ตอนที่ 622 เย่เหลียงเฉินธาตุไฟเข้าแทรก
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก มุมปากของเย่ฉางชิงก็โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม พลางถามเย่เหลียงเฉินที่ระเบิดพลังออกมาว่า “เจ้าจะเดินหมากกับข้าเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
‘เดินหมาก ? ’
เย่เหลียงเฉินหัวเราะเยาะออกมา ก่อนจะเอ่ยด้วยใบหน้าดูแคลนว่า “เจ้าก็บำเพ็ญเพียรวิถีหมากเยี่ยงนั้นหรือ ? ”
เย่ฉางชิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ว่า “วิถีหมากนั้นข้ามิค่อยเข้าใจเท่าไรนัก ข้าเพียงแค่ชอบเดินหมากก็เท่านั้น”
‘มิค่อยเข้าใจ ? ’
‘เพียงแค่ชอบเดินหมาก ? ’
คำกล่าวนี้แม้ฟังดูแล้วจะเหมือนประโยคทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อออกมาจากปากบุตรชายของอ๋องฉีอย่างเย่เหลียงเฉินแล้ว กลับมิต่างอันใดกับการดูถูกเหยียดหยามเลยสักนิด
วิถีเต๋าลึกล้ำสุดจะหยั่ง แฝงไว้ด้วยความลึกลับมากมาย เพียงแค่เดินหมากเป็น กับบำเพ็ญเพียรในวิถีหมากนั้น ถือเป็นคนละเรื่องเลยก็ว่าได้
ยิ่งไปกว่านั้น เย่เหลียงเฉินยังเลือกที่จะใช้วิถีหมากจัดการกับพวกเย่ฉางชิง ทว่าอีกฝ่ายกลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาเพียงแค่ต้องการเดินหมากเท่านั้น
‘หากนี่มิใช่การสบประมาทแล้วจะเป็นอันใดไปได้อีก ? ’
‘หรือความแตกฉานในวิถีหมากของข้าย่ำแย่ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ? ’
คิดได้ดังนั้น จิตสังหารก็พลุ่งพล่านขึ้นในอกของเย่เหลียงเฉิน บัดนี้สายตาจึงเต็มไปด้วยความอาฆาต พร้อมกับถือหมากขาวเอาไว้ในมือ ก่อนจะวางลงบนกระดานหมากอย่างแรง
เปรี้ยง !
ทันใดนั้น บนกระดานหมากก็เปล่งแสงระยิบระยับออกมา พร้อมกับมีสัญลักษณ์โบราณปรากฏขึ้น
ลำแสงสีขาวที่แฝงจิตสังหารอันรุนแรงสายหนึ่งส่องลงมาจากท้องฟ้า
ความว่างเปล่าตรงหน้าเย่ฉางชิงพลันแตกออกในเสี้ยววินาที
เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก !
เย่ฉางชิงเห็นดังนั้นถึงทะยานขึ้นไปบนอากาศ ก่อนยืนเผชิญหน้ากับเย่เหลียงเฉิน
เมื่อเห็นบนกระดานเวลานี้เย่เหลียงเฉินได้วางหมากไปหนึ่งตัวแล้ว และขณะนี้ก็กำลังหยิบหมากดำขึ้นมาอีกหนึ่งตัว หมายที่จะวางลงบนกระดาน
เย่ฉางชิงจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ว่า “ในเมื่อจะประลองกับข้า เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นฝ่ายถือหมากดำเถอะ”
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่ฉางชิงก็เพ่งสมาธิ กระดานหมากพลันปรากฏหมากดำเม็ดหนึ่งขึ้นมา
อีกทั้งตำแหน่งที่วางหมากยังได้บีบหมากขาวเอาไว้อีกด้วย
เมื่อเห็นดังนั้นเย่เหลียงเฉินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับเผยท่าทางตกใจออกมา
กระดานหมากแผ่นนี้เป็นสมบัติเซียนระดับใด เขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
ทว่าอีกฝ่ายกลับสามารถวางหมากกลางอากาศได้ โดยมิถูกกระดานหมากกีดขวาง แสดงว่าอีกฝ่ายต้องมิธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากนิ่งเงียบอยู่สักพัก มุมปากของเย่เหลียงเฉินก็กระตุกยิ้มเย็นชาออกมา จากนั้นจึงวางหมากขาวลงไปอีกครั้ง
ทว่าเย่เหลียงเฉินเพิ่งจะวางหมากลงไปได้มิทันไร บนกระดานก็ปรากฏหมากดำอีกหนึ่งเม็ดขึ้นมาทันที
เห็นดังนั้นเย่เหลียงเฉินก็พลันชะงักไป และค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเย่ฉางชิงด้วยสายตานึกสนุก
เพราะในครั้งนี้เขาคิดที่จะเอากลหมากที่ยอดเยี่ยมของท่านพ่อมาใช้
และกลหมากนี้หากวางสำเร็จแล้วล่ะก็ จะกลายเป็นค่ายกลสังหารที่น่าสะพรึงกลัวค่ายกลหนึ่งเลยก็ว่าได้
ประกอบกับได้พลังของกระดานหมากมาช่วยเสริม ค่ายกลสังหารนี้ก็จะสามารถสร้างได้สำเร็จภายในพริบตา จากนั้นก็จะทำลายกายเนื้อของอีกฝ่ายในทันที
มิเพียงเท่านั้น หากอีกฝ่ายหลงกลเดินตามกลหมากที่เขาวางเอาไว้ จิตใจก็จะค่อย ๆ ถูกความชั่วร้ายเข้าครอบงำ
ส่งผลให้สติปัญญาถูกทำลาย จิตวิญญาณสับสนปั่นป่วน
นี่ก็คือความน่ากลัวของผู้แข็งแกร่งที่บำเพ็ญเพียรวิถีหมาก ที่สามารถสังหารคนที่เดินหมากด้วยได้อย่างไร้ร่องรอย และยังสามารถเปลี่ยนกระดานหมากเป็นค่ายกลสังหาร ที่สังหารศัตรูได้อย่างไร้ปรานี
หรือแม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่ตบะบารมีสูงกว่าตนเอง ต่อให้จะมิสามารถสังหารได้ แต่จะสามารถกักขังเอาไว้ภายในค่ายกลสังหาร ที่สร้างจากกลหมากตลอดไปได้
นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ว่าเหตุใดอ๋องฉี ถึงได้ขึ้นเป็นผู้นำของอ๋องทั้งสี่แห่งเมืองโลกวิญญาณ
และคู่ต่อสู้ที่ไร้สติปัญญาตรงหน้าผู้นี้ กลับเลือกที่จะวางหมากอย่างรวดเร็ว แสดงว่าต้องเป็นเจ้าโง่ที่มิรู้ว่าวิถีหมากคืออันใด
“วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่าอันใดคือสิ่งที่เรียกว่าวิถีหมาก อันใดที่เรียกว่าอยู่มิสู้ตาย ! ”
เย่เหลียงเฉินเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเย้ยหยัน จากนั้นก็วางหมากลงไปอีกครั้ง
และวินาทีที่เขาวางหมากลงไป บนกระดานหมากก็ปรากฏหมากดำขึ้นมาทันทีอีกหนึ่งเม็ด
“ในที่สุดเจ้าก็เจอปัญหาแล้วใช่หรือไม่ ? ”
เย่ฉางชิงค่อย ๆ เอ่ยขึ้น ด้วยใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มเรียบนิ่ง “หากข้าเดามิผิดแล้วล่ะก็ เจ้าคงจะเดินตามกลหมากบางอย่างอยู่กระมัง ? ”
“แต่เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่ากลหมากเยี่ยงไรซะก็มิมีชีวิต แต่คนเป็นสิ่งมีชีวิต หากมิรู้จักพลิกแพลง ต่อให้กลหมากจะแยบยลเพียงใด เยี่ยงไรซะวันหนึ่งก็ต้องถูกแก้ได้……”
เย่ฉางชิงเอ่ยยังมิทันจบ
เย่เหลียงเฉินเหมือนได้รับผลกระทบจากกลหมาก ทำให้จิตใจจึงเกิดความผิดปกติขึ้นมา
ทันใดนั้น ตาทั้งสองข้างของเขาก็แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ร่างกายปกคลุมไปด้วยไอพลังอันดุดัน
“เจ้า ! เจ้าเป็นใครกันแน่ ? ”
เย่เหลียงเฉินหางตากระตุกอย่างรุนแรง พร้อมตะโกนใส่เย่ฉางชิงอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติ
“เพียงแค่คนที่มาใหม่ก็เท่านั้น”
เย่ฉางชิงหัวเราะออกมา ก่อนจะเอ่ยอย่างเรียบเรื่อยว่า “อีกอย่างเจ้าควรฟังข้าเอ่ยให้จบก่อน”
“หากมิใช่เพราะว่าข้ามิได้เดินหมากกับใครมานาน และมิใช่เพราะต้องการใช้กลหมากเอาชนะกลหมากแล้วล่ะก็ หมากตาที่สามสิบของข้าก็สามารถทำลายกลหมากของเจ้าได้แล้ว”
ได้ยินดังนั้น เย่เหลียงเฉินก็นิ่งงัน สายตาจ้องเขม็งไปที่กระดานหมากอีกครั้ง เพื่อมองหาจุดทำลายกลหมากที่เย่ฉางชิงกล่าวถึง
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
สายตาของเย่เหลียงเฉินกลับยังมิละไปจากกระดานหมาก แต่ก็ยังคงมองหาจุดสำคัญในการทำลายกลหมากมิเจอ
เย่ฉางชิงได้แต่ส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ก่อนจะเพ่งสมาธิหมากดำบนกระดานพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง
เวลาผ่านไปมิกี่อึดใจ
ย๊าก !
เย่เหลียงเฉินแหงนหน้าขึ้นคำรามออกมาเสียงดังลั่น ผมยาวสยายกระเซอะกระเซิง น้ำตาไหลเป็นสายเลือดออกมาทางหางตา ไอพลังบนกายเริ่มปั่นป่วน ราวกับธาตุไฟเข้าแทรกก็มิปาน
“นายน้อย ! ”
เมื่อเห็นเหตุการณ์มิสู้ดีตรงหน้า เหล่าสาวรับใช้ที่ติดตามเย่เหลียงเฉินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที ท่าทางเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน