย่างมาก’

‘ที่สำคัญที่สุดก็คือ ก่อนหน้านี้เขามิควรทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่ต่อหน้าท่านเย่ผู้นี้เลย’

คิดถึงตรงนี้ หลี่เสวียนเทียนก็อดมิได้ที่จะพร่ำบ่นอยู่ภายในใจว่า ‘แม้การทำตัวมีอำนาจบาตรใหญ่จะรู้สึกดีเพียงใด แต่หากเจอคนที่เก่งกว่าก็มีโอกาสที่จะตายอย่างอนาถเช่นกัน ! ’

จนเวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ

หลี่เสวียนเทียนก็ได้สติขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบคุกเข่าลงกับพื้นในทันที

“ท่านเย่ ก่อนหน้านี้ผู้น้อยเสียมารยาทไป ขอท่านได้โปรดอย่าถือสาเลยนะขอรับ”

หลี่เสวียนเทียนเอ่ยคร่ำครวญออกมา

ทว่าภาพที่กลับตาลปัตรเช่นนี้ เมื่ออยู่ในสายตาของเทพหลิวและราชันทมิฬ กลับทำให้ทั้งสองอดที่จะตะลึงงันมิได้

ราชันทมิฬนั้นยังมิเท่าไหร่ เพราะเยี่ยงไรซะที่ผ่านมาก็เป็นพวกที่ชอบอาศัยบารมีของผู้เป็นนายเที่ยวรังแกผู้อื่นอยู่แล้ว

แต่เทพหลิวนั้นมิเหมือนกัน นางมองว่าด้วยตบะบารมีของหลี่เสวียนเทียน นอกจากเย่ฉางชิงและเหล่าสิ่งมีชีวิตโบราณในส่วนลึกของแดนต้องห้ามแล้ว

ตบะบารมีและพลังของหลี่เสวียนเทียนนั้น เรียกได้ว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก

แต่สิ่งที่นางคาดมิถึงก็คือ ต่อหน้าเย่ฉางชิง เขาก็ยังต้องถ่อมตนถึงเพียงนี้

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน