ตอนที่ 627 กระบี่จงมา
เวลาผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป
เย่เหลียงสือพาคนสนิทสองคนมายังภายในตำหนักสูงตระหง่านหลังหนึ่ง ที่มีองครักษ์มากมายเฝ้าอยู่
แม้ภายในเขตแดนของอ๋องฉี ที่ผ่านมาจะมีอ๋องฉีเป็คนคอยสั่งการ
แต่ผู้ที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างภายในเขตแดนนี้แท้จริงแล้วกลับเป็นบุตรชายคนโตผู้นี้ของอ๋องฉี
เย่เหลียงสือ !
“คุณชายใหญ่ ดึกดื่นเช่นนี้เรียกผู้น้อยสองคนมามิทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือขอรับ ? ”
ชายชราสวมชุดเทา ศีรษะขาวโพลน สองคนสบตากันเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเย่เหลียงสือที่ยืนอยู่บนบันไดด้วยความสงสัย
“เจ้าเจ็ดตายแล้ว……”
ใบหน้าของเย่เหลียงสือเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สายตามองตรงไปด้านหน้า พลางกดเสียงต่ำลง
ชายชราสองคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนจะหันไปสบตากันอีกครั้งอย่างอดมิได้
เย่เหลียงสือนิ่งเงียบอยู่สักพัก ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “และผู้ที่สังหารเจ้าเจ็ดเวลานี้ก็ได้อยู่ในเมืองโลกวิญญาณแล้ว ส่วนจะอยู่ที่ใดนั้นข้าเองก็ยังมิรู้”
“ดังนั้นที่ข้าเรียกพวกเจ้าสองคนมาพบกลางดึก จุดประสงค์มีเพียงอย่างเดียว สั่งสายลับทั้งหมดในเขตแดนของสามอ๋อง ให้ทำการค้นหาให้ทั่วทุกตารางนิ้ว ภายในคืนนี้จะต้องหาตัวคนผู้นี้ให้พบให้จงได้”
ชายชราทั้งสองขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะโค้งคำนับลงพร้อม ๆ กัน พลางรับปากว่า “คุณชายใหญ่ได้โปรดวางใจ ก่อนฟ้าสางผู้น้อยทั้งสองจะหาคำตอบมาให้จงได้ขอรับ”
เย่เหลียงเฉินสำคัญต่อเย่เหลียงสือมากเพียงใด
คนสนิทของเย่เหลียงสือทั้งสองคนย่อมรู้ดีที่สุด
ดังนั้นหากสามารถพาตัวคนที่สังหารเย่เหลียงเฉินมาได้ คุณชายใหญ่ผู้ใจกว้างท่านนี้จะต้องตบรางวัลพวกเขาอย่างงามเป็นแน่
และก็เป็นไปตามคาด เย่เหลียงสือก็ได้ให้สัญญาออกมาทันทีว่า “หากพวกเจ้าสามารถหาตัวคนผู้นี้เจอก่อนฟ้าสาง ข้ารับปากว่าจะให้พวกเจ้ารู้แจ้งในศิลาสลักรอยมรรคาสองก้อนเป็นเวลาครึ่งปี”
ชายชราทั้งสองได้ยินดังนั้นก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับขึ้นมาทันที
ก่อนที่จะหายตัวไปจากตำหนักพร้อม ๆ กัน
จนเวลาผ่านไปประมาณสามชั่วยาม ฟ้ายังมิทันสาง
ชายชราที่มีโหนกแก้มใหญ่ ดวงตาลึกโบ๋สองคนก็กลับมา และปรากฏกายขึ้นภายในตำหนักอีกครั้ง
“คุณชายใหญ่ เจอตัวแล้วขอรับ ! ”
ชายชราทั้งสองเอ่ยกับเย่เหลียงสือที่นั่งกุมขมับและกำลังหลับตาอยู่ที่ด้านบนอย่างยินดี
ห๊ะ !
เย่เหลียงสือลืมตาขึ้นมาทันที พร้อมกับฉายประกายอาฆาตออกมา
“เจอตัวเร็วเพียงนี้เชียวหรือ ? ”
เย่เหลียงสือลุกขึ้นยืน กวาดตามองทั้งสองคน พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ชายชราหนึ่งในนั้นหัวเราะร่าออกมา “คุณชายใหญ่ มีคนเห็นคุณชายเจ็ดกับคนผู้นั้นสู้กันกับตาขอรับ”
“อีกทั้งเหล่าบ่าวรับใช้ที่ติดตามคุณชายเจ็ดและมิได้ถูกสังหาร ต่างก็ไปเข้าร่วมกับคนผู้นั้นด้วยขอรับ”
“มิเพียงเท่านั้นนะขอรับ”
ชายชราอีกคนหนึ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมีเลศนัยว่า “สายลับของเราที่แฝงตัวอยู่ในเขตแดนของอ๋องเจี้ยน มีคนจำหนึ่งในบ่าวรับใช้เหล่านั้นได้ขอรับ”
“ทว่ารอบ ๆ เขตแดนของอ๋องเจี้ยนมีการวางค่ายอาคมเอาไว้จำนวนมาก โดยเฉพาะในยามค่ำคืนจะมีทหารมากมายออกลาดตระเวน ทำให้การส่งข่าวเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุนี้พวกเราทั้งสองจึงกลับมาล่าช้าขอรับ”
“ใช่แล้วขอรับคุณชายใหญ่ จากนี้พวกเราจะทำเช่นไรต่อดีขอรับ ? ”
เย่เหลียงสือหรี่ตาลงพร้อมประกายตาอันเย็นชา ก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเย็นว่า “สั่งการผู้แข็งแกร่งระดับเทพพิภพขั้นกลางทั้งหมด ก่อนฟ้าสางให้ตามข้าเข้าไปจับตัวมันผู้นั้นที่เขตแดนของอ๋องเจี้ยน”
สูด !
ชายชราทั้งสองจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที พร้อมกับสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความหวาดหวั่น
ผู้แข็งแกร่งมากมายเช่นนี้หากเข้าไปภายในเขตแดนของอ๋องเจี้ยน ก็มิต่างอันใดกับการเปิดศึก
อีกทั้งศึกที่ใช้คนมากเช่นนี้ จะต้องเกิดการสั่นคลอนระหว่างอ๋องฉีและอ๋องเจี้ยนอย่างแน่นอน
ชายชราผู้หนึ่งได้สติขึ้นมา จึงเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเทาอย่างควบคุมมิได้ว่า “คุณชายใหญ่ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงภาพรวม เราควรขออนุญาตท่านอ๋องฉีก่อนหรือไม่ขอรับ ? ”
เย่เหลียงสือปรายตามองชายชราผู้นั้น พลางเอ่ยเสียงเรียบว่า “เรื่องนี้ข้ารู้ว่าอันใดควรทำและมิควรทำ พวกเจ้ามิจำเป็นต้องเอ่ยให้มากความ”
……
……
เพียงพริบตา
เช้าวันต่อมา เมื่อฟ้าสางแล้ว
หลังจากฝูงชนผ่านไปแล้ว
เย่ฉางชิงจึงพบว่า ร้านค้า หอสุราต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่สองข้างถนนต่างก็ปิดไปตาม ๆ กัน
ถูสือซานจึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ ว่า “ร้านค้าเหล่านี้เหตุใดจู่ ๆ ถึงได้ปิดร้านกันหมดเช่นนี้เล่า ? ”
“เมื่อคืนขณะที่เดินผ่าน เท่าที่เห็นทุกคนที่นี่ล้วนบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่”
หนิงซู่ซู่เอ่ยด้วยใบหน้าที่แฝงรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมกับอธิบายต่อ “เมื่อครู่พวกเจ้าก็คงจะได้ยินแล้ว ว่าพวกเขากำลังคุยกันเรื่องที่มีผู้รู้แจ้งในป้ายกระบี่อันใดนั่น และผู้ที่สามารถรู้แจ้งในป้ายกระบี่ก็จะได้พบอ๋องเจี้ยนผู้นั้น และได้เป็นศิษย์สายสืบทอดของอ๋องเจี้ยนอีกด้วย”
“อีกทั้งดูท่าแล้วคงมีคนน้อยมากที่สามารถรู้แจ้งในป้ายกระบี่ ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่มากมายจึงให้ความสนใจ และคงไปรวมตัวกันที่นั่นเป็นแน่”
เย่ฉางชิงถอนหายใจยาวออกมา พลางเอ่ยอย่างเอือมระอาว่า “ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเราคงทำได้เพียงต้องไปดูวินาทีประวัติศาสตร์นี้เสียแล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง
ตู้ม !
แสงกระบี่อันโชติช่วงสายหนึ่งได้พุ่งออกมาจากส่วนลึกของสิ่งก่อสร้างโบราณ และทะยานขึ้นฟ้าไป
จากนั้นจิตกระบี่จำนวนมหาศาลก็ปกคลุมไปทั่วบริเวณในทันที
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นช่างตระการตายิ่งนัก !
เห็นดังนั้น พวกเย่ฉางชิงก็ได้เร่งฝีเท้าไปยังทิศทางที่ฝูงชนมุ่งหน้าไปทันที
มินาน เมื่อทุกคนเดินผ่านอาคารบ้านเรือนมาแล้วก็พบว่า จัตุรัสแห่งนี้มีขนาดใหญ่เป็นอย่างมาก
นอกจัตุรัส เวลานี้ต่างคราคร่ำไปด้วยผู้คน และทุกคนต่างก็มีท่าทางตื่นเต้น สายตาจับจ้องไปที่ท้องฟ้าเหนือใจกลางจัตุรัส
ป้ายกระบี่เก่าแก่ที่อบอวลไปด้วยแสงสลัว มีสัญลักษณ์มากมายลอยวนอยู่รอบ ๆ
ร่างอันเลือนรางร่างหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ที่ด้านหน้าป้ายกระบี่ ผมยาวสยายพลิ้วไหว อาภรณ์กวัดแกว่ง คลื่นแสงวงแล้ววงเล่าส่องออกไปทุกทิศทุกทางอย่างต่อเนื่อง
และแสงกระบี่อันโชติช่วงสายนั้น รวมทั้งจิตกระบี่จำนวนมหาศาลราวกับมหาสมุทร ก็พุ่งออกมาจากร่างอันเลือนรางนั้น
ขณะที่พวกเย่ฉางชิงมาถึง
เย่ฉางชิงกลับให้ความสนใจป้ายกระบี่นี้เป็นอย่างมาก โดยมิทราบสาเหตุ
อีกทั้งบนป้ายกระบี่ที่เหลือเพียงโครงร่างแผ่นนี้ เขากลับสามารถมองเห็นตัวอักษรได้อย่างชัดเจน
กระบี่จงมา !

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน