ตอนที่ 606 บอกลา
สิ้นเสียงสตรีชุดขาวที่งดงามไร้ที่เปรียบก็ขอบตาแดงเรื่อ และมีน้ำตาเอ่อคลอขึ้นมา พลางคำนับน้อย ๆ ให้กับเย่ฉางชิง
“ถูสือซานคารวะนายท่านเจ้าค่ะ”
เนื่องจากมิได้พบกันหลายปี ถูสือซานจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นแกมสั่นเครือ
เย่ฉางชิงพิจารณาถูสือซานอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าให้และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “มิได้พบกันเสียนาน บัดนี้เจ้างดงามเสียจนข้าเกือบจำมิได้เสียแล้ว”
ถูสือซานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาด้วยความขัดเขิน
ในตอนนั้นเอง จ้าวปีศาจหน้าหยก จ้าวปีศาจคิ้วแดง และจ้าวปีศาจเสวียนอู๋ ต่างก็ทยอยเดินตามหนิงซู่ซู่เข้ามาเช่นกัน
“ผู้น้อยคารวะนายท่านขอรับ”
หลังจากพบหน้าเย่ฉางชิง ทั้งสามก็คุกเข่าลงกับพื้นและโค้งคำนับให้แก่เย่ฉางชิงทันที
เย่ฉางชิงโบกมือปัดเบา ๆ พลางเอ่ยเรียบ ๆ ว่า “พวกเจ้ามิต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถอะ”
ในขณะเดียวกัน ราชันทมิฬที่ได้สวมชุดคลุมเรียบร้อยแล้วก็เดินวางมาดออกมาจากห้องเช่นกัน
ทว่าเมื่อชุดคลุมชุดนี้มาอยู่บนร่างคู่กับหัวโต ๆ ของเขา กลับทำให้ดูน่าขันยิ่งนัก
ทว่าเมื่อบังเอิญเห็นพวกจ้าวปีศาจหน้าหยกที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ราชันทมิฬก็หรี่ตาลงพร้อมกับแยกเขี้ยวออกมา
“เป็นพวกเจ้าสามคนนี่เอง”
ราชันทมิฬแค่นเสียงเย็นออกมา พลางเอ่ยอย่างมิเกรงกลัวว่า “พวกเจ้าสามคนคงมิได้มาที่นี่เพราะข้าหรอกกระมัง ? ”
“น่าเสียดายที่ครั้งนี้พวกเจ้าคาดการณ์ผิดเสียแล้ว อีกอย่างพวกเจ้าอยากรู้มาตลอดมิใช่หรือว่านายท่านของข้าแท้จริงแล้วคือผู้ใดกันแน่ ?”
“ตอนนี้พวกเจ้าก็จงเบิกตาให้กว้าง ดูให้ดีว่านายท่านของข้าแท้จริงแล้วคือใคร ! ”
ทันทีที่สิ้นเสียง พวกจ้าวปีศาจหน้าหยกก็ชะงักงัน จากนั้นก็เผยรอยยิ้มจืดเจื่อนออกมา
ราชันทมิฬมาปรากฏกายอยู่ที่นี่ได้ นั่นหมายความว่านายท่านของเขาก็คือนายท่านของพวกตนทั้งสามเช่นกัน
เย่ฉางชิง !
ดังนั้นเรื่องบุญคุณความแค้นที่ผ่านมา พวกเขาจึงทำได้เพียงปล่อยผ่านไปเท่านั้น
เมื่อเห็นพวกจ้าวปีศาจหน้าหยกยิ้มออกมาแห้ง ๆ มิกล้าโต้แย้งแม้เพียงครึ่งคำเช่นนี้ คงมิกล้าลงมือเป็นแน่
ราชันทมิฬจึงแค่นเสียง หึ ออกมาเบา ๆ และมิสนใจทั้งสามคนอีก
ทว่าเมื่อเขาหันไปมองถูสือซานที่อยู่ในชุดสีขาว และงดงามจนมิอาจพรรณนาออกมาได้ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“เจ้าคือ……ยัยหนูสือซานเยี่ยงนั้นหรือ ! ”
ราชันทมิฬทำจมูกฟูดฟิด ดวงตาพลันเปล่งประกายขึ้นมา พลางเอ่ยด้วยความตกใจ
“ถูสือซานคารวะผู้อาวุโสราชันทมิฬ”
ถูสือซานย่อตัวลงคำนับราชันทมิฬน้อย ๆ พร้อมด้วยรอยยิ้มขัดเขิน
เมื่อสัมผัสได้ถึงไอพลังอันแข็งแกร่งบนกายของถูสือซาน ราชันทมิฬจึงอดมิได้ที่จะร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกว่า “ระดับเซียนเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
“คาดมิถึงว่าตบะบารมีของเจ้าจะสูงกว่าข้าตั้งหนึ่งระดับ ข้านี่ตาแหลมจริง ๆ ตอนอยู่โลกเบื้องล่างก็มองออกแล้วว่าเจ้านั้นมิธรรมดา”
ถูสือซานพยักหน้าน้อย ๆ และเอ่ยว่า “ความจริงแล้วตอนอยู่โลกเบื้องล่าง หากมิใช่เพราะผู้อาวุโสราชันทมิฬพาสือซานออกจากเทือกเขาแดนใต้ เกรงว่าต่อให้สือซานจะพยายามเพียงใดก็คงมิสามารถมาถึงระดับนี้ได้หรอกเจ้าค่ะ”
ราชันทมิฬโบกขาหน้าไปมา พลางฉีกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสอันใดกัน ตอนนี้เจ้ามีตบะบารมีสูงกว่าข้าแล้ว ต่อไปเรียกข้าว่าราชันทมิฬเถอะ”
ถูสือซานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างลังเล
เห็นดังนั้น เย่ฉางชิงที่ใบหน้าแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเรียบ ๆ ก็โบกมือไปมา พลางเอ่ยกับทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ในเมื่อพวกเจ้ามากันแล้ว เช่นนั้นข้ามีเรื่องหนึ่งจะบอกให้พวกเจ้าได้รู้”
“ข้าวางแผนที่จะไปยังเส้นทางโบราณพรุ่งนี้ เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณ”
“แน่นอนว่าหากพวกเจ้าต้องการ ก็สามารถไปกับข้าได้”
เอ่ยถึงตรงนี้ เย่ฉางชิงก็หันไปสื่อสารทางสายตากับบุรุษวัยกลางคนที่สวมชุดสีดำที่อยู่ข้าง ๆ
เยี่ยงไรซะการไปยังเส้นทางโบราณในครั้งนี้ จะสามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์พิฆาตที่ฟาดฟันลงมาอย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ คงขึ้นอยู่กับกระดานหมากแผ่นนั้นแล้ว
ทันทีที่สิ้นเสียง ราชันทมิฬและเทพหลิวก็รีบโค้งลงคำนับทันที “นายท่าน พวกเราจะขอติดตามข้างกายของท่าน”
พวกจ้าวปีศาจหน้าหยกสบตากันเล็กน้อย แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ และรีบโค้งลงคำนับลงทันที เพื่อยืนยันว่าต้องการติดตามไปด้วย
พวกเขามองว่าต่อให้ตนเองจะก้าวสู่ระดับเทพพิภพแล้ว ทว่านับตั้งแต่อดีตมามีผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานมากมาย ที่ต้องตายอยู่บนเส้นทางโบราณเส้นนั้น
และการที่สามารถติดตามข้างกายของเย่ฉางชิง ย่อมสามารถไปถึงปลายทางของเส้นทางโบราณได้อย่างราบรื่น เพื่อขึ้นไปยังแดนเซียนโบราณในตำนานได้อย่างแน่นอน
โอกาสที่หาได้ยากยิ่งเช่นนี้มารออยู่ตรงหน้า พวกเขาจะปล่อยผ่านไปได้เยี่ยงไรกัน ?
“ท่านเย่ ข้าสามารถ……ติดตามท่านไปด้วยได้หรือไม่เจ้าคะ ? ”
ถูสือซานลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยถามเย่ฉางชิงด้วยเสียงอันเบา พร้อมท่าทางน่าสงสาร


VERIFYCAPTCHA_LABEL
ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน